http://ebooks.in.th/heretic/

Homepage > เรื่องเด่น ต่วย'ตูน พิเศษ > เรื่องเล่าสยองขวัญ โดย ล่องลอย ลมทะเล
 

เรื่องเล่าสยองขวัญหรือตำนานพื้นบ้าน คือสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมมนุษย์มาอย่างยาวนาน อาจเรียกได้ว่าการถ่ายทอดตำนานจากรุ่นสู่รุ่นมีมาก่อนที่เผ่าพันธุ์มนุษย์จะรู้จักภาษาเขียนเสียอีก และก็เพราะถ่ายทอดกันผ่านภาษาพูดนี่แหละครับ มันถึงได้ถูกเรียกว่า “เรื่องเล่า” (ไม่ใช่ “เรื่องเหล้า” นะจ๊ะ อย่าเพิ่งเปิดโซดา รึหากับแกล้มรอ แฮ่ๆ) ซึ่งเมื่อขึ้นชื่อว่าเรื่องเล่าหรือตำนานแล้วล่ะก็ ป่วยการเสียเปล่าๆ ที่จะไปไล่สืบหาว่าใครกันหน๊อคือผู้เล่าคนแรก เพราะเป็นการยากมากที่จะค้นคว้าหาเจอและที่สำคัญ เสน่ห์ของมันก็ไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้นด้วย

            เสน่ห์ของเรื่องเล่าหรือตำนานพื้นบ้าน (ภาษาปะกิตเรียกว่า Urban Legends) อยู่ตรงที่ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไหร่ แต่เรื่องเล่าเหล่านั้นก็ไม่มีวันตาย อมตะราวแวมไพร์ ทไวไลท์หัวใจสะออน  มิหนำซ้ำ นอกจากจะไม่ตายแล้ว ยังได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ร่วมสมัยไม่เชยเฉิ่มอีกต่างหาก

            เช่นเดียวกับเรื่องเล่าทั้งหกที่ผู้เขียนคัดสรรนำมาฝากผู้อ่านกันในฉบับนี้ รับรองว่าแต่ละเรื่องโหด สยอง หลอนไม่แพ้ตำนานผีๆ ของเมืองไทย โดยดูได้จากที่หากเด็กฝรั่งได้ไปเข้าแคมป์กันเมื่อไหร่ เป็นต้องหยิบเรื่องใดก็เรื่องหนึ่งในหกเรื่องนี้ขึ้นมาเล่าให้เพื่อนๆ ในวงรอบกองไฟขนลุกเกรียวกันเล่นๆ

            ใครขวัญอ่อน...ดีไม่ดีอาจพาลนอนไม่หลับเลยนะเอ้า

           

            เรื่องที่ 1 – ฆาตกรบนเบาะหลัง (The Killer in the Backseat)

 

            เปิดเรื่องด้วยหญิงสาวคนหนึ่งที่ขับรถกลับบ้านคนเดียวยามวิกาล พลันก็สังเกตเห็นว่ามีรถบรรทุกคันหนึ่งขับตามหลังมาได้พักใหญ่ เธอเลยเร่งเครื่องหนี แต่ยิ่งหนีรถบรรทุกก็ยิ่งเพิ่มความเร็วแล่นตามมาด้วย เธอเริ่มกลัวเลยชะลอรถหมายให้รถบรรทุกแซงนำไปก่อน แต่รถบรรทุกคันนั้นกลับชะลอความเร็วลงตามเธอเสียนี่

            หญิงสาวเกิดอาการขวัญเสียอย่างหนัก รถวิ่งได้เร็วเท่าไหร่แม่เหยียบมิดคันเร่ง แต่ไอ้หนุ่มสิงห์สิบล้อก็ตามติดมาอย่างไม่ละความพยายาม แถมคราวนี้ตามไม่ตามเปล่า ยังบีบแตรใส่และไล่อัดไฟสูงใส่รถเธอหลายครั้ง บางขณะยังกระแทกกันชนหลังรถของเธอปังๆ ยังกับรถบั้มพ์อีกด้วย

            แต่หญิงสาวก็ยังสามารถประคองสติขับรถกลับมาจอดหน้าบ้านตัวเองได้สำเร็จ ถึงบ้านแล้วจะรอช้าทำไมนิ เธอกระโดดลงจากรถแล้ววิ่งไปไขกุญแจเปิดประตูรั้วทันที แต่ด้วยอารามรีบร้อนมือไม้มันก็เลยสั่น ไขกุญแจผิดๆ ถูกๆ จนกระทั่งรถบรรทุกขับตามมาทันแล้วคนขับที่เป็นชายฉกรรจ์หนวดเฟิ้มหน้าตาโหดเหี้ยมก็กระโจนลงมา

            เขาตะโกนบอกเธอว่า

            “รีบเข้าบ้านล็อคประตูแล้วแจ้งตำรวจเร็วครับคุณผู้หญิง!”

            ภายหลังผลปรากฏว่า สิงห์สิบล้อเขาเห็นว่าบนเบาะหลังรถของหญิงสาวมีฆาตกรโรคจิตคนหนึ่งแอบซุ่มอยู่ มันกำลังจะยกมีดยาวแทงเธอจากด้านหลัง พ่อสิงห์สิบล้อก็เลยทำทุกอย่างเพื่อขู่ให้ไอ้โรคจิตกลัวและเตือนให้หญิงสาวรู้ตัว ทั้งบีบแตร เปิดไฟสูงและกระแทกท้ายรถ

            เรียกได้ว่า จบแบบหักมุมกันเลยทีเดียว อูยย์

            เรื่องนี้ปรากฏเป็นที่แพร่หลายครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ.1968 ที่มหาวิทยาลัยอินเดียน่า ยูนิเวอร์ซิตี้ และยังเป็นเรื่องเล่าที่ได้รับความนิยมมาถึงปัจจุบัน โดยเป็นที่รู้จักทั้งฝั่งอเมริกาและเกาะบริติชเลยทีเดียว

 

            เรื่องที่ 2 – พี่เลี้ยงเด็กกับโทรศัพท์สายปริศนา (The Babysitter and the Man Upstairs)

           

            เรื่องเล่าลำดับต่อมา เป็นเรื่องที่โด่งดังมาตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 60 และได้รับความนิยมมากถึงขนาดพล็อตเรื่องถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์หลายต่อหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดที่มีคนนำพล็อตพี่เลี้ยงเด็ก ฯ นี้มาสร้างก็คือเมื่อปี ค.ศ.2008 ในชื่อเรื่องว่า Amusement

            พี่เลี้ยงเด็กกับโทรศัพท์สายปริศนาเป็นเรื่องราวของหญิงสาววัยใสที่รับจ๊อบพิเศษเป็นพี่เลี้ยงเด็กตามบ้าน(งานพิเศษยอดนิยมของวัยรุ่นที่นั่นเค้าละ) โดยเธอทำมาได้ระยะหนึ่งแล้วก็ไม่มีอะไรผิดปกติ จนกระทั่งในคืนวันหนึ่ง...

            พี่เลี้ยงเด็กของพวกเราต้องอยู่เลี้ยงเด็กสองคนที่พ่อแม่ไปทำธุระที่ต่างเมือง เธอจึงต้องอยู่เฝ้าบ้านและดูแลเด็กตลอดทั้งคืน ทีนี้หลังจากส่งเด็กๆ ขึ้นนอนหมดแล้ว เจ๊พี่เลี้ยงก็กลับลงมานั่งดูทีวีสบายใจเฉิบที่ห้องนั่งเล่นชั้นล่าง ผ่านไปไม่นานนัก เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

            หญิงสาวลุกจากโซฟารีบไปรับโทรศัพท์ ด้วยเกรงว่าจะเป็นพ่อแม่เด็กที่โทร.มาตรวจสอบความเรียบร้อย ทว่าเมื่อยกโทรศัพท์แนบหูแล้ว สิ่งที่เธอได้ยินกลับมีเพียงความเงียบ หลังพยายามพูดอยู่นานแต่ไม่มีเสียงตอบรับ เธอก็กระแทกหูวางสายไปและเดินกลับมานอนเอกเขนกดูทีวีต่อ โดยคิดว่ามันคงเป็นโทรศัพท์จากไอ้โรคจิตขี้เหงาสักคนที่โทร.มาป่วน

            ทว่าไม่กี่นาทีต่อมา เสียงโทรศัพท์เจ้ากรรมก็ดังขึ้นอีกครั้ง พี่เลี้ยงเด็กก็ลุกไปรับอย่างรำคาญ ครั้งนี้นอกจากความเงียบแล้ว เธอยังได้ยินเสียงหัวเราะแหบต่ำของชายคนหนึ่งแว่วเข้ามาอีกด้วย พอหญิงสาวถามว่า “นั่นใครน่ะ” ปลายสายกลับบอกว่า “ขึ้นมาดูเด็กๆ ซะบ้างสิ” และก็วางสายไป

            แทนที่จะเดินขึ้นไปดูเหล่าเด็กน้อยตามที่อีกฝ่ายบอก หญิงสาวกลับเลือกที่จะไม่สนใจและเดินมานั่งดูทีวีต่อ ผ่านไปอีกครู่ใหญ่ โทรศัพท์แปลกหน้าก็โทร.มาและกล่าวย้ำประโยคเดิมอีกหลายครั้ง จนกระทั่งพี่เลี้ยงเด็กสาวชักใจไม่ดี เธอโทรศัพท์แจ้งตำรวจ ตำรวจก็สั่งว่าถ้าโทรศัพท์แปลกหน้าโทร.มาอีกให้เธอพยายามยื้อสายให้นานหน่อยเพื่อที่พวกเขาจะได้แกะสัญญาณว่าปลายสายโทร.มาจากที่ไหน

            พี่เลี้ยงสาวทำตามที่ตำรวจแนะนำ พอโทรศัพท์แปลกหน้าโทร.มาอีกครั้ง เธอก็ยื้อสายจนกระทั่งตำรวจสามารถแกะรอยได้สำเร็จ เมื่อเธอวางสายจากไอ้โรคจิต ฝั่งตำรวจก็โทร.มาแจ้งทันทีด้วยความตื่นตระหนกว่า...โทรศัพท์แปลกหน้านั้น โทร.มาจากชั้นบนของบ้านที่เธอกำลังอยู่นั่นเอง!!!

            ด้วยความตกใจ พี่เลี้ยงสาวพลันกลายเป็นนางงามรักเด็กขึ้นมาในบัดดล แทนที่จะวิ่งหนีเอาตัวรอด เธอกลับวิ่งขึ้นบันไดไปยังห้องนอนของเด็กน้อยทั้งสอง เพื่อที่จะพบว่า ร่างของเหล่าหนูน้อยถูกฟันขาดเป็นชิ้นๆ อวัยวะเกลื่อนกระจายเต็มพื้น

            และมีฆาตกรโรคจิตถือมีดยาววาววับยืนรอคอยเธออยู่กลางห้อง?!

            คงไม่ต้องให้บอกใช่ไหมครับว่า เกิดอะไรขึ้นกับพี่เลี้ยงสาวของเราหลังจากนั้น

            โช๊ะ!

 

            เรื่องที่ 3 – เป็นคนก็เลียได้ (Humans Can Lick Too)

           

            เรื่องต่อไป เป็นเรื่องที่เหมาะสำหรับคนรักสุนัข(เอ รึจะไม่เหมาะหว่า?) ยังคงเป็นอีกเรื่องที่มีเค้าลางว่าต้นกำเนิดอยู่ที่เมืองอินเดียน่า สหรัฐอเมริกา เพราะที่นั่นเล่ากันแพร่หลายสุด

            มันเป็นเรื่องในคืนวันหนึ่งที่เด็กสาวนามสมมติว่าเบลล่าต้องอยู่บ้านเพียงคนเดียวเพราะพ่อแม่ไปทำธุระที่ต่างเมือง(อีกแล้ว) โดยเบลล่ามีเพื่อนเป็นเจ้าตูบสี่ขานอนอยู่ใต้เตียงให้พออุ่นใจ เมื่อปิดไฟเข้านอน เธอก็เปิดวิทยุฟังและพบว่ามีรายงานข่าวด่วนเรื่องฆาตกรโรคจิตแหกคุกและมันหนีมาแถวบ้านเธอ เดือดร้อนให้ต้องรีบลุกขึ้นมาตรวจเช็กประตูหน้าต่างว่าลงกลอนเรียบร้อยดีหรือไม่ เมื่อไม่มีอะไรผิดปกติ เบลล่าก็กลับมานอนและผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว

            แต่กลางดึกคืนนั้น เด็กสาวก็ต้องสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงเหมือนน้ำหยดดังติ๋งๆ ตลอดเวลา เธองัวเงียลุกขึ้นไปดูที่ห้องน้ำ คิดว่าคงปิดหัวก๊อกไม่สนิทเป็นแน่แท้ แต่พอเข้าไปดูก็พบว่าก๊อกน้ำปิดสนิทดี เบลล่าจึงได้แต่เกาหัวแกรกๆ และโซเซกลับมานอน โดยนอนในท่าหันตะแคงข้างปล่อยมือข้างหนึ่งห้อยลงมาข้างเตียง พลันนิ้วก็รู้สึกเย็นด้วยมีลิ้นของเจ้าหมาใต้เตียงยื่นมาเลียแผล็บๆ

            เธอนอนให้หมาเลียมืออยู่อย่างนั้น หูก็ฟังเสียงน้ำหยดติ๋งๆ ต่อไปเรื่อยๆ ก่อนจะผล็อยหลับไปอีกครั้งในที่สุด

            แต่พอรุ่งเช้าเมื่อเบลล่าตื่นขึ้นมาก็ต้องแทบช็อกตายด้วยความพรั่นพรึง เธอพบศพสุนัขของตัวเองถูกตัดหัวทิ้งอยู่ในตู้เก็บของและมีโน้ตสั้นๆ เขียนเอาไว้ให้ดูต่างหน้าว่า

            “เป็นคนก็เลียได้”

            ออกแนวสยองโหดเนอะเรื่องนี้ บรื๋อย์

 

            เรื่องที่ 4 – ดีใจไหมที่ไม่เปิดไฟ? (Aren't You Glad You Didn't Turn on the Light?)

           

            ในปัจจุบัน เรื่องเล่าต่อไปนี้กลายเป็นตำนานของเหล่า “เด็กหอ” ไปแล้วในฝั่งอเมริกา พูดได้เลยว่าถ้าใครเป็นนักศึกษาที่ต้องนอนหอพักของทางโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย หากไม่รู้จักเรื่องนี้ก็คงจะเชยเกินไปแล้ว

            ดีใจไหมที่ไม่เปิดไฟ เป็นเรื่องของรูมเมทสองคนที่คนหนึ่งรักเรียน ส่วนอีกคนรักเที่ยว เราจะสมมติว่าทั้งสองคนชื่อลำดวนกับลำยอง(เฮ้! อย่าจริงจังน่า มันแค่ชื่อสมมตินี่นา) ลำดวนเป็นเด็กรักเรียนมาก ยิ่งโดยเฉพาะยามที่ใกล้จะถึงวันสอบเข้าไปทุกทีด้วยแล้ว เธอจะหมกตัวอยู่กับกองตำราและท่องจำข้อมูลต่างๆ ให้จำขึ้นใจมากที่สุด ส่วนเพื่อนซี้ของเธออย่างลำยองนั้น เรียกได้ว่าเป็นทุกสิ่งที่อยู่ด้านตรงกันข้ามกับลำดวนก็ว่าได้

            และในการสอบปีนี้ก็เช่นกัน

            ทั้งๆ ที่รู้ว่าวันรุ่งขึ้นจะมีสอบ แต่ลำยองก็ยังรับคำเชิญไปปาร์ตี้กับหนุ่มสุดฮอตในมหาวิทยาลัย ทิ้งให้ลำดวนผู้รักเรียนอยู่ท่องตำราเหงาๆ เพียงคนเดียวที่หอพัก ลำยองกินดื่มอยู่จนถึงตีสอง ก็โซเซกลับห้องมาในสภาพเมาปลิ้น แต่ถึงกระนั้นจิตสำนึกยังมีอยู่บ้าง เธอเลือกที่จะไม่เปิดไฟเมื่อเข้าห้องเพราะกลัวลำดวนจะตื่น ลำยองเดินฝ่าความมืดไปนอนที่เตียงของตัวเอง หลับคร่อกด้วยความเมาจนถึงเช้า ต่อเมื่อแสงแดดแยงตานั่นแหละถึงได้สะดุ้งตื่นขึ้นมาตาลีตาเหลือกเพราะนึกได้ว่ามีสอบ

            แล้วลำยองก็ต้องแปลกใจมากเมื่อเหลือบไปพบว่าที่เตียงข้างๆ ลำดวนยังคงนอนคลุมโปงอยู่ สงสัยว่าเมื่อคืนจะอยู่ท่องตำราจนดึกแหงๆ ลำยองคิดขณะเดินไปเลิกผ้าห่มออกจากตัวเพื่อน หวังปลุกให้ตื่นเพื่อช่วยเธอเตรียมตัวเข้าสอบ

            แต่ลำยองก็มีอันกรี๊ดลั่นเพราะสิ่งที่เจ๊แกพบอยู่ใต้ผ้าห่มคือร่างไร้ลมหายใจของลำดวนที่ผ่านการทรมานอย่างสาหัสสากรรจ์โดยฆาตกรจิตวิปริต

            และบนกำแพงเหนือหัวเตียงมีเลือดเขียนเอาไว้เป็นตัวอักษรว่า

            “ดีใจไหมที่ไม่เปิดไฟ?”

            ดีใจไม่ดีใจไม่รู้ ผู้เขียนรู้แต่ว่าการที่ไม่ได้คร่ำเคร่งกับตำรามากเกินไป มันก็ทำให้เรารอดตายได้เหมือนกันนิ

 

            เรื่องที่ 5 – สุภาพสตรีในชุดขาว ( White Lady )

           

            สุภาพสตรีในชุดขาวคือหนึ่งในเรื่องเล่าที่มีความเป็นมายาวนานมากที่สุดเรื่องหนึ่งบนโลก ปรากฏในบันทึกทางประวัติศาสตร์ครั้งแรกตั้งแต่สมัยยุคกลางที่กล่าวถึงดวงวิญญาณของหญิงสาวในชุดขาวที่ไม่ว่าไปปรากฏตัวในบ้านใคร บ้านนั้นจะต้องมีคนเสียชีวิตในภายหลังร้อยเปอร์เซ็นต์ ลักษณะจะคล้ายผีแบนซีผู้โด่งดังหน่อย

            แต่ตำนานของสุภาพสตรีในชุดขาวยังไม่จบอยู่แค่นั้น ดูเหมือนว่าความน่ากลัวของเธอจะแพร่หลายขจรขจายไปไกลข้ามคาบมหาสมุทรและส่งผลให้เกิดการต่อยอดเป็นตำนานพื้นบ้านของท้องถิ่นนั้นๆ หลายสิบเรื่อง

            ดั่งตัวอย่างที่ผู้เขียนจะหยิบยกมาพอเป็นน้ำจิ้มสักสองสามเรื่องต่อไปนี้

            ที่โรงแรม Old Mill Hotel ในเมืองมาเทอร์เวลล์ สหราชอาณาจักร เป็นที่เลื่องลือไปทั่วถึงเรื่องราวของดวงวิญญาณสุภาพสตรีในชุดขาวที่สิงอยู่ในห้องพักของโรงแรม ประวัติความเป็นมามีอยู่ว่าในตอนที่หญิงสาวผู้นี้มีชีวิต เธอกำลังเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวเข้าพิธีวิวาห์กับชายหนุ่มที่เธอรัก งานแต่งนั้นจะมีการจัดเลี้ยงฉลองกันที่โรงแรมแห่งนี้  แต่พอถึงวันงาน หญิงสาวกลับต้องเป็นม่ายขันหมากแต่งชุดเจ้าสาวรอเก้อเพราะเจ้าบ่าวไม่มาตามนัด โดยในภายหลังมีคนพบว่าเจ้าบ่าวถูกฆ่าตายระหว่างเดินทางมาโรงแรม หญิงสาวเสียใจมาก จึงฆ่าตัวตายตามและกลายเป็นผีเฝ้าโรงแรมมานับแต่นั้น

            ที่ปราสาท Castle Huntly ในสก็อตแลนด์ มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสุภาพสตรีในชุดขาวอยู่หลายแบบ แต่แบบที่แพร่หลายมากที่สุดคือเรื่องราวของคุณหนูเจ้าของปราสาทที่หลงรักกับคนรับใช้ เมื่อถูกพวกท่านพ่อท่านแม่จับได้จึงโดนจับขังในยอดหอคอยเป็นการทำโทษ เธอทนทรมานกับความรักที่ไม่สมหวังไม่ได้ จึงกระโดดลงมาจากหน้าต่างหอคอยและกระแทกพื้นตายคาที่ ส่งผลให้กลายเป็นผีสิงหอคอยมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เลยนั่น

            ข้ามมาทางฝั่งอเมริกา ที่นี่จะมีตำนานสุภาพสตรีในชุดขาวที่ออกแนวดราม่าอยู่สักหน่อย อาทิเช่นเรื่องราวของสุภาพสตรีในชุดขาวกับป้ายฮอลลีวู้ดอันโด่งดังที่เมืองแคลิฟอร์เนีย จุดเริ่มต้นอยู่ที่ปี ค.ศ. 1932 เมื่อหญิงสาวนามว่าเพ๊ก เอนทวิสเทิ้ล (Peg Entwistle) ปีนขึ้นไปบนตัวอักษร H ของป้าย Hollywood และกระโดดฆ่าตัวตายเพราะผิดหวังกับอาชีพนักแสดง ต่อมามีคนเห็นดวงวิญญาณของเธอวนเวียนอยู่แถวๆ ที่เสียชีวิตโดยสวมชุดสีขาว หากใครเข้าไปทัก เธอก็จะหันหน้ากลับมาในลักษณะที่มีแต่หัวกะโหลก นัยน์ตาสองข้างเป็นสีขาวราวหิมะ แต่ใบหน้ากับดำปิดปี๋เหมือนขี้เถ้า

ใครเจอเข้าไปแบบนี้ไม่วิ่งก็ถือว่าแปลกละคร้าบ

 

            เรื่องที่ 6 ผีโบกรถ (The Vanishing Hitchhiker)

           

            ในที่สุดเรื่องเล่าของเราก็ดำเนินมาถึงเรื่องสุดท้าย ต้องบอกก่อนว่าเป็นเรื่องผีระดับสากลที่แม้แต่ในประเทศไทย ก็มีเรื่องเล่าทำนอง ผีโบกรถ เช่นนี้ให้ฟังอยู่บ่อยๆ แต่ผู้เขียนไม่ทราบว่าจะได้รับอิทธิพลอะไรมาจากเรื่องเล่าของฝรั่งหรือไม่ ต้องขอเชิญให้ท่านผู้อ่านใช้วิจารณญาณตัดสินกันเองนะจ๊ะ

            ผีโบกรถ กล่าวถึงชายหนุ่มคนหนึ่งขับรถมาในถนนเส้นหนึ่ง มันเป็นคืนเดือนมืด สองข้างทางที่แสนเปลี่ยววิเวกไม่มีอะไรให้เห็นนอกจากสุมทุมพุ่มไม้ทึบทะมึน แต่เมื่อรถแล่นต่อไปเรื่อยๆ แสงไฟหน้ารถก็สาดกระทบร่างของหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งยืนโบกรถด้วยใบหน้าซีดเซียวอยู่ข้างถนน

            ชายหนุ่มผู้ใจดีชะลอรถเข้าไปจอดเทียบและเชิญให้หญิงสาวขึ้นมาโดยสารบนรถ หญิงสาวเข้ามานั่งทางเบาะหลังของคนขับ ชายหนุ่มถามว่าเธอจะไปไหน หญิงสาวก็กระซิบตอบจุดหมายของเธอด้วยเสียงอันแผ่วเบาคล้ายคนหมดแรง ชายหนุ่มพบว่าเป็นทางผ่านของเขาพอดี จึงอาสาไปส่งให้ถึงหน้าบ้าน

            แต่แล้ว ระหว่างการเดินทาง ชายหนุ่มนึกแปลกใจที่ชวนพูดคุยเท่าไหร่หญิงสาวก็ไม่คุยด้วย ส่องกระจกมองหลังก็มองไม่เห็นเสียแล้ว เขาคิดว่าเธอคงเอนตัวพิงประตู ก็เลยเหลียวศีรษะกลับไปมองด้วยเป็นห่วงว่าเธอเป็นอะไรหรือเปล่า แต่ชายหนุ่มกลับพบว่าบนเบาะหลังของเขาว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดอยู่ทั้งสิ้นนอกจากผ้าพันคอผืนหนึ่ง

            ด้วยความเป็นคนจิตแข็ง ชายหนุ่มสามารถข่มความหวาดกลัวขับรถไปถึงบ้านที่เป็นจุดหมายปลายทางของหญิงสาวได้อย่างปลอดภัยในอึดใจต่อมา เขาลงไปเคาะประตูเรียกคนในบ้านมาสอบถามว่าในครอบครัวเคยมีผู้หญิงลักษณะแบบที่เขาเพิ่งพบเจอหรือไม่ พอถามเพียงเท่านั้น เจ้าของบ้านก็ถึงกับร้องอ๋อและบอกว่า

            นั่นเป็นวิญญาณลูกสาวผมเองแหละ เธอจะปรากฏตัวในจุดที่เธอโดนรถชนเพื่อขอโบกรถกลับบ้านแบบนี้ทุกปี เธอจะทำแบบนี้เฉพาะในวันครบรอบวันตายของตัวเองเท่านั้น ซึ่งมันก็คือคืนนี้พอดี

            และเมื่อชายหนุ่มได้นำผ้าพันคอที่พบในรถให้เจ้าของบ้านดู เจ้าของบ้านก็บอกว่านี่เป็นผ้าพันคอที่สัปเหร่อสวมใส่ให้ลูกสาวเขาในวันฝังศพและไม่รู้เหมือนกันว่ามันออกมาจากหลุมฝังศพลูกสาวของเขาได้อย่างไร...

            เรื่องเล่า ผีโบกรถ เรื่องนี้มีนักเขียนมากมายนำไปบันทึกไว้ในหนังสือของตน อาทิเช่น อัลวิน สจ๊วตซ์ (Alvin Schwartz) ในหนังสือ More Scary Stories to Tell in the Dark หรือที่โด่งดังมากก็คือแจน ฮาโรล์ด บรันแวนด์ (Jan Harold Brunvand) ในหนังสือ The Vanishing Hitchhiker ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1981

            คาดการณ์กันว่า เรื่องเล่าผีโบกรถมีอายุยืนยาวไม่แพ้เรื่องอื่นๆ สังเกตได้จากมีการทำละครทีวี รวมถึงการแต่งเพลงเกี่ยวกับผู้โดยสารผู้ลึกลับ(หรือคนขับผีในการดัดแปลงบางฉบับ) ตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 40 เป็นต้นมา โดยเพลงที่โด่งดังส่วนมากมักจะเป็นเพลงคันทรี่ย์ ร็อคเสียส่วนใหญ่ ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือเพลง Hold On It's Coming ของคันทรี่ย์ โจ แม็คโดนัลด์ (Country Joe McDonal) นักร้องนำวงไซเคเดลิก ร็อคยุคบุกเบิก Country Joe and the Fish หรือถ้าอยากฟังแบบทันสมัยขึ้นมาอีกนิดก็ต้อง I Guess It Doesn't Matter Anymore ของวง Blackmore's Night แห่งอดีตมือกีต้าร์วง Deep Purple ริชชี่ แบล็คมอร์ เป็นเพลงที่อยู่ในอัลบั้ม Village Lanterne ซึ่งวางจำหน่ายเมื่อปี ค.ศ. 2006  ลองหาฟังดูนะครับ รับประกันความไพเราะโดยผู้เขียนเอง ฮ่าๆ

 

            เป็นอย่างไรบ้างครับกับทั้งหกเรื่องที่ผู้เขียนคัดเลือกมา? ถ้าอ่านทั้งหกเรื่องจบแล้ว หากท่านผู้อ่านท่านใดอยากหยิบยกไปเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง และอาจจะปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางอย่างเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศไทยๆ ของเราบ้าง ก็ถือว่าไม่ผิดกติกาแต่อย่างใดครับผม

 

 

 

 

Home Page : Magazine : Pocket Book : Promotion : Webboard : Contact Us : Customer Service
Copyright © 2010 Tuay Toom & P.Vatin Publication Company Limited.