http://ebooks.in.th/heretic/

Homepage > Webboard
 

ห้องสนทนา :     ต่วย'ตูน พอกเก็ตแมกาซีน     |     ต่วย'ตูน พิเศษ     |     อะไรก็ได้


ห้องอะไรก็ได้
ทักทาย ไถ่ถาม พูดคุยกันได้ทุกเรื่องที่นี่
ส่งบทความเพื่อพิจารณาตีพิมท์ เรื่อง "การควบคุมความฝันปรากฏการณ์มหัสจรรย์ทางจิต"
เทคนิคการควบคุมความฝันที่ใช้ได้จริง ฝึกง่ายและมีประสิทธิภาพสูงสุด ฟรี
การควบคุมความฝัน คือ สภาวะที่เมื่อเราฝันเราจะสามารถรู้ตัวได้ว่าตอนนั้นตัวของเรากำลังอยู่ในโลกของความฝันไม่ได้อยู่ในโลกของความเป็นจริง สมาธิหรือสติของเราในช่วงเวลานั้น มีมากพอที่จะทำให้เราสามารถที่จะควบคุมตัวตนของเราเอง รวมทั้งควบคุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและดำเนินไปในความฝันครั้งนั้นได้ แม้ว่าจะไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ 100% ก็ตาม เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นและดำเนินไปในโลกความฝันของเรานั้น นอกจากที่มันจะเกิดขึ้นมาจากความทรงจำและจินตนาการของเราเองแล้ว มันยังเกิดขึ้นมาจากความรู้สึกนึกคิดและจิตใต้สำนึกของเราในขณะนั้นอีกด้วย ซึ้งก็เพราะเหตุผลนี้นั้นเองที่จะทำให้ การควบคุมความฝัน เป็นประสบการณ์การผจญภัยที่ทั้งปลอดภัยที่สุด(ถ้าได้รับการฝึกจากผู้รู้จริงเมื่อมีเหตุการณ์ที่จะเป็นอันตรายเกิดขึ้นคุณก็จะรู้และสามารถออกมาจากความฝันได้ง่ายๆอย่างปลอดภัย), มันที่สุด(ในโลกความฝัน ไม่มีกฎหมาย ไม่ต้องสนใจเรื่องศีลธรรมจรรยา กฎทางฟิสิกส์หรือวิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถที่จะมาขัดขวางจินตนาการของคุณได้ ดั้งนั้นไม่ว่าคุณต้องการที่จะทำอะไรบ้าบอคอแตกหรือหลุดโลกแค่ไหน ในโลกความฝันของคุณนั้นคุณสามารถทำทุกอย่างได้เลยโดยรับรองว่าจะไม่มีผลเสียใดๆแน่นอน), อลังการที่สุด(โลกในความฝันไม่จำกัดขนาด, ไม่จำกัดสถานที่, ไม่จำกัดเวลา ดังนั้นในโลกความฝันคุณจึงสามารถที่จะไปทำอะไร, ที่ไหน, เมื่อไหร่ หรือกับใครก็ได้สุดแล้วแต่คุณจะจินตนาการ), สมจริงที่สุด(ความรู้สึกที่จะรับรู้ได้จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในโลกความฝันที่เราควบคุมมันอยู่นั้นจะใกล้เคียงกับที่เกิดบนโลกความจริงมากๆ) ฯลฯ ไม่มีประสบการณ์จริงใดๆในโลกจะมาเทียบได้ ลองจินตนาการถึงโลกที่คุณมีอำนาจไม่มีขีดจำกัดดุจพระเจ้า ศัตรูที่คุณจะต้องเอาชนะมันให้ได้มีเพียงหนึ่งเดียวนั่นก็คือจิตใต้สำนึกด้านลบของตัวคุณเอง(ซึ้งไม่มีทางที่คุณจะเอาชนะมันได้ง่ายๆอย่างเด็จขาดเพราะถ้าคุณทำได้ก็แสดงว่าคุณสำเร็จ “อรหัน” ไปแล้วนั้นเอง)ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้จึงพอที่จะพูดได้ว่า การควบคุมความฝัน ก็คือการสร้างโลกเสมือนจริง(Virtual World)ขึ้นมาจากความฝันนั้นเอง ซึ่งความจริงแล้วบทความนี้ไม่ใช้บทความแรกหรือบทความเดียวที่กล่าวถึงเรื่องนี้ มนุษย์เรารู้จักความฝันในรูปแบบที่ควบคุมได้ และได้มีการทำการศึกษาวิจัยเรื่องนี้กันมาเป็นเวลานานมากแล้ว โดยเรียกความฝันแบบนี้ว่า “ฝันรู้ตัว” หรือ “Lucid Dreaming” เพียงแต่ที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครหรือทีมวิจัยใดสามารถก้าวข้ามเข้าไปในโลกแห่งความฝันและค้นพบความลับที่แท้จริงของมันได้ ไม่เคยมีใครจะคาดคิดมาก่อนเลยว่า ความลับดำมืด ที่ซ้อนอยู่ภายในโลกของความฝันที่เราสามารถควบคุมมันได้นั้น มันมีความสำคัญมากมายกับอนาคตของมวลมนุษย์ชาติขนาดไหน ผู้เขียนจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นดังประตูที่จะนำพาผู้อ่านก้าวเข้าไปในโลกของความฝันเพื่อค้นหาความลับดังกล่าว และถ้าหากท่านผู้อ่านท่านใดศึกษาบทความๆนี้จบแล้วเกิดข้อสงสัย มีความต้องการที่จะศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมแบบละเอียด ท่านสามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ www.dreamcontrol.in.th แต่อย่างไรก็ตามก็ขอยืนยันว่า แค่เทคนิคที่นำมาเผยแพร่ในบทความนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้อ่านที่นำไปฝึกตามด้วยความตั้งใจจริงเห็นผลจากการฝึกได้ โดยเทคนิคการควบคุมความฝันที่นำมาเผยแพร่ในบทความนี้ เป็นเทคนิคการควบคุมความฝันที่มีประสิทธิภาพสูงมาก เนื่องจากอาศัยความเข้าใจธรรมชาติของความฝันให้เป็นประโยชน์ จึงทำให้เป็นวิธีการฝึกที่ง่าย ผู้ฝึกจะฝึกที่ไหนหรือเมื่อไหร่ก็ได้ไม่มีผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน ที่สำคัญที่สุดคือรับรองผลได้ 100% และเห็นผลจากการฝึกเร็วภายในระยะเวลา 1-3 เดือนเท่านั้น โดยเทคนิคการควบคุมความฝันในเบื้องต้นมีขั้นตอนหลักๆสำคัญๆ 4 ขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. การสร้างเป้าหมายหรือแรงจูงใจ
การที่จะเกิดความฝันรู้ตัว(Lucid Dreaming)ขึ้นกับใครได้นั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ “สมาธิ” สภาวะที่เราสามารถควบคุมความฝันของเราได้นั้นความจริงแล้วเป็น สภาวะที่เราสามารถมองเห็นส่วนที่เป็น “นามธรรม” หรือก็คือ “จิตวิญญาณ” ของตัวเราเองได้ ซึ่งจำเป็นต้องใช้สมาธิที่สูงในระดับหนึ่ง มันจึงมีความหมายเดียวกันกับการเข้าสู่ “ญาณสมาธิขั้นต้น” ตามความหมายของการฝึก “ญาณสมาธิ” นั้นเอง แต่ข้อด้อยของการฝึกญาณสมาธิก็คือ ผู้ฝึกไม่รู้แจ้งในจุดหมายของตน ไม่รู้ว่าฝึกไปแล้วจะเกิดผลแบบไหน หรืออย่างไรอย่างแท้จริง ทำให้เกิดความลังเลสงสัยขึ้น ซึ่งความลังเลสงสัยเป็นอุปสรรค์ที่สำคัญมากของการเกิดสมาธิ จึงทำให้การฝึกด้วยวิธีการดังกล่าวประสบความสำเร็จได้ยาก ผิดจากการฝึกด้วยเทคนิคในบทความนี้ เพราะผู้ฝึกรู้แน่ชัดอยู่แล้วว่าผลจากการฝึกจะทำไห้ผู้ฝึกสามารถควบคุมความฝันของตัวเองได้ โดยขณะที่ฝันจะรู้ตัวว่าตนเองกำลังอยู่ในโลกของความฝันไม่ใช้อยู่ในโลกของความเป็นจริง ความลังเลสงสัยก็จะไม่มีหลงเหลืออยู่ ขาดแต่สมาธิเท่านั้น ซึ่งสมาธินั้นสามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติจากการที่เรามีใจหมกมุ่นอยู่กับเรื่องๆใดเรื่องหนึ่งมากเป็นพิเศษ ทั้งโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ผลของฝันรู้ตัว(Lucid Dreaming)ที่เกิดขึ้นจากการเข้าสู้ญาณสมาธิขั้นต้นตามธรรมชาตินั้นสามารถส่งผลกับตัวบุคคลได้หลายระดับ ตั้งแต่ทำให้เกิดความเชื่อผิดๆมากมายหลายรูปแบบขึ้น(ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ) จนถึงขั้นทำลายสติของคนๆนั้นจนทำให้เขากลายเป็นคนบ้าไปเลยก็ได้(ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดได้จากหนังสือ “Virtual World เทคนิคการควบคุมความฝัน”) การที่เราตั้งเป้าหมายถึงสิ่งที่จะต้องทำให้ได้เป็นอันดับแรกเมื่อมีโอกาสเข้าไปอยู่ในความฝันที่เราสามารถควบคุมได้นั้น จะช่วยให้เราสามารถควบคุมความฝันและเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในโลกความฝันได้ง่ายขึ้น เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นและดำเนินไปในโลกความฝันของเราเกิดมาจากความทรงจำบวกจินตนาการและจิตใต้สำนึกของเรานั้นเอง ซึ่งความจริงในส่วนนี้ตรงกันกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ต่างกันแค่เพียงอย่างเดียวซึ่งก็คือ ตัวตนของเราที่อยู่ในโลกความฝันนั้นวิทยาศาสตร์ยืนยันหนักแน่นว่ามันไม่มีอยู่จริง ซึ่งผลจากการฝึกตามบทความนี้สามารถพิสูจน์ความจริงนี้ได้ จุดที่สำคัญที่สุดในขั้นตอนแรกนี้ก็คือ เป้าหมายหรือเรื่องราวที่เราตั้งใจเอาไว้ว่าจะต้องทำให้ได้ในโลกความฝันที่เราควบคุมมันได้นั้น ถ้าเราตั้งเป้าหมายที่ตรงกับความต้องการของจิตใต้สำนึกของเรายิ่งมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งส่งผลดีมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นสำหรับผู้ที่ต้องการที่จะเริ่มต้นดีๆแล้ว อย่าได้แคร์อะไรในการตั้งเป้าหมายตามขั้นตอนนี้เป็นอันขาด สิ่งที่คุณต้องการอยากจะทำจริงๆในจิตใต้สำนึกของคุณมันจะบ้าบอคอแตกหรือหลุดโลกแค่ไหนก็ให้ขุดมันขึ้นมาใช้ รับรองว่ามันจะเป็นความลับที่ไม่มีใครสามารถรู้ได้ และคุณก็จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับใคร แต่ก็ขอให้แค่ตั้งเป้าหมายไว้ในใจเท่านั้น ไม่ต้องไปหมกมุ่นกับมันจนมากเกิน เพราะจะเกิดผลเสียตามมาได้ เมื่อคุณมีเป้าหมายที่จูงใจสุดๆแล้ว คุณก็จะมีกำลังใจที่จะฝึกขั้นตอนต่อๆไป ที่สุด “สมาธิ” ก็จะเกิดตามมา
2. สร้างลักษณะนิสัยและความทรงจำในแบบเฉพาะเจาะจง
การฝึกในข้อนี้ได้แนวคิดมาจากความรู้ที่ว่า ความฝันนั้นเกิดมาจากความทรงจำของเรา และตัวตนของเราในความฝันก็มักจะชอบทำหรือคิดอะไร เหมือนกับตัวตนจริงๆของเราในโลกของความเป็นจริง ดังนั้นเราจึงสามารถที่จะฝึกสร้างลักษณะนิสัยและความทรงจำแบบเฉพาะเจาะจง ที่ถ้าในความฝันครั้งใดมีความทรงจำนี้อยู่บวกกับลักษณะนิสัยเฉพาะที่เราฝึกอยู่เป็นประจำ ก็จะทำให้เรามีโอกาสสูงที่จะสามารถควบคุมความฝันครั้งนั้นได้ โดยลักษณะนิสัยและความทรงจำในแบบเฉพาะเจาะจงที่เราจะต้องฝึกเป็นประจำจนเป็นนิสัยมี 2 ขั้นตอนง่ายๆดังต่อไปนี้


2.1 ขั้นตอนการตั้งคำถามกับตัวเอง
ขั้นตอนนี้ทำได้ง่ายๆโดย เราจะต้องตั้งคำถามกับตัวเองด้วยคำถามที่ว่า “ขณะนี้เรากำลังอยู่ในโลกความจริง หรือโลกความฝันกันแน่?” ขั้นตอนนี้น่าจะใช้เวลาเพียงไม่เกิน 10 วินาทีเท่านั้น จุดสำคัญที่สุดของขั้นตอนนี้ก็คือ เมื่อคุณตั้งคำถามกับตัวเองด้วยคำถามดังกล่าวแล้ว คุณห้ามรีบตอบ หรือเชื่อมั่นว่าขณะนี้ตัวคุณเองกำลังอยู่ในโลกความจริงเป็นอันขาด เพราะในโลกของความฝันที่เราจะพยายามไปควบคุมมันนั้น มันจะมีสภาพที่เหมือนกับโลกในความเป็นจริงมาก ถ้าในโลกความจริงคุณเชื่อมั่นและรีบบอกกับตัวเองว่า คุณต้องอยู่ในโลกของความเป็นจริงแน่ๆ ในความฝันคุณก็จะทำเช่นเดียวกัน ดังนั้นคุณก็จะไม่มีทางทราบได้เลยว่าตอนนี้คุณกำลังอยู่ในโลกความฝัน แม้ว่าคุณจะถามคำถามนี้กับตัวเองในขณะที่กำลังฝันอยู่ก็ตาม ดังนั้นเมื่อตั้งคำถามนี้ขึ้นมา ตัวคุณเองจะต้องอย่าพึ่งเชื่อในสิ่งที่เห็น หรือรับรู้อยู่รอบตัวว่าเป็นความจริงโดยเด็จขาด คุณจะต้องตั้งข้อสงสัยเอาไว้ก่อนเสมอว่า ขณะนี้คุณอาจจะกำลังอยู่ในโลกของความฝันก็ได้ แล้วคอยทำการทดสอบหาความจริงตามขั้นตอนต่อไป
2.2 ขั้นตอนในการพิสูจน์หาความจริง
ขั้นตอนนี้ เป็นขั้นตอนที่คุณจะต้องฝึกต่อเนื่องกันกับขั้นตอนแรกที่ผ่านมาทุกครั้ง โดยขั้นตอนนี้ จะเป็นวิธีการทดสอบที่จะทำให้ตัวคุณรู้ได้ อย่างข่อนข้างที่จะแน่นอนว่า ตอนนี้คุณกำลังอยู่ในโลกความฝัน หรือโลกความจริงกันแน่ ซึ่งเพื่อความมั่นใจก็จะมีวิธีการทดสอบ 3 วิธี ดังต่อไปนี้
2.2.1 การตรวจสอบสถานะของตัวเองในปัจจุบัน
เพราะว่าบ่อยครั้งทีเดียว ที่เรามักจะฝันถึงเหตุการณ์ที่ไม่เป็นปัจจุบันเช่น ในความเป็นจริงแล้วตอนนี้คุณอาจจะเป็นเจ้าของ กิจการอะไรบางอย่างแล้ว แต่ในความฝันคุณอาจจะฝันถึงตอนที่คุณยังเป็นลูกจ้างเขาอยู่ หรือไม่ก็อาจจะฝันเลยไปถึงช่วงวัยที่คุณกำลังเรียน อยู่เลยด้วยซ้ำก็บ่อย ดังนั้นถ้าเราตรวจสอบสถานะในปัจจุบันเทียบกับสถานะที่เป็นอยู่ในตอนนั้น ก็อาจจะทำไห้รู้ได้ว่าตอนนั้นคุณกำลังอยู่ ในโลกความฝันหรือโลกความจริงกันแน่ และธรรมชาติอย่างหนึ่งของความฝันก็คือ เรามักจะฝันซ้ำเรื่องเดิมบ่อยๆ ถ้าเกิดเราฝันซ้ำกับที่เคย ฝันมาก่อนการตรวจสอบขั้นตอนนี้ก็จะทำได้สำเร็จโดยง่าย ขั้นตอนนี้กินเวลาประมาณไม่เกิน 20 วินาทีเท่านั้น
2.2.2 การตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบตัวในขณะนั้น
ในบ่อยครั้งที่เรามักจะฝันถึงสถานที่ที่เรารู้จัก ซึ่งการฝันถึงสถานที่ที่เรารู้จักนั้น ในความฝันรายละเอียดของสถานที่นั้นๆ ก็จะไม่มี ทางที่จะตรงกับความเป็นจริงอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ได้เลย เพราะเราจะไม่มีทางจำรายละเอียดของทุกอย่างที่อยู่ละแวกบ้านเราได้หมด ดังนั้น ถ้าเกิดเราอยู่ในสถานที่ที่เรารู้จักและคุ้นเคยดีนั้น หากเราสังเกตให้ดีๆแล้วพบว่า มีบางอย่างที่ผิดไปจากความเป็นจริงอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ หรือมีสถานที่อื่นที่เราเคยเห็นโผล่มาอยู่แถวบ้านของเรา ก็มั่นใจได้เลยว่าตอนนั้นคุณกำลังอยู่ในความฝันอย่างแน่ๆ มีคำแนะนำจากใน เว็บไซต์บางแห่งระบุว่าให้เราลองหาหนังสือมาอ่านสักเล่ม พยายามอ่านหนังสือและสังเกตว่าข้อความในหนังสือมีการเปลี่ยนแปลงหรือมี เนื้อหาที่สมเหตุสมผลหรือไม่ซึ่งก็น่าจะเป็นวิธีการที่ใช้ได้ เพราะคงไม่มีใครที่จะจดจำข้อความในหนังสือได้ครบชนิดจำได้ทุกตัวอักษร เมื่อ ความฝันเกิดมาจากความทรงจำ แต่เราจำเนื้อหาในหนังสือไม่ได้ทุกตัวอักษร เนื้อหาของหนังสือที่เราอ่านในความฝันจึงเกิดมาจาก จินตนาการของเราเองรวมไปกับความทรงจำด้วย ดังนั้นมันจึงไม่ใช้เรื่องยากที่เราจะจับผิดความฝันด้วยวิธีการนี้ ขั้นตอนนี้ก็น่าจะกินเวลา ไม่เกิน 30 วินาที
2.2.3 การใช้อำนาจพิเศษ
ในความฝันของเราเองนั้น เราจะสามารถใช้พลังพิเศษได้ทุกรูปแบบแล้วแต่เราจะจินตนาการได้ ดังนั้นถ้าเราตั้งใจทดลองใช้พลัง พิเศษ ไม่ว่าจะเป็น การใช้พลังจิตเคลื่อนย้ายสิ่งของได้ เหาะเหินเดินอากาศได้ หรือการคิดถึงอะไรบางอย่างสิ่งนั้นก็จะโผล่ขึ้นมา ก็ให้แน่ใจได้ เลยว่า ขณะนั้นคุณต้องกำลังอยู่ในความฝันอย่างแน่นอน มีข้อควรจำอยู่อย่างหนึ่งว่าในการฝึกครั้งแรกๆนั้น การใช้พลังจิตในการเคลื่อนย้าย สิ่งของในความฝันครั้งแรกๆ ให้ลองทำกับสิ่งของที่มีน้ำหนักน้อยๆ เช่น ใบไม้ หรือเศษกระดาษ ไปก่อน เพราะแม้ว่าเราจะอยู่ในความฝัน จิต ใต้สำนึกของเราบางส่วนก็ยังคิดว่ามันเป็นความจริงอยู่ ดังนั้นเราจึงจะยังทำอะไรไม่ได้ตามใจมากเท่าที่ควร ขั้นตอนนี้จำเป็นต้องใช้สมาธิ และเวลา ดังนั้นจึงน่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 30 วินาทีเช่นกัน
เมื่อรวมเวลาในการฝึก ขั้นตอนย่อยๆทุกขั้นตอนรวมกันแล้วจะเห็นได้ว่า ขั้นตอนการสร้างลักษณะนิสัยและความทรงจำในแบบเฉพาะเจาะจงนี้จะกิน เวลารวมกันประมาณ 1 นาทีครึ่งเท่านั้น นอกจากจะเป็นการฝึกที่ใช้เวลาน้อยมากๆแล้ว วิธีการฝึกดังที่แนะนำผ่านมานั้น ยังน่าจะถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายๆ ทำ ให้สามารถที่จะฝึกได้ทุกที่ทุกเวลาโดยจะไม่ลบกวนกับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ฝึกเลย ดังจะเห็นได้ว่า แม้แต่ตอนที่คุณกำลังขับรถอยู่คุณก็สามารถที่จะฝึกมันได้ จึงไม่น่าที่จะมีใครสามารถที่จะอ้างได้ว่าไม่มีโอกาส หรือเวลาที่จะฝึก คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการฝึกในขั้นนี้ก็คือ ในแต่ละวันนั้นผู้ฝึกควรจะฝึกตามวิธีในขั้นตอนนี้ ให้ได้ประมาณ 10 ครั้งน่าจะเหมาะสมที่สุด แต่ละครั้งในการฝึกนั้นก็ควรจะมีระยะเวลาที่ห่างจากการฝึกครั้งก่อนอย่างน้อยๆ 1 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นก็จะได้ผลที่ ดีขึ้น และจุดที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้การฝึกวิธีนี้ได้ผลดีหรือไม่นั้นอยู่ที่ ความรู้สึกในระหว่างการฝึกซึ่งผู้ฝึกจะต้องมีความรู้สึกที่ไม่แน่ใจและสงสัยอย่างจริงๆจังๆเลย ว่า ขณะนั้นคุณกำลังอยู่ในโลกความจริงหรือโลกความฝันกันแน่ ถ้าผู้ฝึกไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ โอกาสที่จะตรวจสอบพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในโลกความฝันก็จะ เป็นไปได้ยากหรืออาจจะเป็นไปไม่ได้เลย
3. การขจัดความนึกคิดหรือความวิตกกังวลก่อนนอน
ตามธรรมชาติของความฝันเราก็รู้กันแล้วว่า ความฝันในเรื่องแรกๆนั้นมักเกิดขึ้นมาจากเรื่องที่เรากำลังคิดหรือวิตกกังวลอยู่ในช่วงเวลาก่อนจะนอนหลับ นั้นเอง การฝันตามความรู้สึกนึกคิด หรือความวิตกกังวลก่อนนอนนั้น มักจะทำให้เราไม่สามารถที่จะควบคุมความฝันได้ หรือก็คือเรามักจะไม่นึกถามตัวเองในความ ฝันตามแบบที่เราฝึกเอาไว้ เพราะจิตใต้สำนึกของเรามุ่งไปที่สิ่งที่เราคิด หรือเป็นกังวลอยู่ ดังนั้นหากเราต้องการที่จะเพิ่มโอกาสในการที่จะทำให้เราสามารถเข้า ควบคุมความฝันได้นั้น ก่อนนอนเราจึงจำเป็นที่จะต้องกำจัดความคิดและความวิตกกังวลต่างๆออกไปจากสมองให้หมด โดยมีวิธีการง่ายๆซึ่งก็คือการทำสมาธิก่อน นอนนั้นเอง เมื่อพูดถึงการทำสมาธิผู้อ่านอย่าผึ่งไปนึกถึงความรำบากที่จะต้องนั่งตัวแข็งเป็นเวลานานๆ ความจริงแล้วการทำสมาธินั้นไม่จำเป็นที่จะต้องนั่งเสมอไป เราจะทำในอิริยาบถไหนก็ได้ ให้ผลตามที่เราต้องการเหมือนกัน การทำสมาธินั้นจุดประสงค์ก็เพื่อที่จะทำให้เรามีสมาธิ ซึ่งหมายถึงการที่จิตของเราอยู่ในสภาพที่นิ่ง ที่สุด ไม่คิดเรื่องโน่นเรื่องนี้ให้วุ่นวาย ดังนั้นในการทำสมาธิจึงต้องมีการกำหนดจิตของผู้ทำให้พุ่งเป้าความสนใจไปที่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ที่เห็นก็จะเป็น การกำหนดลมหายใจเข้าออกนั้นเอง อย่างในกรณีนี้แนะนำว่าให้ท่านนอนตามปกติได้เลยในท่าที่ท่านคิดว่าสบายที่สุด จากนั้นให้ท่านหลับตาลงและก็กำหนดลม หายใจเข้าและออกของตัวเอง โดยเมื่อหายใจเข้าให้ถ่องคำว่า “จริง” ซึ่งหมายถึงโลกความจริงในใจและเมื่อหายใจออกก็ให้ถ่องคำว่า “ฝัน” ซึ่งก็คือโรคความฝันใน ใจเช่นกัน ทำสลับกันไปมาอยู่อย่างนี้จนกระทั้งท่านจะเพลียหรือหลับไป จุดสำคัญของการฝึกขั้นตอนนี้ก็คือ ในระหว่างที่ท่านกำลังกำหนดลมหายใจและถ่องคำว่า ฝันและจริง อยู่นั้นสมาธิของท่านก็จะต้องพิจารณาสถานะที่ท่านเป็นอยู่ในขณะนั้นไปด้วยว่า ตัวท่านขณะนั้นอยู่ในโลกความฝันหรือโลกความจริงกันแน่ โดยไม่ต้อง ทำการทดสอบตามขั้นตอนที่สองที่ผ่านมาแต่อย่างได ให้ใช้วิจารณญาณของท่านเท่านั้นก็พอ เพราะโดยจุดประสงค์หลักแล้วเราแค่ต้องการกำจัดความคิดและ ความวิตกกังวลต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตในแต่ละวันของเราไปเท่านั้น แต่ถ้าท่านใดสามารถที่จะทำจนถึงขั้นที่ว่าสามารถที่จะเข้าควบคุมความฝันได้เลย ก็จะ เป็นเรื่องที่ยอดเยียมมาก เพราะถ้าคุณทำได้ในระดับนั้นจะทำให้คุณสามารถที่จะเข้าควบคุมความฝันได้ทุกเมื่อที่คุณต้องการเลยที่เดียว แม้ว่าผู้เขียนเองจะยังฝึกได้ ไม่ถึงขั้นนั้น แต่ในทางทฤษฏีแล้วมันก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ จริงอยู่ที่ผู้เขียนอาจจะเป็นคนค้นพบวิธีการควบคุมความฝันนี้เป็นคนแรก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้เขียนจะเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ในด้านนี้มากที่สุด ดังนั้นเมื่อความรู้นี้ถูกแพร่ออกไป ผู้เขียนเชื่อว่าจะมีผู้ที่ค้นพบความรู้ใหม่ๆ วิธีการที่มี ประสิทธิภาพสูงใหม่ๆมากมายให้เราได้ศึกษากัน ซึ่งใครที่มีความรู้ใหม่ๆดังที่กล่าว ก็ขอให้ท่านนำความรู้เหล่านั้นออกมาเผยแพร่ด้วย เพื่อที่ว่าพวกเราจะได้พัฒนา ศาสตร์ในด้านนี้ให้ก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไปนั้นเอง
4. การควบคุมสติเพื่อที่จะสามารถใช้ชีวิตในความฝันได้
ตามธรรมดาแล้วอะไรก็ตามที่เป็นครั้งแรก มันก็ย่อมที่จะสามารถสร้างความตื่นเต้นให้กับเราได้มาก แทบจะทุกอย่างไป โดยเฉพาะกับการได้ลองเข้าไป ใช้ชีวิตในโลกของความฝันเป็นครั้งแรกนั้น รับรองได้เลยว่าจะเป็นสุดยอดประสบการณ์ชีวิตครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของผู้อ่านเลยที่เดียว ดังนั้นประสบการณ์ครั่ง แรกในการเข้าไปใช้ชีวิตในโลกความฝันของคนส่วนใหญ่จึงจะสั้นมาก นั้นก็เพราะคุณจะตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองไม่ได้ แล้วคุณก็จะถูกหลอกว่าตื่นขึ้นมา(เกิดฝัน ซ้อนฝันขึ้นโดยที่คุณจะนึกว่าคุณตื่นขึ้นมาแล้ว ทั่งๆที่ความจริงคุณก็ยังคงฝันอยู่) หรือตื่นขึ้นมาจริงๆในที่สุด ดังนั้นในครั้งแรกที่คุณได้เข้าไปทดลองใช้ชีวิตในโลก ความฝัน คุณยังไม่ต้องไปสนใจอะไรมาก เมื่อคุณรู้ตัวแน่แล้วว่าขณะนั้นคุณกำลังอยู่ในโลกของความฝัน ให้คุณลองทดสอบความรู้สึกของสัมผัสทั้งห้าของคุณดูเป็น อันดับแรกเลยว่า มันใกล้เคียงกับความเป็นจริงอย่างที่ผู้เขียนได้บอกเอาไว้หรือไม่ เสร็จแล้วเก็บเอาความประทับใจจากประสบการณ์ดังกล่าวเอาไว้ให้มากที่สุด เพื่อ เป็นแรงจูงใจที่จะทำให้คุณได้พยายามฝึกในขั้นที่สูงขึ้น(จากหนังสือ “Virtual World เทคนิคการควบคุมความฝัน”) เพราะต้องขอบอกตามตรงว่า มันยังจะมีอุป สรรค์อีกมากมายที่เกิดขึ้นมาจากจิตใต้สำนึกของตัวเราเอง ซึ่งมันจะคอยขัดขวางไม่ให้เราสามารถที่จะเข้าควบคุมความฝันของเราได้อย่างสมบูรณ์
การฝึก 4 ขั้นตอนที่ผ่านมานั้นถ้าผู้อ่านนำไปฝึกเป็นประจำอย่างที่แนะนำไว้แล้ว จะเห็นผลจากการฝึกได้ภายในระยะเวลา 1-3 เดือน โดยผลที่ว่าก็คือ ในขณะที่คุณกำลังฝันอยู่คุณจะสามารถรู้ตัวได้ว่าตอนนั้นคุณกำลังอยู่ในโลกความฝันไม่ใช้โลกของความเป็นจริง จากประสบการณ์ของผู้เขียนบางช่วงเวลาผู้เขียนสามารถเข้าควบคุมความฝันได้ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งถือว่าบ่อยมาก แต่อย่างไรก็ตามนี้ก็ไม่ใช้เรื่องสำคัญ เพราะเรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ การควบคุมความฝันได้นั้นมันเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนอย่างที่สุดว่ามนุษย์เรามี “ตัวตนที่อยู่ในรูปของพลังงาน” หรือก็คือ “จิตวิญญาณ” อยู่จริง สิ่งที่วิทยาศาสตร์พยายามที่จะบอกกับโลกอยู่ตลอดเวลาด้วยความมั่นอกมั่นใจว่ามันไม่มีอยู่จริง แต่มันกลับมีอยู่จริง อย่างนี้แล้ว “วิทยาศาสตร์” จะยังเป็นศาสตร์ที่น่าเชื่อถือได้อยู่อีกหรือไม่ จะมีอะไรอีกบ้างที่อยู่เหนือความเข้าใจของวิทยาศาสตร์ และสิ่งเหล่านั้นส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตของพวกเรามากมายแค่ไหน นี้คือสิ่งที่ผู้เขียนต้องการที่จะให้ผู้อ่านได้เก็บเอาไปคิด ท่านไม่จำเป็นที่จะต้องเชื่อในสิ่งที่ผู้เขียนบอก แค่ท่านสงสัยในความไม่สมบูรณ์แบบของวิทยาศาสตร์ปัจจุบันแค่นั้นก็พอแล้ว หัวข้อต่อจากนี้ไปจะตอกย้ำถึงความ “หลงผิด” ของศาสตร์ความรู้ที่เราเรียกกันว่า “วิทยาศาสตร์” ให้เด่นชัดยิ่งขึ้นไปอีกและเป็นหัวข้อที่สำคัญมาก ผู้อ่านที่ต้องการจะฝึกการควบคุมความฝันไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดจะต้องศึกษาหัวข้อต่อไปนี้ให้เข้าใจและจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดโดยไม่มีข้อแม้ ไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อในข้อมูลที่จะนำมาเปิดเผยต่อไปนี้ ถ้าท่านใดไม่อยากจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าจะเลวร้ายยิ่งกว่าการตายเสียอีก ข้อให้ท่านปฏิบัติตามข้อห้าม, คำเตือน และคำแนะนำต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด
คำแนะนำ. วิธีออกหรือตื่นจากโลกความฝัน
การตื่นจากฝันนั้นเราสามารถทำได้ด้วยวิธีง่ายๆ ทั้งยังสามารถใช้ได้ผลกับความฝันทุกรูปแบบ ซึ่งวิธีดังกล่าวก็คือการ “หลับตา” ในโลกความฝันหรือในสภาวะทีเราดำรงอยู่ในรูปของพลังงานนั้น ถ้าเราหลับตาจะเท่ากับเราออกจากสมาธิ ซึ่งก็จะส่งผลทำให้โลกที่เกิดมาจาก “จิตปรุงแต่ง” ของเราหายไป ทำให้ที่สุดแล้วเราก็จะตื่นขึ้นมาในโลกปกติ ผู้อ่านบางท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไม่ผู้เขียนถึงได้ใช้ศัพท์ที่เข้าใจยากขนาดนี้ ทำไม่ไม่แค่บอกว่า “ในความฝันแค่เราหลับตาเราก็จะตื่น” แค่นี้น่าที่จะเข้าใจง่ายกว่าหรือไม่ ซึ่งข้อสงสัยดังกล่าวนับว่ามีเหตุผลที่ดี แต่ที่ผู้เขียนต้องใช้ศัพท์ที่เข้าใจยากดังกล่าวเพราะมันเป็นเรื่องจำเป็นที่ผู้อ่านจะต้องรู้ กล่าวคือผู้อ่านจะต้องเข้าใจเสียก่อนว่าในโลกความฝันที่เราควบคุมมันได้นั้น “ตัวตนของเราที่อยู่ในความฝัน” มันคือ “จิตวิญญาณ” ของเราซึ่งมันมีสถานะเทียบเท่ากับ “จิต” ของเราในตอนที่เราตื่นอยู่ในโลกปกติ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในความฝันที่เราสามารถควบคุมมันได้หรือความฝันรู้ตัว(Lucid Dreaming)นั้น ถ้ามันเกิดขึ้นในโลกของความเป็นจริงแล้วส่งผลอย่างไรกับจิตใจของเราในโลกความจริง เวลาที่มันเกิดขึ้นในโลกความฝันแบบรู้ตัว(Lucid Dreaming)มันก็สามารถส่งผลกับจิตใจจริงๆของเราได้เท่าเทียมกัน โดยถ้าเทียบกับในความฝันปกติแล้วมันจะแตกต่างกันมาก ผู้เขียนเชื่อว่าคนที่เสียสติจากการเห็นภาพหลอนก็น่าจะมีสาเหตุมาจากเหตุผลนี้ และผู้เขียนก็มั่นใจว่าผู้อ่านที่ได้อ่านบทความนี้และได้ฝึกเทคนิคการควบคุมความฝันก็เท่ากับว่าท่านมีภูมิคุ้มกันอย่างดีแล้วที่จะทำให้ท่าน ไม่ตกเป็นเหยื่อของความฝันแบบรู้ตัว(Lucid Dreaming)ที่เกิดมาจากจิตใต้สำนึกด้านลบมากๆของตัวเอง ในทางกลับกันบางท่านอาจจะเห็นฝันร้ายกลายเป็นเรื่องสนุกที่ท้าทายความเข้มแข็งของจิตของท่านก็เป็นได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะตอนนี้ในสมองของท่านมีข้อมูลของความฝันแบบรู้ตัว(Lucid Dreaming)ในแบบที่ถูกต้องอยู่ เมื่อมันเกิดขึ้นกับท่านๆก็จะไม่คิดว่ามันเป็นความจริง 100% เหมือนกับคนที่ไม่ได้ศึกษาบทความนี้มาก่อน แต่อย่างไรก็ตามอันตรายที่ร้ายแรงที่สุดที่เราจะเจอในโลกความฝันที่เราควบคุมได้หรือความฝันแบบรู้ตัว(Lucid Dreaming)นั้น ก็ไม่ใช้ผลกระทบที่มีต่อจิตใจตามที่กล่าวผ่านมา แม้ว่าจะมีคนที่เสียสติจำนวนไม่น้อยที่ต้องตัดสินใจฆ่าตัวตายเพื่อหนีจากภาพหลอนที่จิตใต้สำนึกของเขาสร้างขึ้น แต่ผู้เขียนก็ขอยืนยันว่ายังมีอันตรายที่เลวร้ายยิ่งกว่าความตายรอท่านอยู่ ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป ในหัวข้อนี้จุดสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ผู้อ่านจะต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่าในความฝันที่เราควบคุมได้หรือความฝันแบบรู้ตัว(Lucid Dreaming)นั้น ตัวตนของเราที่อยู่ในความฝันรูปแบบนี้คือ “จิตวิญญาณ” ที่เกิดขึ้นมาจาก “สมาธิ” ของเรา การหลับตาในความฝันเป็นการที่เรายอมออกจากสมาธิในแบบที่ง่ายและได้ผล 100% ดังนั้นการหลับตาจึงจะใช้ได้ผลทุกครั้งเมื่อเราต้องการจะกับมาอยู่ในสภาวะปกติบนโลกปกติ มันจึงใช้ได้ผลแม้แต่ตอนที่คุณโดน “ผีอำ” ด้วยเช่นกัน(อาการ “ผีอำ” เป็นอาการที่เกิดจากการที่เราเข้าสู่ความฝันแบบรู้ตัว(Lucid Dreaming)หรือก็คือเรามีสมาธิมากพอที่จะรู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในโลกความฝันและเมื่อตกอยู่ในสภาวะนั้นที่ผ่านมาเราทุกคนก็ต่างพยายามที่จะตื่นขึ้น แต่ทุกคนที่อยู่ในสภาวะนี้ต่างก็จะพยายามลืมตาเพราะคิดว่าจะทำให้ตื่นขึ้นมาได้ ซึ่งมันก็ยิ่งทำให้เรามีสมาธิสูงขึ้นแทนที่จะตื่นก็เลยยิ่งไม่ตื่น พอนานเข้าเราก็จะรู้สึกอึดอัดเหมือนว่าโลกกำลังบีบตัวเข้ามา แม้ว่าที่สุดแล้วเราจะตื่นได้สำเร็จเพราะเผลอหลับตาโดยไม่รู้ตัวในจังหวะใดจังหวะหนึ่ง แต่ถ้าเรารู้และหลับตาเสียแต่แรกหรือไม่ก็ควบคุมความฝันหาเรื่องสนุกๆทำมันเสียเลย เราก็คงไม่ต้องกลัวอาการดังกล่าวแล้วเรียกมันว่า “ผีอำ” อย่างที่ผ่านมา)
ข้อห้ามและคำเตือน. สิ่งที่จะต้องไม่ทำเป็นอันขาดขณะที่เราอยู่ในความฝันแบบรู้ตัว(Lucid Dreaming)หรือฝันที่เราควบคุมมันได้
ขณะที่คุณกำลังอยู่ในความฝันแบบรู้ตัว(Lucid Dreaming)หรือกำลังอยู่ในความฝันที่คุณสามารถควบคุมมันได้นั้น สิ่งที่คุณจะต้องไม่ทำเป็นอันขาดในตอนนี้ก็คือห้ามคุณเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่อันตรายซึ่งคุณไม่สามารถควบคุมได้ โดยคิดว่ามันคงไม่ส่งผลร้ายอะไรเพราะถึงอย่างไรมันก็เป็นแค่เรื่องที่เกิดในความฝันเท่านั้น ในช่วงเริ่มต้นเมื่อคุณเจอกับสถานการณ์อันตรายดังกล่าวให้คุณรีบหลับตาแล้วตื่นขึ้นมาจะเป็นการปลอดภัยที่สุด สาเหตุที่นี่เป็นข้อห้ามที่สำคัญที่สุดก็เพราะในคนแต่ละคนนั้น “จิต” มีความเข้มแข็งหรืออ่อนแอแตกต่างกันไป คำแนะนำข้อที่ผ่านมาผู้เขียนได้ระบุชัดเจนแล้วว่า ขณะที่เราอยู่ในความฝันที่เราควบคุมมันอยู่หรืออยู่ในความฝันแบบรู้ตัว(Lucid Dreaming)นั้น “จิต” จริงๆของเราจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในความฝันเทียบเท่ากับว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในโลกของความเป็นจริง เมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงไม่สามารถที่จะคาดเดาได้ว่า “จิต” ของเราจะตอบสนองอย่างไรกับเหตุการณ์คับขันดังกล่าว ในคนที่ไม่ได้อ่านบทความนี้หรือคนที่ไม่เคยรู้ข้อเท็จจริงในเรื่องของความฝันแบบรู้ตัว(Lucid Dreaming)มาก่อน ผลกระทบต่อจิตของเขาก็ส่งผลต่อตัวเขามากน้อยแล้วแต่ความน่ากลัวของเรื่องราวในฝันและระดับความเข้มแข็งของจิตใจของตัวเขาเอง ส่วนสำหรับผู้ที่ได้อ่านบทความนี้ผลที่จะเกิดขึ้นจะแตกต่างออกไปมาก กล่าวคือผู้ที่รู้ข้อมูลที่แท้จริงของความฝันแบบรู้ตัว(Lucid Dreaming)จนสามารถควบคุมมันได้นั้น “จิต” จะไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงจนเกิดความเสียหายโดยตรง(เสียสติ) แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในความฝันแบบรู้ตัว(Lucid Dreaming)นั้นมันจะเหมือนกับความเป็นจริงมาก แม้ว่าผู้ฝันจะรู้อยู่เต็มอกว่ามันไม่ใช้เรื่องจริง แต่ก็ไม่สามารถที่จะระงับความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นมาจากสัญชาติญาณของเราเองได้ ซึ่งเปรียบได้กับในตอนที่เราดูหนังหรือดูละครแม้เราจะรู้อยู่ว่ามันไม่ใช้ความจริง แต่จิตใจของเราก็ยังรู้สึกไปกับเรื่องราวที่เราดู และรู้สึกไปกับมันทุกๆความรู้สึกด้วยเช่น ดีใจ, เสียใจ, กลัว, หรือตกใจ ฯลฯ ในความฝันที่เราควบคุมมันอยู่หรือความฝันแบบรู้ตัว(Lucid Dreaming)นั้น ตัวเราจะอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆรับรู้ถึงทุกอย่างรอบตัวได้เทียบเท่ากับความเป็นจริง มันจึงส่งผลกว่าการดูหนังหรือดูละครมาก และถ้าถึงจุดที่ “จิต” ของเราทนรับกับความกดดันจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าไม่ได้ แม้ว่าตัวเราจะไม่ยอมให้ตัวเองหลุดจากสมาธิ(หลับตา) แต่ “จิต” ของเราก็จะสั่งให้สมองหยุดการทำงานไปเอง(ช็อกหรือแฮงค์) โดยปรากฏการณ์นี้จะเป็นหลักฐานที่สำคัญอย่างมากที่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า “นอกจากที่มนุษย์เราจะมี ตัวตนที่อยู่ในรูปของพลังงาน หรือ จิตวิญญาณ อยู่จริงแล้ว จิตวิญญาณ ของเรายังสามารถแยกตัวออกมาจากร่างกายของเราได้อีกด้วย” ซึ่งพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ “การถอดจิต” เป็นเรื่องที่สามารถทำได้จริงและผู้เขียนก็ผึ่งจะบอกวิธีการถอดจิตที่ง่ายที่สุดให้กับท่านผู้อ่านไปแล้วนั้นเอง เมื่อสมองของเราหยุดทำงานโลกที่เกิดจากการปรุงแต่งของจิตหรือโลกความฝันที่เราสร้างขึ้นก็จะหายไป แต่เพราะเราไม่ยอมปล่อยวางจากสมาธิจึงมีผลทำให้ “ตัวตนในฝันของเรา” ยังคงอยู่ อยู่ในสถานะเทียบเท่ากับสัมภเวสีตนหนึ่ง แม้แต่ตัวผู้เขียนเองก็ไม่สามารถที่จะบอกได้อย่างชัดเจนกับท่านผู้อ่านว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับท่านบ้างหลังจากนั้น จิตวิญญาณของท่านจะหลุดเข้าไปในภพภูมิใดหรือมิติไหน เป็นเรื่องที่ผู้เขียนเองแม้ว่าจะอยากรู้แต่ก็คงจะไม่ลองทดสอบหาความจริงด้วยตัวเองเป็นอันขาด สิ่งที่ผู้เขียนสามารถบอกกับท่านผู้อ่านได้ก็คือ อย่าล้อเล่นหรือคิดอยากลองดีกับข้อมูลนี้ และถ้าเกิดท่านใดเกิดพลาดขึ้นมา อย่าปล่อยให้ตัวเองอยู่ในสภาวะนั้นนานเกินไป(ไม่ควรเกิน 5 วินาที) รีบหลับตาเพื่อออกจากสมาธิให้เร็วที่สุดในระยะเวลาดังกล่าวท่านยังสามารถกับเข้าร่างได้(อันนี้ยืนยันได้เพราะผู้เขียนลองทำมาแล้ว 2 ครั้งและสาบานกับตัวเองว่าจะไม่ให้มีครั้งที่ 3 อีกแล้ว) จิตวิญญาณเดินทางได้เร็วแค่ไหน? ในภพภูมิอื่นหรือมิติอื่นมีสิ่งที่น่ากลัวรอดวงวิญญาณเร่ร่อนอยู่มากมายเท่าไหร่? ถ้าดวงจิตของเรากลับเข้าร่างไม่ได้จะเกิดอะไรขึ้น? นี้คือบางตัวอย่างของคำถามที่เราไม่ควรจะเสี่ยงค้นหาคำตอบด้วยตัวของเราเองในเวลานี้ ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดยังต้องการข้อมูลเพื่อประกอบในการตัดสินใจที่มากขึ้นกรุณาติดตามรายละเอียดได้ในย่อหน้าถัดไป
บทความที่ผ่านมาทั้งหมดนั้นคือ เทคนิคเบื้องต้นในการเข้าควบคุมความฝันและความจริงที่ทุกคนควรจะรู้เกี่ยวกับโลกในความฝัน ซึ่งผู้เขียนมั่นใจว่าข้อมูลดังกล่าวน่าจะเป็นข้อมูลที่แปลกใหม่ที่สุด น่าพิศวงที่สุด และคงจะเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อสำหรับผู้อ่านหลายๆท่าน แต่ก็อย่างที่ได้บอกผ่านไปแล้วนั่นเองว่า “มันเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถพิสูจน์หาความจริงกันได้ด้วยตัวเอง” อย่างไรก็ตามบทความนี้ก็เป็นเพียงข้อมูลส่วนน้อยมากๆที่คัดออกมาจากหนังสือ “Virtual World เทคนิคการควบคุมความฝัน” ซึ่งหนังสือเล่มดังกล่าวจะมีข้อมูลทั้งหมดอย่างละเอียดในทุกๆแง่มุมของโลกในความฝัน เช่น เทคนิคการควบคุมความฝันที่สมบูรณ์ในระดับที่จะทำให้ผู้ฝึกสามารถเปลี่ยนความฝันธรรมดาของตัวเองให้กลายเป็นโลกเสมือนจริงที่ใกล้เคียงกับโลกเสมือนจริงตามจินตนาการของมนุษย์เรามากที่สุด, ความลับที่ซ้อนอยู่ในโลกของความฝันซึ่งคุณผู้อ่านสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่าธรรมชาติวิวัฒนาการความฝันขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์อะไร, เมื่อจิตวิญญาณมีจริงแล้วโลกหลังความตาย นรก หรือสวรรค์ จะมีจริงหรือไม่, มิติอื่น, จักรวาลคู่ขนาด, กาลเดินทางข้ามกาลเวลาสามารถทำได้จริงๆหรือเปล่า, มนุษย์ต่างดาวเป็นใคร ฯลฯ ทุกสิ่งในจักรวาลล้วนแต่มีความเชื่อมโยงกับความฝันของเราทั้งสิ้น ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติไม่เคยมีอยู่จริงเลย ที่มีอยู่ก็มีแต่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้เท่านั้น มนุษย์ที่ถือเอา “วิทยาศาสตร์” เป็นศาสตร์ความรู้สูงสุด ผู้เขียนไม่ได้บอกว่าแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์เป็นแนวคิดที่ผิด แต่ท่านต้องยอมรับกันว่าด้วยความรู้อันน้อยนิดที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน “วิทยาศาสตร์” จึงยังเป็นศาสตร์ที่ห่างใกล้จากความจริงอยู่มาก เป็นศาสตร์ที่จะนำความหายนะมาสู้มนุษย์หากว่าพวกเรายังคงหลงยึดติดกับมันกันต่อไป จุดประสงค์หลักในการเขียนบทความนี้ขึ้นมาของผู้เขียนก็เพื่อที่ว่าผู้เขียนจะขอประกาศตัวเป็นผู้ต่อต้าน “วิทยาศาสตร์” อย่างเปิดเผยและจะเผยแพร่ศาสตร์ความรู้ที่ล้ำหน้ากว่าความรู้แค่หางอึ่งของ “วิทยาศาสตร์” ปัจจุบัน ถ้าผู้อ่านท่านใดไม่อยากตกอยู่ภายใต้ยุคมืดใหม่ที่มีวิทยาศาสตร์เป็นกรอบจำกัดความคิดและจินตนาการ ท่านสามารถติดตามผลงานของผู้เขียนได้ที่ http://www.dreamcontrol.in.th
ไม้ขีดไฟ
----------------------------------------------------------------
หมายเหตุ: บทความนี้ผู้เขียนจัดทำขึ้นเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์หนังสือ “Virtual World เทคนิคการควบคุมความฝัน” ซึ่งหนังสือเล่มดังกล่าวเป็นหนังสือที่ได้ข้อมูลมาจากการค้นคว้าทดลองที่ผู้เขียนเองใช้ระยะเวลากว่า 20 ปีในการรวบรวม โปรดอย่าเข้าใจผิดคิดว่าเป็นนิยายหรือเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อสร้างกระแสตามความนิยมในปัจจุบันเป็นอันขาด ผู้เขียนไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะนำบทความทั้งหมดนี้ไปเผยแพร่ไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์อะไรก็ตาม มีเงื่อนไขข้อเดียวเท่านั้นก็คือ ผู้ที่จะนำบทความนี้ไปเผยแพร่จะต้องนำไปเผยแพร่พร้อมกันทั้งหมด ห้ามตัดเอาเฉพาะตอนใดตอนหนึ่งนำไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นอันขาด Email:matchstick002@gmail.com
โดย: ziang   วันที่: 9-07-2556 13:40

ตอบกระทู้

ส่งผลงานได้ตามช่องทางที่เราแจ้งไว้เลยฮะ

ต้นฉบับ ที่อยู่เบอร์โทรติดต่อกลับ

(ทางนี้ไม่รับต้นฉบับจ้า)

กรณีถ้าผ่านกองบรรณาธิการจะติดต่อกลับครับ
โดย: นฤพนธ์ สุดสวาท   วันที่: 10-07-2556 08:03


สมาชิกเวบ กรุณา Login เข้าสู่ระบบเพื่อตอบกระทู้    Click ที่นี่

หรือสมัครสมาชิกเวบต่วย'ตูน   Click ที่นี่
Home Page : Magazine : Pocket Book : Promotion : Webboard : Contact Us : Customer Service
Copyright © 2010 Tuay Toom & P.Vatin Publication Company Limited.