http://ebooks.in.th/heretic/

Homepage > เรื่องเด่น ต่วย'ตูน พิเศษ > กลีบดอกเจ้าบางเบา แทนล้านถ้อยคำอำลา โดย น้อง หน้าแป้น
 

เชื่อเหลือเกินค่ะว่า แฟนานุแฟนทุกท่านคงจะเคยไปร่วมพิธีในการส่งผู้วายชนม์เป็นครั้งสุดท้าย สิ่งที่เรามักจะเห็นกันจนชินตาก็คือ ดอกไม้ประดับงานศพ ซึ่งตบแต่งให้สวยงาม แถมยังแฝงไว้ด้วยคติให้ได้คิด เพราะพันธุ์ไม้ที่บ้านเรานิยมนำมาประดับหน้าศพคือ “ปรง” ซึ่งมีเสียงพ้องกับ “ปลง” เพื่อให้ผู้มาร่วมงานได้เห็น และเข้าใจในวัฏสงสาร การเวียนว่ายตายเกิดอันเป็นธรรมดาโลก เมื่อไปร่วมงานศพ ได้เห็น “ปรง” จึงต้องหัด “ปลง” ให้เป็นด้วย

            แต่จะให้พูดถึงพิธีศพในโลกปัจจุบัน ก็เห็นทีจะไม่ใช่ต่วยตูนแล้วล่ะค่ะ...แม่นแล้ว ถ้าเป็นต่วยตูนพิเศษของแท้ ต้องพาท่านผู้อ่านเลี้ยวลดสู่อดีตกาล หรือไม่ก็โชติช่วงชัชวาลสู่อนาคต แต่เนื่องจากผู้เขียนยังไม่มีไทม์แมชชีนเดินไปในกาลข้างหน้า มีเพียงผลการศึกษาดีๆ จากเหล่านักโบราณคดีที่ทุ่มเทเวลาศึกษาเรื่องเบื้องหลัง วันนี้ก็เลยได้เรื่องราวจากหน้าประวัติศาตร์อันไกลโพ้นมาฝากแฟนานุแฟน

            ที่ว่าไกลคราวนี้ ย้อนไปไกลจริงๆ ค่ะ เพราะเราจะว่ากันด้วยเรื่องของดอกไม้ที่ใช้ในการประดับพิธีศพ เมื่อไหร่ และที่ไหนกันนะ ที่ผู้คนเริ่มใช้ดอกไม้งามๆ เข้ามาร่วมพิธีกรรมส่งผู้ตายไปสู่ภพหน้ากันเป็น “ครั้งแรกของโลก”...คำตอบคือ...ไม่ทราบค่ะ

            อ้าว..ซะงั้น ท่านผู้อ่านอาจจะบอกว่า ไอ้นี่ วอนซะแล้ว เกริ่นมาซะเยอะแล้วบอกว่าไม่รู้ แหม..ก็ไม่รู้จริงๆ นะคะ ถึงตอนนี้ ยังไม่มีอะไรที่พิสูจน์ได้ชัดเจนว่า หมู่ชนจากอารยธรรมไหนที่เริ่มนำดอกไม้มาร่วมพิธีศพเป็นครั้งแรกของโลก แต่ก็เริ่มๆ มีทฤษฎีกันว่า อาจจะเป็นชนเผ่านาตูเฟียน (Natufian) ที่ใช้ชีวิตกันอยู่ในช่วง ๑๕,๐๐๐-๑๑,๖๐๐ ปีที่แล้วโน้น...น...ที่เป็นผู้ริเริ่ม โดยชนเผ่านี้ เป็นกลุ่มที่เคยอยู่อาศัย ทำมาหากิน สร้างบ้านแปงเมืองกันอยู่ในพื้นที่ที่ปัจจุบันคือ ประเทศอิสราเอล จอร์แดน เลบานอน และซีเรีย

            ทำไมถึงได้บอกกันแบบนี้ นั้นก็เป็นเพราะว่า ได้มีการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อไม่นานมานี้ พบหลุมฝังศพเก่าแก่อยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งในภูเขาคาร์เมล (Carmel) ในทางตอนเหนือของอิสราเอล จำนวน ๔ หลุม ซึ่งทีแรกก็คิดกันว่า น่าจะเป็นหลุมศพโบราณธรรมดาๆ ที่มีอายุย้อนไปในราวๆ ๑๒,๐๐๐ ปีก่อน แต่ที่ไม่ธรรมดาจนทำเอาคณะขุดค้นตาโตก็เพราะว่า ในหลุมศพเหล่านี้ พบร่องรอยของดอกไม้กลีบบาง และก้านดอกไม้หลายประเภทรวมอยู่ในหลุมศพด้วย

            อันที่จริง ร่องรอยของดอกไม้เหล่านี้ ได้เดินทางผ่านกาลเวลา จนย่อยสลายไปเกือบหมดแล้วค่ะ เหลือเพียงซากเศษเสี้ยวจางๆ นิดเดียว แต่แค่นิดเดียวนี้ ก็ทำให้นักโบราณคดีร้องโห่ฮิ้วกันเป็นทิวแถว เพราะหากมันเป็นดอกไม้ที่ใช้ในพิธีกรรมของการฝังศพจริงๆ นี่ก็อาจจะเป็นหลักฐานเดียวที่พิสูจน์ได้ว่า มนุษย์เรานั้น ใช้ดอกไม้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งวิญญาณผู้วายชนม์สู่ภพภูมิใหม่มานานกว่าหมื่นปีแล้ว

            อันว่าหลุมศพ ๔ หลุมที่เหล่าคณะนักโบราณคดี นำโดยอาจารย์แดเนียล นาเดล (Daniel Nadel) นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยไฮฟา (University of Haifa) แห่งอิสราเอลได้เข้ามาขุดค้นนี้ มีอยู่หลุมหนึ่งที่พิเศษกว่าใครเพื่อน กล่าวคือ ในหลุมเดียวมีร่างถึง ร่าง หนึ่งเป็นโครงกระดูกของชายโตเต็มที่ ส่วนอีกร่างหนึ่งเป็นโครงกระดูกวัยรุ่นที่ยังไม่สามารถระบุเพศได้

            ที่ว่าสำคัญกว่าหลุมอื่นๆ ก็เพราะว่า หลุมนี้ มีลักษณะของการทำพิธีกรรม ที่ดูจะทำให้เห็นว่า เป็นหลุมศพของผู้มีตำแหน่งทางสังคมสูงกว่าร่างอื่นๆ ที่พบในถ้ำเดียวกัน มีหลักฐานที่บ่งบอกไปในทางที่บอกว่า หลุมศพของคนคู่นี้ ได้รับการเตรียมการอย่างดี โดยมีการขุดหลุม แล้วเอาดินโคลนมาฉาบ เพื่อปรับพื้นผิวของหลุมให้เรียบร้อย ในขณะที่พื้นหลุมก็จัดวางด้วยดอกไม้ ซึ่งแม้จะเลือนลางจางเบา แต่ก็พอจะพิสูจน์ได้ว่า กลีบดอกไม้ที่รองอยู่ก้นหลุมนี้ เป็นดอกไม้สีชมพู และม่วงอ่อน ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นดอกไม้ที่ทั้งสวยงาม และส่งกลิ่นหอม แล้วหลังจากประดับประดาดอกไม้งดงามแล้ว ถึงได้มีการหย่อนศพทั้ง ๒ ร่างลงไปเพื่อการพักผ่อนนิรันดร์ (คงไม่มีใครคิดนะคะ ว่าอีกหมื่นกว่าปีต่อมา จะมีคนมาขุดพบ ทำลายการนอนหลับของพวกเขาหรือเปล่าก็ไม่รู้ซิน่า)

อาจารย์นาเดลเขียนสิ่งที่ค้นพบในนิตยสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ซึ่งตีพิมพ์เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า ในบริเวณใกล้ๆ กับหลุมศพ คณะนักโบราณคดียังได้พบกระดูกสัตว์ ซึ่งจุดตรงนี้เองที่ทำให้คณะสำรวจสันนิษฐานว่า “ผู้มาส่ง” ไม่ได้ทำเพียงแค่ขุดหลุม ฉาบโคลน รองดอกไม้ วางศพ แล้วจากไปดื้อๆ แต่น่าจะมีการทำพิธีกรรมบางอย่าง ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่ามีการร้องเพลง (หรือสวดมนต์) เต้นรำ เลี้ยงอาหารมื้อใหญ่ หรือล่าสัตว์มารับประทานร่วมกัน พูดง่ายๆ คือ ล้อมวงโซ้ยกันรอบหลุมศพนั่นแหละ จากนั้นก็โยนกระดูกสัตว์ไว้เป็นหลักฐานให้เหลือเป็นร่องรอยมาจนปัจจุบัน ทำให้ฟันธงได้ว่า โครงกระดูก ๒ ร่างในหลุมนี้ ต้องไม่ธรรมดา ถึงได้มีคณะบุคคลมาทำพิธีกรรมกันก่อนจาก ซึ่งอาจารย์นาเดลคาดว่า น่าจะเป็นพิธีใหญ่ ที่แสดงให้เห็นถึงการแสดงความเคารพอย่างสูงต่อผู้วายชนม์

            หากดอกไม้ในหลุมศพนี้ มีขึ้นเพื่อพิธีกรรมงานศพจริงๆ มันก็ควรจะเป็นการยืนยันดังที่ได้กล่าวมาก่อนนี้ว่า เป็นครั้งแรกที่มนุษย์เราใช้ดอกไม้ในงานศพ ซึ่งสามารถพลิกหน้าประวัติศาสตร์ย้อนไปได้ถึง ๑๒,๐๐๐ ปี

            แต่นานขนาดนี้ จะถือว่าเป็นครั้งแรกจริงหรือเปล่า งานนี้มีข้อโต้แย้งอยู่บ้างค่ะ เพราะก่อนหน้านี้ เคยมีคณะนักโบราณคดีอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ขุดค้นหลุมศพ แล้วพบเศษดอกไม้เก่าแก่เหมือนกัน แถมยังเก่ากว่ามาก นั่นคือ ย้อนหลังไปไกลถึง ๖-๘ หมื่นปีโน่นเลยทีเดียวเชียว

            การขุดค้นที่ว่านี้ เกิดขึ้นที่ถ้ำชานิดาร์ (Shanidar Cave) บนภูเขาในเขตปกครองพิเศษ เคอร์ดิสถาน (Kurdistan Region) ในทางตอนเหนือของอิรัก ในระหว่างปี ค.ศ.1957 – 1961 โดยการนำของราล์ฟ โซเล็คกิ (Ralph Solecki) นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

ในครั้งนั้น ได้มีการขุดพบโครงกระดูกของโฮโม นีแอนเดอร์ธาลเอนซิส (Homo neanderthalensis) หรือมนุษย์นีแอนเดอร์ธาลในหลุมศพ พร้อมกับละอองเกสรดอกไม้จำนวนมากในหลุม ทำให้มีการตั้งข้อสันนิษฐานกันว่า มีการวางดอกไม้ลงไปในหลุม เพื่อแสดงความหมายเชิงสัญลักษณ์

นีแอนเดอร์ธาลที่พบนี้ คาดว่ามีอายุย้อนไปประมาณ ๖-๘ หมื่นปี โดยคณะขุดค้นได้พบโครงกระดูกจำนวน ๙ ร่าง ซึ่งได้รับการตั้งชื่อเพื่อให้ง่ายต่อการศึกษาว่า ชานิดาร์ที่ ๑ เรื่อยไปจนถึงชานิดาร์ที่ ๙ และร่างที่สำคัญที่สุด คือ ชานิดาร์ที่ ๔ ซึ่งขุดเจอในปี ค.ศ.1960 เป็นโครงกระดูกมนุษย์ผู้ชาย อายุขณะเสียชีวิตประมาณ ๓๐-๔๕ ปี

ในหลุมศพของชานิดาร์ที่ ๔ นี้เองที่พบว่า น่าจะมีการทำพิธีกรรมในการฝังร่าง โดยศพถูกจัดให้มีลักษณะคุดคู้เหมือนทารก และเมื่อนำดินจากบริเวณหลุมมาตรวจสอบ ก็พบเกสรดอกไม้ดังกล่าว ทำให้ในตอนนั้นตื่นเต้นกันใหญ่ค่ะ ว่านี่แหละ การใช้ดอกไม้ในพิธีศพเป็นครั้งแรกของโลก ที่ย้อนไปไกลมากตั้งหลายหมื่นปี

ดอกไม้ที่พบในหลุมของชานิดาร์ที่ ๔ มีหลากหลายชนิด ส่วนใหญ่เป็นดอกไม้พื้นเมืองของยุโรป เช่น คอร์นฟลาวเวอร์ (Cornflower), เกรปไฮยาซินท์ (Grape Hyacinth) ฯลฯ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นดอกไม้ที่ไม่เพียงจะสวยแต่รูป แต่ยังมีคุณสมบัติในการรักษาโรค เช่น ขับปัสสาวะ เป็นยาสมานแผล หรือแก้อักเสบ นั่นทำให้มีการตีความกันอีกว่า จะเป็นไปได้ไหม ที่เจ้าของร่างที่ถูกฝังมาหลายหมื่นปีนี้ จะเคยเป็นหมอประจำเผ่ามาก่อน หรือไม่ก็ชนชั้นระดับสูง ที่ได้รับความนับถือ ถึงได้มีการทำพิธี และการวางดอกไม้ประดับ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการวิเคราะห์เพิ่มมากขึ้นในระยะหลัง ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า มันอาจจะไม่ใช่อย่างที่คิดก็ได้นะนายจ๋า เพราะแม้จะขุดพบชานิดาร์ที่ ๔ ตั้งแต่ ค.ศ.1960 แต่กว่าจะมีการพิสูจน์ดินก็เป็นเวลาล่วงนานมาตั้ง ๘ ปี ที่สำคัญ เรื่องที่หักล้างความคิดเรื่องการใช้ดอกไม้ในพิธีศพได้ค่อนข้างหมดจดก็คือ มีการพบสัตว์ประเภทหนูอยู่ในบริเวณใกล้ๆ นั้น จึงอาจจะเป็นไปได้ว่า หลุมศพนี้ ไม่ได้สะอาดบริสุทธิ์อย่างที่ไม่เคยมีใครพบมาก่อน เพราะเจ้าหนูตัวเล็กตัวน้อย อาจจะเคยมุดรูเข้าไปในหลุมมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้มาแล้วก็ได้ และมิกกี้ เมาส์...เอ๊ย...หนูตัวจ้อยนี่แหละ ที่อาจจะเป็นตัวการ นำเกสรดอกไม้จากภายนอกเข้าไปในหลุมศพ จนเมื่อเวลาล่วงมานานหลายหมื่นปี แล้วนักโบราณคดีไปเจอเข้า ถึงได้เข้าใจผิดว่า ดอกไม้เคยถูกใช้ในงานพิธีศพมาก่อน ซึ่งอาจจะไม่จริงเลยสักกะติ๊ด

นอกจากนี้ คนที่ค้านยังบอกว่า บริเวณรอบๆ หลุมศพเองก็ไม่พบอะไรที่เป็นการแสดงถึงพิธีกรรมก่อนการฝังศพอย่างชัดเจน จึงอาจจะเชื่อได้ว่า การฝังศพของชานิดาร์ที่ ๔ อาจเป็นเพียงกาารฝังธรรมดาที่ไม่ได้ช่วยแสดงให้เห็นวัฒนธรรม หรือความเชื่ออะไรในยุคนั้นเลยก็เป็นได้

ย้อนไปที่อาจารย์นาเดลซึ่งค้นพบโครงกระดูกของชนเผ่านาตูเฟียนในอิสราเอล อาจารย์เองก็ได้กล่าวถึงกรณีของ ชานิดาร์ที่ ๔ ด้วยว่า จากห้วงเวลาในชีวิตของชานิดาร์ที่ ๔ มาจนถึงเวลาของโครงกระดูกที่อาจารย์ค้นพบนี้ ห่างกันประมาณ ๕-๖ หมื่นปี ซึ่งในระยะห่างนี้ ยังไม่เคยมีการค้นพบหลุมศพมนุษย์โบราณรายไหนใช้ดอกไม้อีกเลย เรียกว่า มีการค้นพบเศษดอกไม้ในหลุมศพโบราณเพียง ๒ หน คือ โครงกระดูกจาก ๖-๘ หมื่นปีก่อนทีนึง แล้วก็มาพบในมนุษย์จาก ๑.๒ หมื่นปีก่อนอีกทีนึง แล้วในช่วงเวลาที่ห่างกันนั้นล่ะ ทำไมไม่พบอีก

หากมนุษย์จาก ๖-๘ หมื่นปีก่อนมีการใช้ดอกไม้ในพิธีศพแล้วจริงๆ มันก็น่าจะมีบ้าง ที่จะเกิดการค้นพบดอกไม้ในหลุมศพอื่นๆ ในช่วง ๓, ๔ หรือ ๕ หมื่นปีซึ่งเป็นช่วงเวลาตรงกลางกันบ้าง แต่กลับไม่มีอีกเลย แล้วจะบอกว่า หลังจากมนุษย์นีแอนเดอร์ธาลใช้ดอกไม้ในงานศพเมื่อ ๖ หมื่นปีก่อนโน้นแล้ว มนุษย์ในรุ่นหลังต่อมาเลิกใช้ไปอีกตั้งหลายหมื่นปี จนมาถึงช่วงของพวกนาตูเฟียนเลยกระนั้นหรือ มันก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ ดังนั้น การที่ไม่มีดอกไม้ในงานศพระหว่างรอยต่อจากมนุษย์นีแอนเดอร์ธาลมาถึงนาตูเฟียน ก็น่าจะแสดงว่า การค้นพบดอกไม้ในหลุมศพของมนุษย์นีแอนเดอร์ธาลนั้น อาจจะเป็นความผิดพลาดอันเกิดจากหนูอย่างที่มีการตั้งข้อสังเกตกันจริงๆ

แต่ถึงกระนั้น อาจารย์นาเดลก็มีใจเป็นวิทยาศาสตร์มากพอ โดยอาจารย์กล่าวว่า แม้จะตัดกรณีของชานิดาร์ที่ ๔ ออกไป แล้วพอจะอ้างได้ว่า ชนเผ่านาตูเฟียนที่พบในอิสราเอลคราวนี้เป็นกลุ่มแรกในโลกที่ใช้ดอกไม้ในงานศพ เพราะไม่เคยพบหลักฐานที่เก่าแก่กว่านี้ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า ก่อนหน้านี้ไม่มีการใช้ดอกไม้ในงานศพ แต่มันอาจจะเป็นเพียงการหาไม่พบเท่านั้นแหละ เพราะดอกไม้เป็นสิ่งที่บางเบาเหลือเกิน กว่าจะตรวจพบก็ยากแสนยาก แค่ผ่านไปไม่กี่วันก็แห้งเหี่ยว อย่าว่าแต่เป็นพันเป็นหมื่นปีเลย หากจะมีอยู่จริง ก็คงย่อยสลายหมด ยากที่จะหลงเหลือมาถึงรุ่นเรา ดังนั้น การที่ไม่พบ จึงไม่ได้หมายถึงไม่มี กรณีของชนเผ่านาตูเฟียน จึงอาจจะเป็นเพียงกรณีเก่าแก่ที่สุดในโลกที่มีการค้นพบหลักฐานในปัจจุบัน แต่อาจจะพูดไม่ได้เต็มปากเต็มคำว่า พวกเขาเป็นพวกแรกในโลกที่ใช้ดอกไม้ในพิธีศพ แต่ระหว่างที่ยังค้นอะไรกันไม่พบนี้ อาจารย์ก็ขอเคลมไปพลางๆ ก่อนว่า ชนเผ่านี้เป็นกลุ่มแรกของโลกที่ใช้ดอกไม้เพื่อให้เกียรติแต่ผู้วายชนม์ ส่วนหากจะมีการค้นพบอื่นๆ อีกในอนาคตก็ค่อยมาว่ากันทีหลัง

ถึงตอนนี้ คณะนักโบราณคดีจะต้องทำงานกันอีกมาก เพื่อศึกษาต่อเนื่องในการหาคำตอบเกี่ยวกับโครงกระดูกที่พบในอิสราเอลนี้ โดยจะต้องตรวจหาอายุที่ชัดเจน เพศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์ของโครงกระดูกทั้งสองที่พบในหลุมเดียวกัน เพราะยังเป็นที่สงสัยว่า ทำไม ๒ ร่างนี้ถึงได้มานอนทอดร่างเคียงกันในหลุม พวกเขาเป็นอะไรกันแน่ ระหว่าง ญาติ พ่อแม่พี่น้อง หรือเพื่อน พวกเขาสิ้นใจใจในเวลาใกล้เคียงกัน หรือต่างคนต่างวางวายคนละเวลา แล้วเอามาไว้ด้วยกันทีหลัง ซึ่งยังต้องการการพิสูจน์อีกเยอะ คาดว่าคงจะมีการประกาศผลการศึกษาออกมาอีกในเร็ววันนี้ และเช่นเคยค่ะ หากมีผลการศึกษาใหม่ๆ ออกมา ต่วยตูนพิเศษก็จะรีบนำมาเสนอท่านผู้อ่านให้ทราบโดยพลัน

ย้อนกลับมาที่การใช้ดอกไม้ในงานศพ คาดกันว่า ในสมัยก่อนโน้น การใช้ดอกไม้อาจจะเริ่มมาจากวัตถุประสงค์สำคัญคือ เพื่อกลบกลิ่น เพราะในสมัยโบราณ แม้พี่น้องผองเพื่อนอาจจะอยากจะไปเยี่ยมผู้วายชนม์ แต่สมัยก่อนไม่มียาประเภทฟอร์มาลีนมาช่วยลดการเน่า ไม่มีอะไรมากลบกลิ่น แม้บางยุคบางสมัยอาจจะเริ่มมีการผลิตน้ำหอมขึ้นมาแล้ว แต่ก็น่าจะยังมีราคาแพงเกินกว่าจะนำมาใช้เพื่อการนี้ ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมจึงอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดี ก็เลยมีการริเริ่มนำดอกไม้ไปประดับงานศพ เป็นการแสดงความเคารพต่อผู้ตาย และยังพบว่า มีความสวยงามตามมาด้วย ก็เลยน่าจะพัฒนา กลายเป็นประเพณีใช้ดอกไม้ในการตบแต่งงานศพเรื่อยมาจนปัจจุบัน

สำหรับชาติตะวันตก ดอกไม้ที่นิยมใช้ประดับงานศพมีหลากหลาย เช่น คาร์เนชั่นสีแดง ที่แสดงถึงความรู้สึกที่มีต่อผู้ตาย หรือคาร์เนชั่นสีขาว อันแสดงความบริสุทธ์ ความจริง ในขณะที่กุหลาบ กล้วยไม้ ลิลลี่  ให้ความรู้สึกหรูหรา อลังการ

ส่วนของไทย ดังได้กล่าวมาแล้วว่า “ปรง” เป็นพันธุ์ไม้สำคัญสำหรับงานศพ ที่ไม่เพียงแต่จะสวยงาม สบายตา แต่ยังตั้งคำถามกับเราทุกคนเสมอมาในทุกพิธีศพว่า “ปลง” ได้หรือยังกับชีวิต ที่มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดากันทุกผู้คน!

 

 

เอกสารประกอบการค้นคว้า

·       สายพันธุ์ของโฮโมรุ่นหลัง, วิวัฒนาการของมนุษย์, สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเล่มที่ ๓๓

·       Mysterious Pair Buried With Flowers—Oldest Example Yet, National Geographic

 

 

Home Page : Magazine : Pocket Book : Promotion : Webboard : Contact Us : Customer Service
Copyright © 2010 Tuay Toom & P.Vatin Publication Company Limited.