http://ebooks.in.th/heretic/

Homepage > What's ต่วย
 
 
void : ก่อนที่จะมาทำหนังสือ?
ลุงต่วย : ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือและวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ได้รับอิทธิพลมาจากพ่อ (วิวัธน์ ปิ่นเฉลียว) ด้วยเหตุที่ท่านเป็นนักอ่าน ทั้งเรื่องวรรณคดีไทย อย่างรามเกียรติ์ อิเหนา ไปจนนวนิยายของ เอ็ดการ์ อัลลัน โป นักเขียนคนโปรดของท่าน และท่านมักจะปลูกฝังและถ่ายทอดไปยังลูกๆ ด้วยการเล่าเรื่องให้ฟังช่วงหัวค่ำหลังอาหาร เล่าตั้งแต่กาพย์ กลอน โครง ฉันท์ของโบราณ ไปจนถึงเรื่องผี พี่น้องทั้ง ๓ คนก็ได้รับอิทธิพลด้านหนังสือจากพ่อ ทั้งพี่ปกรณ์ ปิ่นเฉลียว นักเขียนเรื่องสั้น, ตัวผม และน้องสาวคนเล็ก – จินตนา ปิ่นเฉลียว ที่เป็นนักกลอนและนักเขียนในนามปากกา “จินตวีร์ วิวัธน์” และเป็นทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของ ต่วย’ตูนพิเศษ ตั้งแต่ยุคแรกๆ สมัยที่เรียนอยู่คณะสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ ตอนเป็นนิสิตปี ๑ (พ.ศ. ๒๔๙๒) ผมมีโอกาสได้วาดการ์ตูนในหนังสือฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ผลงานเป็นที่พอใจในหมู่เพื่อนพ้องและรุ่นพี่ รวมทั้งอาจารย์ด้วย ต่อมาอาจารย์แสงอรุณ รัตกสิกร เห็นผลงานเข้า เลยชักชวนไปเขียนภาพประกอบเรื่องในนิตยสาร โดยใช้นามปากกา “ภูมิ ภาวนา”
ต่อมา อาจารย์ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ออกหนังสือพิมพ์ สยามรัฐ ตามด้วย สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ต่อมาก็ทำนิตยสารรายเดือน “ชาวกรุง” ตามแนวนิวยอร์เกอร์ โดยมีคุณวิลาศ มณีวัต เป็นบรรณาธิการ แกเป็นศิษย์เก่าจุฬาฯ ก็เลยชวนพวกจุฬาฯมาเขียนเรื่อง เช่นคุณวสิษฐ เดชกุญชร มีคุณ โอภาส วัลลิภากร เขียนภาพ คุณ มานิต อุทัยวรรณ ควบคุมเรื่องภาพถ่าย และชวนผมให้เข้ามาเขียนการ์ตูน โดยอยู่ในความควบคุมของคุณโอภาส ตอนนั้นผมเป็นนักเขียนรูปขาจรอยู่ที่สยามสมัยบ้างแล้ว ส่วนชื่อ “ต่วย” ก็มาเริ่มใช้ตอนเขียนการ์ตูนที่ชาวกรุงนี่แหละ

void : แล้วมาเริ่มทำหนังสือตอนไหน
ลุงต่วย : หลังจากจบสถาปัตย์ฯ ผมรับราชการเป็นสถาปนิกที่กรมชลประทาน ระหว่างที่รับราชการอยู่ก็เขียนการ์ตูนไปด้วย พอมีการ์ตูนเยอะเข้า ก็เลยเอามารวมเล่ม ช่วยกันทำกับเพื่อนชื่อ ประเสริฐ พิจารณ์โสภณ ปรากฏว่าขายดี จนต้องพิมพ์ซ้ำ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้พิมพ์ออกมาอีกเป็นชุดๆ มีทั้งหมด ๕-๖ ชุด เป็นการรวมภาพการ์ตูนทั้งของเก่าและของใหม่ พอถึงเล่ม 6 การ์ตูนที่เคยเขียนไว้ก็หมด เขียนใหม่คนเดียวประมาณ ๒๐๐ รูปต่อเล่ม ก็ไม่ไหว ประเสริฐก็แนะว่าเอ็งจะเขียนคนเดียวทำไม ไปขอเรื่องของนักเขียนที่เคยลงในชาวกรุงมาสิ ผมก็เลยไปขอจากผู้หลักผู้ใหญ่ อย่างเช่น ครูอบ ไชยวสุ คุณประหยัด ศ.นาคะนาท คุณประมูล อุณหธูป ที่สำคัญที่สุดก็คือ ของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ พวกท่านก็เมตตาให้มาฟรีๆ เรื่องที่ให้มาก็เป็นเรื่องที่ดีมีชื่อสียงอยู่แล้ว ผมก็เอามารวมเล่มแล้วใส่การ์ตูนเข้าไป เลยตัดสินใจเปลี่ยนชื่อหนังสือเป็น “รวมการ์ตูนต่วยและเรื่องขำขันจากชาวกรุง” ไม่อย่างนั้นจะเป็นการเอาเปรียบคนอื่นที่เขาเขียนเรื่องให้

void : แล้วผลตอบรับช่วงนั้น
ลุงต่วย : ตอนนั้นผลตอบรับดี ก็เลยได้ใจออกใหญ่ แต่ยังเป็นรายสะดวกอยู่นะ กะว่าประมาณเดือนละเล่ม พอออกไปถึงเล่มที่ ๑๖ ทางผู้จัดจำหน่ายก็ต่อว่ามา ว่าชื่อหนังสือยาวเหลือเกิน คนจำยาก ผมเลยตัดชื่อเป็น ต่วย’ตูน ก็แล้วกัน แล้วก็เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่เป็นต่วย’ตูนเล่ม ๑ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ จากนั้นก็วางแผงตรงเวลาเป็นรายเดือน (แต่การนับฉบับกันยายน เป็นการขึ้นรอบปีใหม่ เนื่องจาก ๑๒ ฉบับแรกนั้นบางเล่มไม่สามารถวางแผงได้ตรงเดือน ทำให้ฉบับขึ้นรอบปีที่ ๒ ต้องเลื่อนมาอยู่ที่เดือนกันยายน ๒๕๑๕ - ผู้เรียบเรียง)

void : ช่วงนั้นยอดพิมพ์มากแค่ไหน แล้วขายราคาเล่มละเท่าไหร่
ลุงต่วย : ครั้งแรกพิมพ์ ๓,๐๐๐ เล่ม ขายเล่มละ ๖ บาท แต่ก็พิมพ์ซ้ำหลายหน จนยอดรวมเป็นหมื่นเล่ม ผมกับประเสริฐก็เลยคิดตั้งสำนักพิมพ์ขึ้นมา ใช้ชื่อ “ประเสริฐวาทิน” เอาชื่อ ๒ คนมารวมกัน แล้วแทนที่จะพิมพ์แต่ต่วย’ตูนเราก็พิมพ์หนังสืออื่นด้วย

void :เริ่มจาก ๒ คน แบ่งหน้าที่กันอย่างไร
ลุงต่วย : ตอนนั้นผมรับราชการมีเงินเดือน ก็เอามาลงทุน และเขียนการ์ตูนไป ส่วนประเสริฐคร่ำหวอดอยู่ในวงการหนังสือ ก็ไปขอเรื่องมาลง ดูแลเรื่องการพิมพ์ เขามีเครดิตอยู่กับโรงพิมพ์ พิมพ์ก่อนจ่ายทีหลังได้ และปกติประเสริฐเป็นที่ปรึกษาอยู่ที่ประพันธ์สานส์ ก็ขอให้จัดจำหน่ายให้ ต่อมาคุณชิว สุพล เตชะธาดา บอกว่าไม่ต้องไปขายที่อื่น ไปเอาเรื่องมาพิมพ์ ข้าให้เอ็งเล่มละบาท(สำหรับหนังสืออื่นๆ) แต่ต่วย’ตูนเราพิมพ์เองขายเองนะ

void : แล้วก่อนจะจัดตั้งสำนักพิมพ์ดำเนินงานอย่างไร (ทั้งการพิมพ์ การจัดรูปเล่ม การจัดจำหน่าย ฯ)
ลุงต่วย : ผมออกแบบจัดรูปเล่มเอง เสร็จแล้วก็จ้างเขาพิมพ์ ตอนแรกหนังสือยังน้อย ก็เอาไปขายเอง เอาไปฝากตามร้าน

void : ปัจจุบันนี้ ผู้ที่ร่วมก่อตั้งยังร่วมกันทำอยู่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
ลุงต่วย : ประเสริฐเสียชีวิตไปนานแล้ว ตอนนั้นเขาทำอยู่สักระยะ พี่ชายผมก็มาดึงตัวไปทำวารสารของตำรวจ เขาบอกว่า “ข้าทิ้งเอ็งล่ะ” ผมเลยต้องทำคนเดียว ตอนหลังเลยหาทีมงานมาช่วยทำ แต่ก็เปลี่ยนกันไปหลายคนหลายรุ่น ออกไปทำอย่างอื่นกันบ้าง เสียชีวิตไปบ้าง

void : ต่วย’ตูนเป็นหนังสือแนวไหน
ลุงต่วย : เรายึดแนวสาระ+หรรษา ในเล่มเน้นความหลากหลาย มีทั้งแนวสารคดี เกร็ดประวัติศาสตร์ ศิลปะ ท่องเที่ยว ผจญภัย เรื่องจากต่างประเทศ อาหารการกิน ชีวิตคน ประสบการณ์ เรื่องเล่า ฯลฯ รวมทั้งเรื่องประเภทเรื่องสั้น เรื่องแต่ง ขำขัน โคลงกลอน

void : ทำไมจึงเลือกทำหนังสือออกมาเป็นแนวนี้
ลุงต่วย : เราถนัดแนวนี้ และมีผู้อ่านกลุ่มหนึ่งชื่นชอบ

void :ออกเป็นรายเดือน?
ลุงต่วย : ตอนแรก แล้วเปลี่ยนมาเป็นรายปักษ์

void : ตอนนั้นทำไมถึงเปลี่ยนมาเป็นรายปักษ์ แล้วมีเนื้อหาเยอะมากพอหรือ?
ลุงต่วย : มีนักเขียนส่งเรื่องมาเยอะ ทางผู้อ่านก็ต้องการ เขาเรียกร้องมา ขอให้ออกเป็นรายปักษ์ มีบางคนขอให้ออกเป็นรายสัปดาห์เสียด้วยซ้ำ แต่อย่างนั้นก็มากเกินไป

void : เรื่องราวที่นำมาลงในเล่มทั้งหมดนำมาจากไหนบ้าง
ลุงต่วย : มีทั้งจากนักเขียนประจำ และขาจร นอกจากนั้นก็มีที่ขอจากนักเขียนกิติมศักดิ์ พวกบุคคลที่มีชื่อเสียง

void :แล้วนักเขียนประจำนี่เป็นนักเขียนอาชีพหรือเปล่า
ลุงต่วย : ส่วนใหญ่เป็นนักเขียนสมัครเล่น มาจากหลากหลายอาชีพ เป็นคนที่ส่งเรื่องเข้ามาประจำ และผู้อ่านชอบ ต้องการอ่าน

void :การที่นักเขียนส่วนใหญ่ไม่ใช่มืออาชีพมีข้อดีข้อเสียยังไง
ลุงต่วย : มีข้อดีที่ทำให้ผู้อ่านได้รู้เรื่องราวหลากหลาย รู้ลึก รู้จริง ใครรู้เรื่องไหนดี ใครทำอาชีพอะไร ไปพบไปเห็นอะไรที่น่าสนใจก็เอามาเขียน ข้อเสียก็มีอยู่ตรงที่สำนวนภาษาบางคนอาจจะสู้มืออาชีพไม่ได้ แต่ก็ดูถูกไม่ได้นะ เพราะส่วนใหญ่เขียนได้ดีไม่แพ้มืออาชีพ บางคนเขียนบ่อยๆเข้าก็เป็นนักเขียนอาชีพได้เหมือนกัน

void :กว่าจะเขียนเก่งจนมีชื่อเสียงนานไหม
ลุงต่วย : อยู่ที่ฝีมือของแต่ละคน บางคนแค่ปี สองปีก็ดังแล้ว คนที่ดังเร็วมักจะเป็นคนที่เขียนเรื่องได้น่าสนใจ แปลกกว่าคนอื่น

void : มีการแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ หรือเสนอแนะกับนักเขียนที่ส่งเรื่องเข้ามาหรือเปล่า
ลุงต่วย : ก็มีบ้าง นักเขียนมือใหม่คนไหนที่มีแววเราก็ติดต่อกลับไป ให้คำแนะนำ ให้กำลังใจเขา สนับสนุนให้เขาเขียนส่งมาอีก

void : มีการกำหนดแนวการเขียนให้นักเขียนไหม
ลุงต่วย : เรากำหนดแนวเอาไว้กว้างๆ เรื่องวิพากษ์วิจารณ์การเมืองเราไม่เอา เรื่องโป๊เราไม่เอา เอาเรื่องที่อ่านแล้วสนุก ตลกขบขัน เป็นหลัก เมื่อก่อนก็เคยใช้สโลแกนว่า “การเมืองไม่ยุ่ง การมุ้งไม่เกี่ยว ขับเคี่ยวแต่ความขบขัน” แต่ต้องตลกอย่างมีสาระนะ นักเขียนเขากำหนดแนวของตัวเอง ใครถนัดเรื่องไหนก็เขียนเรื่องนั้น

void : การคัดเลือกเรื่องลงหนังสือ?
ลุงต่วย : ก็เอาเรื่องที่ถูกใจ ไม่ขัดกับนโยบาย ไม่ขัดกับกฎหมาย ต้องดี ทุกเรื่องต้องมีจุดร่วมที่สำคัญอยู่ คือต้องมีความสนุก ตลก ขบขัน นี่ถือว่าเป็นหัวใจ

void : การเปลี่ยนแปลงของเนื้อหาในเล่มตั้งแต่สมัยก่อนจนปัจจุบัน (การ์ตูน เรื่องอ่านเล่น แก๊กตลก) เป็นอย่างไรบ้าง

ลุงต่วย : โดยรวมๆแล้วไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ จะมีอยู่บ้างก็ตรงที่มุขตลกน้อยลง ระยะหลัง ทั้งคนทำ ทั้งคนอ่านตามชักมีอายุมากขึ้น เรื่องก็เลยมีสาระมากขึ้น ขำขันเป็นรองไปแล้ว แต่ยังไงก็ต้องเป็นสาระที่อ่านสนุก ไม่เครียด เพราะอย่างที่บอกว่าหัวใจก็คือความสนุก

void : แล้วการ์ตูนที่ถือเป็นจุดเริ่มของหนังสือ
ลุงต่วย : เมื่อก่อนมีเยอะครับ เราถือการ์ตูนเป็นหลัก ตอนหลังมานี้ มีน้อยลง

void : เพราะอะไร|
ลุงต่วย : ตลาดมันมีการ์ตูนเข้ามารองรับเยอะ มีมากเสียจนคนพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องมาอ่านในหนังสือนี่อีกแล้ว ไอ้นี่เอาไว้อ่านเรื่องอย่างเดียวก็พอ มันอาจจะเป็นอย่างนี้ก็ได้นะ

void : การที่การ์ตูนในเล่มมีน้อยลง คนอ่านไม่ถามหาการ์ตูนหรือ
ลุงต่วย : เท่าที่ผมให้การ์ตูนมันน้อยลงมา ก็ไม่เห็นมีผู้อ่านคนไหนโวยวาย หรือขอการ์ตูนเพิ่มนะ ไม่มีใครพูดถึงเลย นี่สิที่แปลก ผมว่ามันหมดยุคนะ คือการ์ตูนแบบนี้มันคงไม่ค่อยมีคนสนใจหรอก นักเขียนการ์ตูนก็มีน้อย

void : แล้วนักอ่านรุ่นเก่าไม่มีการทักท้วงมาบ้างเลยหรือ... เพราะถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเช่นกัน
ลุงต่วย : มีน้อยมาก

void : มีคนมาสืบทอดการ์ตูนที่ตัวเองรักบ้างไหม
ลุงต่วย : ก็มีนะ พวก’ถาปัตย์จุฬาเขาก็ยังเขียนกันอยู่ มีหนังสือ’ถาปัตย์ตูน แต่ไม่ได้ทำกันเป็นอาชีพ

void : เลิกเขียนการ์ตูนมานานหรือยัง
ลุงต่วย : นานแล้ว

void : เพราะอะไร
ลุงต่วย: ผมดูแล้วไอเดียมันก็ไม่คม เส้นก็ไม่ดี ทั้งไอเดียและเส้นสายมันไม่คมก็ใช้ไม่ได้แล้วครับ ออกมามันก็ตลกฝืด เลิกซะเองดีกว่า ไม่เอาแล้ว

void : บางครั้งรู้สึกอยากกลับมาเขียนบ้างไหม
ลุงต่วย : อยาก บางทีนึกมุขดีๆได้ก็อยากเขียน แต่มือกับตามันไม่ให้

void : สมัยนั้นได้อิทธิพลหรือต้นแบบการวาดการ์ตูนจากไหน
ลุงต่วย : ก็จากของฝรั่ง คือคุณพ่อผมเมื่อก่อนรับหนังสือฝรั่ง ไอ้หนังสือพิมพ์สมัยก่อนเฉพาะวันอาทิตย์ ถ้าหน้ากลางคู่หน้ามันจะเป็นการ์ตูนหมด ถ้าการ์ตูนยาวที่ติดๆ ของผมก็มี “ปริ๊นซ์ ออฟ แวเรียนท์” รูปสวยมากเลยแล้วก็ “ทาร์ซาน” แล้วก็ “แฟลช กอร์ดอน” ไอ้นี่ยิ่งชอบใหญ่ กับ “บั๊ก ลอเยอร์” ไปนอกโลกไปดาวอังคารเลยครับ ไปรบกัน

void : ช่วงที่ยังเขียนการ์ตูน มีวิธีการคิดมุขอย่างไร
ลุงต่วย : อ่านมาก คุยมาก ตั้งวงสังสรรค์บ่อย ไอ้นี่สำคัญนะ มันทำให้เราคิดอะไรใหม่ๆได้ เพื่อนฝูงช่วยคิดบ้าง ลอกฝรั่งบ้างก็มี บางครั้งนี่การ์ตูนของมันตลกจริงๆ ก็ยอมหน้าด้านลอกมันมา อยากจะให้คนอื่นได้อ่านได้รู้ได้เห็นบ้างว่ามุขมันเข้าท่า คิดลึกซึ้งเหลือเกิน

void : ทราบมาว่าเคยมีชมรมวันเสาร์ เป็นการตั้งวงสังสรรค์เพื่อบริหารมุขหรือเปล่า และมีที่มาอย่างไร
ลุงต่วย : ทีแรกก็นัดพบปะกันในหมู่เพื่อนฝูง นักเขียน ตอนหลังมันบ่อยเข้าก็เลยกำหนดวัน ว่ามาเจอกันวันเสาร์ที่บ้านผมนะ แล้วไม่ได้มีแต่นักเขียน พวกนักอ่านเขาก็มากัน มาพบปะพูดคุย มาสังสันทน์กัน ทำให้เกิดความผูกพันกันทั้งนักเขียนนักอ่าน

void : ตอนนี้ยังมีชมรมนี้อยู่หรือเปล่า
ลุงต่วย : ตอนหลังย้ายมาอยู่วันอาทิตย์ เดี๋ยวนี้ก็งดไปแล้ว ตามสังขาร

void : ลักษณะของการ์ตูนต่วยแบบต้นฉบับเป็นอย่างไร
ลุงต่วย : เป็นการ์ตูน Pure Joke เอาไอ้ที่มันจะขำอย่างไร ก็เอาแค่นั้นแล้วพอ อันอื่นไม่ต้องใส่ให้มันรก และมีหลักในการเขียนการ์ตูนอย่างที่บอก คือ ไม่ยุ่ง
การเมือง, ไม่ยุ่งเรื่องเซ็กส์ และห้ามเด็ดขาดเรื่องการล้อเลียนคนพิการ ที่สำคัญการ์ตูนของผมต้องใช้เส้นให้น้อยที่สุด ผมว่าตอนนั้นมันแปลกขึ้นมาหน่อยครับ
แรกๆ ที่ผมดูการ์ตูนรุ่นก่อนผมคือรุ่นพ่อ มักเป็นการ์ตูนตลกแบบรุ่มร่าม มันโสโครก เสื้อผ้าต้องปุปะ หนวดเคราต้องรุงรัง แล้วพวกตัวบ้านอะไรก็ต้องโย้เย้
จวนจะพัง กำแพงก็จะต้องกะเทาะ จะเอาให้มันเหมือนคนธรรมดาให้มันหล่อหรือหน้าตาดีๆ บ้างไม่ได้หรือไง ผมเลยให้ตัวการ์ตูนมันแต่งตัวดีแบบคนธรรมดา
สามัญ บางทีก็เว่อร์ไปหน่อย ผูกเน็คไทเสียด้วย ให้มันใส่ซะโก้เลย ที่มันไม่เกี่ยวกับตลกอะไรในรูปนั้นน่ะก็ไม่รู้ว่าท่านเก่าๆ ใส่ไปทำไม อย่างบางอันก็มีหมา
กำลังเกา หรือมีจิ้งจกเขาก็ให้พูดอะไร ทำไมจะต้องใส่ไป ซึ่งมันไม่มีก็ได้เพราะฉะนั้น การ์ตูนผมก็ตัดไอ้สิ่งที่มันรกหูรกตา เอาไอ้ที่มันขำอย่างไรก็เอาแค่นั้น
แล้วพออันอื่นไม่ต้องไปใส่ให้มันรก กำแพงก็ขีดเป็นเส้นให้รู้ ไม่ต้องไปใส่รอยกะเทาะอะไร หรือบ้านก็ไม่ต้องไปพัง ก็ให้มันเป็นอย่างบ้านนี่แหละ ที่ต่างจาก
คนอื่นอีกอย่างก็คือผมใช้ปากกาวาด ก่อนหน้านั้นเขาใช้ภู่กันวาดกันด้วยหมึกจีน พิมพ์กันด้วยบล็อก สมัยก่อนสงครามโลกยังไม่มีปากกาที่วาดแล้วใช้ทำบล็อก
พิมพ์ได้ มันไม่เข้มพอ ผมมาวาดการ์ตูนตอนหลังสงครามมันมีปากกาแบบนี้ส่งเข้ามาแล้ว

void : ถ้าอนาคตไม่มีคนเขียนการ์ตูนที่เป็นสไตล์ดั้งเดิมลงในต่วย’ตูนล่ะ
ลุงต่วย : ถ้าไม่มีคนเขียนมันก็ไม่มี เมื่อถึงคราวก็ต้องยอม แต่นักเขียนการ์ตูนมันคงไม่หมดไปหรอก หรืออีกทีก็ต้องเอาการ์ตูนนอกที่มีไอเดียเข้ากับคนไทย
ได้เข้ามา อันนี้ต้องขึ้นอยู่กับคนอ่านว่าเขาจะรับได้ไหม

void : คิดว่าการ์ตูนต่วยสะท้อนสังคมหรือการเมือง เช่นการ์ตูนของคนอื่นๆ หรือไม่
ลุงต่วย : ไม่ครับ ผมอยากให้คนสามัคคีกัน ถ้าคุณเขียนไปคุณก็ได้ฝ่ายหนึ่ง แล้วก็เสียฝ่ายหนึ่ง แล้วคนสองฝ่ายเขาไม่ถูกกันเพราะการ์ตูนของคุณ ผมไม่นิยม ผมอยากทำการ์ตูนที่ทุกคนต้องไม่มีความเห็นแบ่งแยกกัน

void : คนอ่านต่วย’ตูนเป็นใครบ้าง
ลุงต่วย : หนังสือของผมเป็นหนังสือสำหรับครอบครัว คนอ่านติดตามตั้งแต่รุ่นปู่ สู่รุ่นพ่อ ไปสู่รุ่นลูก มีผู้อ่านคนหนึ่งเขียนจดหมายมาเล่าให้ฟังว่าเขาอ่าน ต่วย’ตูน ตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อเขาซื้อไว้ ตอนนี้พ่อเขาเสียไปแล้ว เขาเลยต้องซื้อเอง แต่ถ้าเป็นรุ่นแรกจริงๆ บอกตรงๆ ก็พวกนิสิต นักศึกษาเรานี่แหละ คนอ่านนี่ดูเหมือน
ตามวัยผมขึ้นมานะ แล้วตอนหลังก็มาเป็นพวกข้าราชการ ต่อมาตอนหลังนี้รู้สึกจะมีพวกปลดเกษียณเยอะนะ คือเขาอ่านมาตั้งแต่ยังหนุ่มจนแก่ แต่ช่วงหลังสังเกต
ว่าแฟนๆ นักอ่านและนักเขียนของเราเป็นผู้หญิงเยอะมากขึ้น อย่างคนที่ส่งเรื่องเข้ามาเป็นผู้หญิงเยอะเลย เมื่อก่อนผู้หญิงไม่มีเลย

void : เกิดอะไรขึ้น?
ลุงต่วย : ผมว่าเพราะหนังสือผู้หญิงนี่เยอะเกินไปครับ แล้วก็ลงเรื่องเหมือนๆ กัน เขาคงอยากอ่านเรื่องอ่านเล่นบ้าง หนังสือผู้หญิงมีเยอะมากนะ และโดยมากก็ไปในแนวเดียวกัน

void : แล้วผลงานอื่นๆ นอกเหนือจาก ต่วย’ตูน พอกเก็ตแมกาซีน
ลุงต่วย : มี ต่วย’ตูนพิเศษ เล่มนี้ออกเป็นรายเดือน

void : เนื้อหาของ ต่วย’ตูนพิเศษเกี่ยวกับ?
ลุงต่วย : เนื้อหาเกี่ยวกับ โบราณคดี ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมโบราณ เรื่องน่ารู้ต่างๆ เรื่องพิศวง ประเภทยูเอฟโอ มนุษย์ต่างดาว สิ่งมีชีวิตลึกลับ เช่น ไอ้ตีนโต เนสซีแห่งทะเลสาบล็อกเนส และเรื่องเหนือการพิสูจน์ ตามแนวถนัดของ จินตวีร์ วิวัธน์ (นามปากกาของ จินตนา ปิ่นเฉลียว) ที่ถือเป็นกำลังสำคัญในการทำงาน เขาเป็นคนคิดทำต่วยตูนพิเศษขึ้นมา
ทำออกมาตอนแรกเนื้อหาหนักไปทางวิชาการ คนอ่านบอกว่าอ่านไม่รู้เรื่อง คงเพราะไม่มีพื้นมาก่อน เลยบอกให้ทีมงานเขียนง่ายๆ ศัพท์แสงเยอะแยะไม่เอา ใช้ภาษาพื้นๆ ให้คนเข้าใจดีกว่า ใช้ภาษาพูดแบบเราเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง สังเกตว่าถ้าคุณอ่านตำรามักไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ถ้ามีคนมาพูดให้ฟังจะเข้าใจง่ายกว่า

void : การนำเนื้อหาที่เป็นพวกบันทึกประวัติศาสตร์มาเขียนใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมไหม?
ลุงต่วย : ถ้าเนื้อเรื่อง พล็อตเรื่องที่เป็นของเก่าผมว่ายังใช้ได้อยู่นะ แต่สำนวนอันนี้อยู่ไม่ได้ แต่เนื้อเรื่องอยู่ได้ คือคนต้องการอ่านเรื่อง ยิ่งเก่ายิ่งมีคุณค่า แต่คุณไปอ่านหนังสือโบราณ อ่านพงศาวดาร เจอสำนวนคนโบราณเข้าก็ไม่รู้เรื่อง จึงต้องเอาเนื้อหาเดิมมาเขียนใหม่ เขียนด้วยสำนวนของคนรุ่นใหม่ เหมือนละครเวที ที่เอาเรื่องเก่ามาเล่นกันใหม่ เอาเรื่องเก่าเรื่องโบราณแต่ด้วยลีลาแบบคนสมัยใหม่ มาเปลี่ยนให้ทันสมัย

void : แล้ว ณ ปัจจุบันนี้ ใครมาดูแลเล่มนี้ หลังจากที่ “คุณจินตนา” เสียชีวิต(ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๓๖)
ลุงต่วย : อาจารย์ อุดร จารุรัตน์ แล้วก็ลูกสาวผม (เรณุกา ปิ่นเฉลียว)

void : แล้วนักเขียนใน ต่วย’ตูน พิเศษเป็นใคร?
ลุงต่วย : มาจากสารพัดสาขาอาชีพ ทำให้งานเขียนใน ต่วย’ตูน ค่อนข้างหลากหลาย นักเขียนของ ต่วย’ตูน ส่วนใหญ่มากไปด้วยประสบการณ์ ความรู้ และที่สำคัญแต่ละคนเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งมาก สามารถทำให้เรื่องราวนั้นชวนติดตามน่าอ่านมากยิ่งขึ้น

void : การสรรหาประเด็นเรื่องมานำเสนอในต่วย’ตูนพิเศษ ทางสำนักพิมพ์เลือกเอง หรือผู้อ่านเขียนจม.มาแนะนำ?
ลุงต่วย : มีทั้งสองอย่าง ส่วนใหญ่เราเลือกเอง ถ้าผู้อ่านแนะนำมาและเราเห็นว่าน่าสนใจ เราก็หามาลงให้

void : เวลาเขียนเรื่องลงในเล่มเอง ใช้นามปากกาว่าอะไร?
ลุงต่วย : นามปากกาจริงๆ ที่ผมใช้คือ “ไดโนเสาร์ (แก่)”

void : ทำไมจึงใช้ชื่อนี้?
ลุงต่วย : ผมมันคนโบราณ ชอบของโบราณ เหมือนไดโนเสาร์ เมื่อก่อนใช้ร่วมกับจินตนา ว่า“ไดโนเสาร์”เฉยๆ ตอนหลังแยกกันเขียนก็เลยแบ่งกัน ผมเป็น “ไดโนเสาร์(แก่)” เขาเป็น “ไดโนเสาร์(เด็ก)”

void : แล้วมีนามปากกาอื่นอีกไหม?
ลุงต่วย : นอกจาก “ไดโนเสาร์ (แก่)” แล้วก็ไม่มี แต่มีอีกอันหนึ่งคือ “ต่วย” ใช้ตอบจดหมาย

void : คนที่อ่าน ต่วย’ตูนพ็อกเกตฯ กับ ต่วย’ตูนพิเศษ ต่างกันไหม
ลุงต่วย : แบ่งกันค่อนข้างชัดเจน พวกแรกคือ พวกผู้ใหญ่ พวกข้าราชการ โดยเฉพาะที่ติดกันมากคือ ราชการต่างจังหวัด ส่วนพวกนิสิต นักศึกษา นักเรียน นักการศึกษาจะอ่าน ต่วย’ตูนพิเศษ กันมาก

void : ทำหนังสือมามีคู่แข่งบ้างไหม?
ลุงต่วย : เรื่องคู่แข่งมันต้องมีอยู่แล้ว แต่คนที่แข่งกับผมนี่ไม่ได้อะไร เขาก็เลิกกันไป เพราะว่าหนังสือแนวนี้มันไม่ค่อยมีโฆษณา กลุ่มผู้อ่านมันกว้าง อย่าง
หนังสือดารา ผู้หญิง รถยนต์ มันมีกลุ่มผู้อ่านชัดเจน เจาะจงลงไปได้ว่าโฆษณาชิ้นนี้ต้องลงในหนังสือแนวนี้ โฆษณามันเป็นแหล่งรายได้มหาศาล แล้วถ้านายทุน
ที่จะมาให้ทุนคนทำหนังสือ หรือถ้าพวกเราสมัยนี้มาทำหนังสือ ไม่มีเงินเป็นล้านๆ จริงๆ นี่มันทำไม่ไหวนะครับ ทีนี้พวกนายทุนที่ออกทุน ถ้าเขาลงทุนไม่คุ้มเขาไป
ทำอย่างอื่นดีกว่า ไปทำกล่องทำอะไรยังดีเสียกว่าที่จะทำหนังสือ แต่เรามีกลุ่มผู้อ่านประจำที่เหนียวแน่น เราก็อยู่ได้ และเราอยู่กันอย่างคนที่รักจะทำหนังสือจริงๆ เราทำแล้วมีความสุข

void : คิดว่าต่วย’ตูนในวงการหนังสือตลอด ๔๐ ปีที่ผ่านมานี้เป็นอย่างไร
ลุงต่วย : ผมไม่ได้คิดหรอกนะครับ ผมคิดอย่างเดียวว่า นอกจากอยากจะทำหนังสือให้คนอ่านได้สนุกสนาน แล้วก็อยากจะให้อะไรกับผู้อ่านบ้าง ไอ้พวกเกร็ดความรู้ต่างๆ ผมถึงอยากให้นักเขียนเขียนมีสาระด้วย ไอ้นี่ทั้งเล่มเล็กเล่มใหญ่นะ (พ็อคเก็ตฯ - พิเศษ) เล่มต่วย’ตูนพิเศษ นอกจากจะมีเรื่องสนุก เรื่องเหลือเชื่อ แล้วยังมีบางเรื่องที่ถือว่าเป็นเรื่องน่าศึกษา เราจะแทรกๆ ไว้ทุกเล่ม อันนี้ถือเป็นจุดยืนนะ

void : รู้สึกว่าผู้อ่านจะผูกพันกับลุงต่วยเป็นพิเศษ?
ลุงต่วย : ต่วย’ตูน จะไม่เหมือนกับหนังสืออื่นทุกเล่มเลยในเมืองไทย คือว่าผู้อ่านกับบ.ก.จะรู้สึกสนิทสนมเป็นกันเอง เหมือนกับว่าเป็นเพื่อนบางทีส่งจดหมายมา
เหมือนเพื่อนเขียนมา คือถ้าสังเกตดูเล่มอื่น เขาจะสนิทกับตัวหนังสือ อันนี้เป็นความตั้งใจของพ่อ (ของผม) เขาบอกว่าให้เล่นกับคนอ่าน ให้เหมือนกับว่าคนอ่าน
อยู่ในกลุ่มเรา เสนอให้ผู้อ่านเขารู้ แต่อย่าไปขัดคอ อย่าไปเถียง แต่จงบอกว่าเขาคิดอย่างนี้ แต่เราก็คิดอย่างนี้ให้เขาเห็น

void : การเป็นบก.ที่ดีควรทำอย่างไร?
ลุงต่วย : บรรณาธิการรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบันนี้ ต้องเปิดใจกว้างเพื่อรับงานเขียนจากนักเขียนรุ่นใหม่ๆ ไม่เช่นนั้นจะตามนักเขียนไม่ทัน เพราะงานของนักเขียน
รุ่นใหม่น่าสนใจมาก และเป็นการให้โอกาสกับนักเขียนหน้าใหม่ ได้แจ้งเกิดบนถนนนักเขียนอีกด้วย นอกจากนี้แล้ว ยังต้องเป็นผู้ที่รักการอ่านหนังสือมากที่สุด ต้องทำการบ้านเสมอ หมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เป็นประจำ และไม่หยุดนิ่ง เพราะถ้าเมื่อใดที่คุณหยุดก็หมายถึงคุณถอยหลังในขณะที่คนอื่นกำลังก้าวไป
ข้างหน้า

void : คิดว่าผู้อ่านจะรู้สึกอย่างไรหากไม่มี บก.ต่วย?
ลุงต่วย : ผมก็ต้องสร้างคนที่เหมือนผมขึ้นมา ไม่ใช่ว่าหน้าตาเหมือนผมนะ แต่ต้องมีความคิดความอ่านในการทำหนังสือเหมือนผม ถ้าผมเกษียณไปเมื่อไหร่ แนวหนังสือก็คงจะไม่เปลี่ยนแปลงไป ผู้อ่านคงไม่คิดอะไรมาก ถ้าจะเปลี่ยนก็คือ ทันสมัยขึ้น เข้ากับคนยุคใหม่ได้

void : คิดอย่างไรกับวงการหนังสือ
ลุงต่วย : อยากให้มันดี อยากให้เจริญ นักเขียนของเราต้องอยู่ได้ เหมือนนักเขียนเมืองนอก ที่เขาอยู่ได้ โดยไม่ต้องทำอาชีพอื่น

void : ทิศทาง (เป้าหมาย) ในอนาคตของ ต่วย’ตูน
ลุงต่วย : อนาคตของ ต่วย’ตูน ก็ยังคงอุดมการณ์เดิม คือ สร้างความสุขให้ผู้อ่าน ไม่ได้หวังที่จะทำกำไรเป็นหลักเพียงอย่างเดียว ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้ จากคนรุ่นเก่าไปสู่คนรุ่นใหม่ เสมือนหนึ่งตัวประสานสัมพันธภาพระหว่างคนในแต่ละรุ่นเข้าด้วยกัน เป็นการช่วยลดช่องว่างระหว่างวัย ยังผลไปสู่ผู้คนในสังคมเป็นประการสำคัญ.

Home Page : Magazine : Pocket Book : Promotion : Webboard : Contact Us : Customer Service
Copyright © 2010 Tuay Toom & P.Vatin Publication Company Limited.