http://ebooks.in.th/heretic/

Homepage > เรื่องเด่น ต่วย'ตูน พิเศษ > Weird Warfare อาวุธ&ยุทธการคาดไม่ถึง 1
 

Weird Warfare อาวุธ&ยุทธการคาดไม่ถึง  1


            นับตั้งแต่โลกมีการต่อสู้ ไม่ว่าจะโดยชนเผ่า หรือสู่ยุคต่อมาเมื่อเกิดนครรัฐ จนกระทั่งการรบประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่เพื่อต่อสู้แย่งชิงดินแดน อาวุธถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ รุนแรง น่ากลัว สร้างความพินาศได้อย่างที่ไม่อาจคาดคิด จากยุคหินที่ลากไม้กระบองจนถึงปรมาณู อาวุธพัฒนาความรุนแรงไม่หยุดยั้ง แต่ที่โลกไม่ค่อยได้รู้คืออาวุธประหลาดและแผนการที่สุดแสนพิลึกเกิดขึ้นจริงที่ อาทิเช่น แมวที่ถูกดัดแปลงเป็นเครื่องดักฟัง ระเบิดที่ทำจากค้างคาว สุนัขวางระเบิด รถถังที่ใหญ่ยักษ์จนไม่น่าจะมีอะไรทำลายได้ บอลลูนระเบิดข้ามมหาสมุทร อาวุธและแผนการรบเหล่านี้บางสิ่งประสบความสำเร็จ แม้จะระดับหนึ่งเท่านั้น และบางชิ้น อืมม์ ก็พังพาบตั้งแต่ยังไม่ออกสู่สนามรบ ผมจะพาท่านผู้อ่านไปพบกับสิ่งประดิษฐ์สุดบรรเจิดเหล่านี้กัน

            สิ่งแรกขอเริ่มเบาๆ ไปพบความแปลกประหลาดยากที่สมองอย่างเราจะคาดถึง นั่นคือเรือบรรทุกเครื่องบินน้ำแข็ง

            ในปัจจุบัน เรือบรรทุกเครื่องบินลำใหญ่สุดเท่าที่ออกแบบมามีขนาดยาวกว่า1,000ฟุต หุ้มด้วยเกราะหนากว่า 8 นิ้ว บรรทุกเครื่องบินรบได้ราว 70ลำ ทว่ามันเล็กกระติ๋วเดียวไปเลยเมื่อเทียบกับเรือบรรทุกที่สร้างจากน้ำแข็ง อันมาจากมันสมองของนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษที่ชื่อ จีออฟเฟรย์ ไพค์ ในเวลาปกติเขามีอาชีพหลักเป็นนักประดิษฐ์ และมีงานนอกเป็นสายลับในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒

            เขามีเหตุผลง่ายนิดเดียวที่จะสร้างเรือบบรรทุกขึ้นจากน้ำแข็ง คือช่วงเวลานั้นเหล็กเป็นของหายาก และน้ำแข็งสามารถลอยน้ำได้ น้ำเป็นของแปลก เมื่อแข็งตัวมันจะเบากว่าตอนสถานะของเหลว

          แต่น้ำแข็งนั้นมีโครงสร้างเป็นผลึก กรอบและร่วนง่าย พินาศได้ด้วยแรงอัดจากระเบิด

            ทว่าเขามีสูตรลับแล้วในใจ

            โดยเสริมโครงสร้างของน้ำแข็งด้วยสิ่งที่อภิมหาโคตะระอัศจรรย์ สิ่งนั้นคือ ขี้เลื่อย !    

            เมื่อเรานำทั้งสองสิ่งมาฟิซเจอร์ลิ่งกัน ด้วยอัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่ง คุณสมบัติที่ได้จะแกร่งกว่าคอนกรีต สามารถทนแรงการโจมตีได้ ไพค์เรียกสิ่งนั้นว่า ไพกรีต(Pykrete)

            ลอร์ด หลุยส์ เมาท์แบตเท่น ที่เป็นหัวหน้าในปฏิบัติการณ์คอมไบน์ตื่นเต้นกับแนวความคิดนี้มาก เขารีบนำตัวอัจฉริยะของเราพร้อมไพกรีตก้อนหนึ่งไปยังบ้านพักของวินสตัน เชอร์ชิลทันที แต่ท่านนายกฯอังกฤษกำลังอาบน้ำอยู่ ทั้งสองเดินเข้าไปในห้องอาบน้ำ และหย่อนเจ้าก้อนไพกรีตลงในอ่างที่เชอร์ชิลนอนแช่

            ไม่น่าเชื่อ น้ำอุ่นที่เชอร์ชิลนอนแช่ไม่สามารถทำให้ก้อนไพกรีต ที่มีส่วนประกอบระหว่างก้อนน้ำแข็งกับขี้เลื่อยละลายได้เมื่อผ่านไปครึ่งชั่วโมง เพราะหนึ่งในฉนวนธรรมชาติที่ดีที่สุดของโลกอย่างหนึ่งก็คือไม้ เส้นทางเดินของความร้อนถูกตัดขาด ขี้เลื่อยจะทำหน้าที่เสมือนผ้าห่มกักความเย็นให้คงทน

            เชอร์ชิลประทับใจกับนวัตกรรมนี้มาก จัดการเปิดประชุมเร่งด่วนกับกองทัพสหรัฐฯ เขายิงกระสุนปืนพกใส่ก้อนที่ว่า ลูกปืนพุ่งด้วยความเร็ว ๔๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง มันสามารถทำให้เหล็กเป็นรูได้สบายๆ ในระยะ ๑๐๐เมตร...

             แต่ดันเจาะไพกรีตไม่ได้

            กระสุนสะท้อนราวกับในการ์ตูน กระเด้งออกไปเฉียงกางเกงของท่านนายพล และทำให้ผนังเป็นรู

            ค.ศ. ๑๙๔๒ โครงการเดินหน้าเต็มที่เพื่อประสิทธิภาพของฝ่ายสัมพันธมิตร ทัพเรืออยากได้ตัวเรือที่มีความหนา ๔๐ ฟุตเพื่อต้านทานแรงตอปิโด กองทัพอากาศอยากได้ดาดฟ้าเรือที่มีความยาว ๒,๐๐๐ ฟุต สำหรับเครื่องบินทิ้งระเบิดหนัก และหน่วยนั่นนี่โน่นอยากได้อะไรๆ อีกมากมาย

          จินตนาการของไพค์สุดน่าทึ่ง ขนาดของมันเมื่อเสร็จจะใหญ่กว่าตึกเอ็มไพร์ สเตท

            ทว่าพวกเขาลืมไปสิ่งหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่ใกล้ตัวจนมองไม่เห็น นิดเดียวเท่านั้นเอง

            การจะสร้างเรือยักษ์ลำนี้ พวกเขาจะต้องมีโรงทำความเย็นที่ขนาดมหึมา เพื่อทำให้ไพกรีตลบถึง๒๒องศาฟาเรนไฮต์ แล้วโรงทำความเย็นหรือโรงทำน้ำแข็งนี้จะสร้างจากอะไรถ้าไม่ใช่เหล็ก มันต้องใช้เหล็กจำนวนมากกว่าที่จะสร้างเรือเหล็กเสียอีก

            แผนการจึงล้มเลิกอย่างง่ายดาย

            ว๊า จบซะงั้น

           

            ช่วงสงครามเย็น ช่วงเวลาแห่งความตรึงเครียด ทุกคนในยุโรปต่างหวาดกลัวการจู่โจมจากทัพแดงของรัสเซีย การจะโจมตีก่อนก็ดูจะใช่เรื่อง ทุกฝ่ายเห็นมานักแล้วในความสูญเสียของสงคราม ทางที่ดีที่สุดคือการป้องกัน จึงได้เกิดปฏิบัตการหนึ่งที่สุดแสนจะครีเอทที่ชื่อว่า ปฏิบัติการบลู พีค็อก(Blue Peacook)

          โลกเสรีคิดว่าพวกเขาน่าจะมีแนวป้องกันไว้ตามชายแดนเยอรมันตะวันออกกับเยอรมันตะวันตก โดยคิดจะฝังอาวุธนิวเคลียร์ไว้ ใช้ระบบไฟฟ้าเป็นตัวควบคุม แต่ในฤดูหนาวที่แสนทรมาน เครื่องควบคุมอัตโนมัตินั้นไม่สามารถทำงานได้ จึงเกิดความคิดทำให้มันอุ่นขึ้น

            ถุงน้ำร้อนไม่ใช่คำตอบที่ดีนัก พวกเขาสุมหัวกันนึกถุงไปร้อยแปด แล้วเจ้าไก่กุ๊กๆก็แวบเข้ามาในหัว

            พวกเขาจะให้มันล้อมระเบิด !

            แนวความคิดนี้มาจากที่ว่า ไก่เป็นสัตว์ที่เลือดอุ่น ความร้อนโดยเฉลี่ยในร่างกายมันอยู่ที่ ๑๐๗องศาฟาเรนไฮต์ถ้าเราจับไก่ ๗๐ตัวมาไว้รวมกันในกล่อง อุณหภูมิร่างกายพวกมันจะเพิ่มขึ้นถึง ๘องศาฟาเรนไฮต์

            แต่... แต่ในเมื่อเราจะไปปล่อยพวกมันไว้ตามแนวพรมแดน แล้ววิธีไหนล่ะจะให้มันมีชีวิตรอด เอาอาหารไปให้ทำทีว่าเลี้ยงไก่ในแนวตึงเครียดงั้นหรือ? แน่ใจได้อย่างไรว่าไก่จะไม่จิกระเบิด ?

            ว๊า แผนการป้องกันโลกเสรีพับไปอีกแล้ว

           

            ยังอยู่ในแนวคิดสุดบรรเจิดที่เกี่ยวข้องกับสัตว์

            ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่ทัพนาซีย่ำเดินตามพรมแดนตะวันออก ในสมัยนั้นรถถังถือว่าเป็นปัจจัยในการรบที่สำคัญซึ่งไม่เหมือนกับโลกปัจจจุบัน ที่รถถังอาจโดนยิงจากระยะไกล หรือโดนเก็บจากเครื่องบินล่องหนได้ รัสเซียรู้จักพิษสงของรถถังแพนเซอร์ในกำมือฮิตเล่อร์ดี พวกมันทำลายล้างศัตรูได้มากมาย และถือว่าเป็นปรากฎการณ์ของการรบ

            หลังรัสเซียครุ่นคิดเนิ่นนาน พวกเขาเห็นว่าวิธีการจะทำลายรถถังนั้นง่ายแสนง่าย คือเอาระเบิดไปไว้ใต้ท้องรถ พวกเขาต้องการระบบนำวิถีที่มีความเร็วประหนึ่งการทำงานสายฟ้าฟาด ปราดเปรียว ฉลาดเฉลียว

            อีวาน พาฟลอฟ ใช้เทคนิคที่เรียกกันว่า แรงเสริมทางบวกมาใช้ในการฝึกม๊ะหมา ใช่แล้ว สุนัขคือสิ่งที่เขาต้องการโดยด่วน ในการฝึกทุกครั้งเจ้าตูบจะได้รับการโอบกอดและให้รางวัล รัสเซียฝึกให้สุนัขของพวกเขาวิ่งเข้าใต้รถถัง หย่อนระเบิดไว้ แล้วกลับมาใหม่ มันจะต้องดูรถถังต้องวิ่งไปตามคำสั่ง ต้องวิ่งให้เร็ว วิ่งให้เร็ว และมุดลงใต้ท้องรถ

            สุนัขจะถูกคาดระเบิดหนัก ๒๖ปอนด์ไว้บนหลัง ฝึกให้มันดึงและปลดออกจากร่าง ในเวลาไม่นานมันจะสามารถงับและดึงสายได้เอง เท่านั้น ระเบิดก็จะไปนอนอยู่ใต้ท้องรถถังฝ่ายข้าศึก จะไปยากอะไร

            แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่ามันจะกระตุกสายและปลดระเบิดออกได้ถูกที่ถูกเวลา ?

            ในการนำมาใช้จริงครั้งแรก สุนัขวิ่งไปใต้ท้องรถถังจริง และวิ่งกลับมาได้จริง แต่สิ่งที่จริงยิ่งกว่านั้นคือบนหลังมันยังมีระเบิดติดมาด้วย และระเบิดยังทำงานจริง

            และที่น่าตลกฝุดๆ คือพวกเขาฝึกมันกับรถถังรัสเซียที่ใช้น้ำมันดีเซล แต่ของเยอรมันนั้นใช้เบนซิน รู้ทั้งรู้แต่ลืมคิดไป ว่าสุนัขนั้นมองโลกผ่านจมูก เมื่อมันวิ่งไปแล้วไม่ได้กลิ่นรถถังแบบที่เคยได้รับการฝึกมา มันสับสน จึงกลับมาพร้อมระเบิดที่ยังทำงาน

            บึ้ม!

          ในสมรภูมิรบที่เคิร์ค (Kurse) สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๔๓ เจ้าสุนัขเหล่านั้นสามารถทำลายรถถังแพนเชอร์ฝ่ายเยอรมันได้ ๑๒ คัน ซึ่งทำให้รถถังของเยอรมันเหลือเพียง...๒,๔๘๘ คัน (เท่านั้นเองเรอะ)

            ไม่มีบันทึกว่ารัสเซียเสียรถถังเพราะเจ้าปุกปุยของตนเองไปเท่าไหร่

            เพราะกลิ่นจริงๆ...

            บึ้ม !

 

            ระหว่างทศวรรษ๑๙๕๐ มีนักคิดเรื่องอาวุธสงครามหัวดีคิดถึงอาวุธขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพสูง  เราอาจนึกถึงอะไรได้มากมาย แต่คงไม่ได้นึกถึงแมลงตัวเล็กๆอย่างยุง

            ยุงลายบ้านคือยุงมรณะที่เป็นพาหะของพิษไข้เหลือง สหรัฐฯ หวั่นเกรงแบบคนวิตกจริตว่ารัสเซียจะใช้มันในการรบ พวกเขามองว่ามันคืออาวุธชีวภาพดีๆนั่นเอง คนหนึ่งในสามที่โดนยุงกัดจะตาย รัสเซียอาจนำยุงที่มีโรคไปปล่อยในดินแดนข้าศึกนั่นก็คือพวกเขา หวังว่าให้ตายกันกราดเกลื่อน วิธีเดียวที่จะรู้ได้ว่ามันมีอานุภาพเพียงใดนั่นคือทดลอง

            ปฏิบัติการณ์ บิ๊ก บัซ จึงเกิดขึ้น ทว่าไม่ใช่กับศัตรู...

            พฤษภาคม ปี ๑๙๕๕ พลเมืองที่แสนดีของรัฐจอร์เจียไม่รู้มาก่อนเลยว่า พวกเขาจะป็นส่วนหนึ่งในการทดลองที่ร้ายกาจที่สุดของการทดลองกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ใช่แล้ว สหรัฐฯทดลองในบ้านตนเอง

            ขณะที่นอนหลับใหลบนที่นอนไม่รู้เรื่องราว ยุงกว่าสามแสนตัวได้กระจายไปทั่วรัฐ พวกมันไม่มีเชื้อไข้เหลืองแต่อย่างใด เป้าหมายการทดลองครั้งนี้เพื่อดูว่ารัศมีการบินไปได้ไกลแค่ไหน ผลคือมันสามารถบินกระจายเป็นรัศมีราวครึ่งไมล์ การทดลองนี้ทำให้เห็นว่าการโจมตีด้วยยุงมีความเป็นไปได้ อาวุธชีวภาพชนิดนี้มีความเป็นไปได้ที่จะถูกรัสเซียใช้งาน

            แต่จนแล้วจนรอดปฏิบัติการณ์นี้ก็เกิดขึ้นครั้งเดียวเท่านั้นนั่นคือบนแผ่นดินของอเมริกาเอง

 

            เรื่องต่อไปนั้นอาจเหลือเชื่อ แต่เราขอรับรองว่ามันจริงล้านเปอร์เซ็นต์ มันได้เกิดขึ้นแล้วในสงคราม

            มีคำถามว่า หากคุณอยู่ในสงคราม และถูกล้อมอยู่ในแดนข้าศึก คุณจะขอความช่วยเหลือพรรคพวกยังไง ? นี่คือคำถามสำหรับหน่วย ยูเอส 77 ซึ่งติดอยู่ในป่าของฝรั่งเศสช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ ขณะนั้นถือเป็นกองกำลังที่สาบสูญ สูญหาย แจ้งตาย จำหน่ายออกจากออกทัพอะไรประมาณนั้น พวกเขาถูกล้อมโดยทหารเยอรมัน ทว่าไม่มีใครในฝ่ายเดียวกันล่วงรู้เลยในชะตากรรมที่เกิดขึ้น

            น่าเศร้า

            ในสถานการณ์ที่เป็นปกติ การสื่อสารคือวางสายไฟหรือสื่อสารกันทางโทรศัพท์ แต่ในตอนนั้นมันไม่ใช่ ความหวังเดียวที่มีในมือคือการสื่อสารทางอากาศอย่างนกพิราบ พวกมันเกิดมาพร้อมกับเข็มทิศธรรมชาติในตัวเอง สามารถบินไปตามสนามอแม่เหล็กของขั้วโลกได้ สิ่งนี้เกิดมาจากเซลล์พิเศษที่มีแม่เหล็กขนาดจิ๋ว ในกรณีของนกอาจอยู่ได้ทั้งที่สมองและจงอกปาก

            ในสงครามโลกครั้งที่๑ นกพิราบเป็นที่นิยมในการสื่อสารส่งข้อความระยะไกล แน่นอน ศัตรูรู้และสอยมันร่วงนักต่อนัก นักรบมีปีกของหน่วยยูเอส77 ถูกจับได้ตัวแล้วตัวเล่าจนท้ายสุดเหลือเพียงตัวเดียว ! ตัวเดียวที่มีชื่อว่า เชอร์ อามี (Cher Ami) หรือในพากษ์ฝรั่งเศสที่แปลว่า เพื่อนรัก

            เชอร์ อามี ถูกส่งออกจากมือของนายพล จอห์น เจ. เพิร์ชชิ่ง มันคือความหวังสุดท้าย เชอร์ อามีบินข้ามผ่านเขตสังหารโดยถูกยิงที่อก ตาบอดไปหนึ่งข้างจากกระสุนปืนที่เฉี่ยว ขามันยังคงห้อยอยู่ได้ด้วยเส้นเอ็น หัวใจที่แกร่งเท่านั้นที่นำมันไปถึงกองบัญชาการสหรัฐฯ

            ฟังดูน่าเหลือเชื่อ...

            กองกำลังที่สาบสูญจึงได้รับการช่วยเหลือในเวลาต่อมา ช่วยเหลือทหารไว้ทั้งหมด ๑๙๔ ชีวิต

            เชอร์ อามี ได้รับการติดขา และถูกประกาศให้เป็นวีรบุรุษสงครามของสหรัฐอเมริกา

            เช่นเดียวกับ กุสตาฟ นกพิราบที่ถูกไปเพื่อบินไปแจ้งข่าวการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี มันบินเป็นระยะทาง ๒๔๐ กิโลเมตรเพื่อส่งข่าวให้กับนักข่าว มอนเทค เทเลอร์ บินผ่านแนวปะทะ แน่นอน ใครเห็นนักพิราบย่อมรู้ทันทีว่าตัวมันมีสาร แต่มันรอดไปได้

            และเศร้ายิ่งกว่านิยายทมยันตี

            กุสตาฟมีชีวิตรอดถึงหลังสงคราม แต่ตายเพราะคนที่ไปทำความสะอาดรังมันเกิดนั่งทับตัวมันเข้า

            ณ เมือง Lilly ประเทศฝรั่งเศสเอง ก็มีอนุสาวรีย์เพื่อรำลึกถึงนกพิราบกว่าสองหมื่นตัวที่ตายในสงคราม

          มีรางวัลหนึ่งชื่อ ดิ๊กกินส์ เมเดิ้ล ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้สัตว์ที่กล้าหาญ ริเริ่มโดยนางมาเรีย ดั๊กกิ้นส์ผู้ก่อตั้งมูลนิธิช่วยเหลือสัตว์ป่าแห่งราชอาณาจักร สัตว์ที่ได้รับรางวัลนี้มากที่สุดคือนกพิราบ รองลงมาคือสุนัข ม้า และแมวเหมียว

 

ก่อนที่สงครามจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบเช่นปัจจุบัน ก่อนหน้านั้นสนามรบโดดเด่นด้วยอาวุธสำคัญสองประเภท รถถังและเครื่องบิน มีแนวความคิดท่าจะนำทั้งสองอย่างเข้าผสานกัน หากมันสำเร็จในยุคนั้น ก็จะเป็นอาวุธที่วิเศษสุด เรียกได้ว่าโอกาสครองโลกมีสูงไม่น้อย

                    แต่แน่นอนว่ามันหนีไม่พ้นปัญหาขั้นพื้นฐานนิดเดียว รถถังหนัก มันถูกสร้างขึ้นเพื่อให้มีผิวที่ทึบตัน ขณะที่เครื่องบินนั้นตรงกันข้าม ถูกออกแบบมาเพื่อให้ยกตัวลอยขึ้นได้ แต่เรื่องขี้ประติ๋วแค่นี้ไม่ใช่ปัญหา อย่างน้อยที่สุดก็ด้านความคิด

                    โจเซฟ สตาลิน รู้ว่ารถถังแพนเซอร์ของฮิตเล่อร์นั้นร้ายกาจมาก เอาชนะยุโรปได้ ในไม่ช้าก็บดขยี้สหภาพโซเวียตได้ จตุรัสแดงอาจมีขบวนกองเกียรติยศ และฮิตเล่อร์ยืนต้อนรับเหล่าทหารกล้าของเขา สตาลินจึงกวาดสายตามองหาสิ่งที่ทรงพลังกว่าโดยด่วน

                    เขาบอกตนเองว่าให้ลืมกฎพื้นฐานเหล่านั้นเสีย ถึงเวลาแล้วที่จะทำรถถังบินได้ สั่งวิศวกรรัสเซียลงมือทันที ภาพในหัวกับรูปทรงของมันที่แสนจะอัจฉริยะ โดยนำเอารถถังมาติดปีกที่ทำด้วยผ้าขึงโครงไม้ ติดลำหางแฝดยางคู่หนึ่ง ลากมันขึ้นสู่ฟ้า และปล่อยมันร่อนไปสู่ชัยชนะ

                    มันถูกขนานนามว่า A40 ไครเลีย แทงก้า ที่แปลว่า รถถังติดปีก

                    ในปี ๑๙๔๒ ต้นแบบก็ถูกผลิตขึ้นและอย่างไม่น่าเชื่อ มันเหาะเหินได้จริงๆ แต่ระยะไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น ก่อนจะหล่นตุ๊บ เห็นได้ชัดว่าไม่มีทางหนีปัญหาของกฎพื้นฐานได้

                    พวกเขาไม่ละความพยายาม เอาปืนออกบางส่วน อีกทั้งเอาเกราะออกหลายส่วน ให้ตายเถอะโรบิ้น ! ถอดทั้งเกราะและปืนออกมันจะเป็นรถถังไปได้อย่างไร ลองคิดดู ถ้ามีคนเอาเราไปใส่ในรถเหล็กที่แสนเปราะบาง เพื่อจะทิ้งเราให้โดนระเบิดสารพัดกลางสนามรบ สภาพจะเป็นอย่างไร

                    หลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ เจ้ารถถังบินได้นี้ก็ถูกล้มเลิกไป จบสิ้นกันทีกับความคิดสุดแสนพึลึกของสตาลิน

 

                    เมื่อกฎของธรรมชาติมีอยู่ การลองกับรถถังนั้นดูจะฝืนเกินไป แล้วกับคนล่ะ ถ้าคนเหาะได้ในยุคนั้นรูปแบบการรบจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ?

                    ภาพจากในนวนิยายวิทยาศาสตร์จนกลายเป็นจริงในปีค.ศ.๑๙๕๖

                    นาวิกโยธินของสหรัฐอเมริกาสามารถทำเจ้า ฮิลเล่อร์ vz-1 พาวนี่ แอร์โร่ ไซเคิ่ล ออกมาสำเร็จ  เขาวาดฝันว่าจะได้ออกลาดตระเวณบนฟากฟ้า วิสัยทัศน์ที่มองเห็นได้ไกล รวมถึงการไปร่อนลงในแนวหลังของศัตรู  vz-1คือเฮลิคอปเตอร์ขนาดจิ๋วซึ่งมีคนยืนอยู่บนใบพัด ใบพัดขนาดยักษ์สองอันหมุนติ้วๆในทิศทางตรงกันข้ามกันทำให้เกิดแรงยกตัว นักบินจะยืนบังคับทิศทางด้วยวิธีการคลาสสิคนั่นคือการทิ้งน้ำหนักตัวด้านข้าง เรียกเทคนิคนี้กันว่า คินนาสเทติก คอนโทรล(Kinaesthetic Control) หลักการถ่วงน้ำหนักแบบเซิร์ฟบอร์ดนั่นเอง

                    แต่อยู่กลางอากาศ คิดภาพเอา ขนาดนักเล่นเซิร์ฟเก่งยังตกได้ แต่ชิ้นนี้ ถ้าพลาดตกลงก็ไม่มีน้ำทะเลรองรับ แต่เป็นใบพัดขนาดใหญ่สองใบ

                    และแน่นอน มันกำลังหมุนอยู่... เละไหม ?

                    และวิศวกรไม่ใช่ทหารโดยแท้จริง พวกเขาลืมกฎการรบไปอย่าง แต่พอตระหนักได้จึงลืมเจ้าความคิดนี้ไปเลย คุณลองจินตนาการถึงเจ้าพารามอเตอร์ในปัจจุบันก็ได้ ความเร็วไม่น่าต่างกันมาก ลอยเด่นบนฟ้าสง่างามเปิดเผย

                    ใครกัน อยากขึ้นไปเป็นเป้าเกือบนิ่งบนฟากฟ้านภาลัย

                    ปัง ! ร่วง

 

                    ในขณะที่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ดำเนินไปอย่างเข้มข้น ญี่ปุ่นคิดโปรเจ็คใหญ่ พวกเขาหวังจะปูพรมทิ้งระเบิดในแผ่นดินสหรัฐฯไม่ใช่ที่เพิร์ล ฮาร์เบอร์ เรากำลังหมายถึงบนแผ่นอเมริกา แต่เนื่องประสิทธิภาพการบินของเครื่องญี่ปุ่นยังไม่มีความสามารถสูงขนาดบินข้ามแฟซิฟิก แผนการสุดยอดไอเดียจึงเกิดขึ้น

                    เหมือนจะง่ายแสนง่าย แค่ปล่อยบอลลูนขึ้นฟ้าไป ติดระเบิดไว้กับมัน ปล่อยให้ลอยข้ามความเวิ้งว้างของแปซิฟิก เพียงหวังว่ามันจะไปตกลงในภาคพื้นอเมริกา

                    แต่พวกเขาจะแน่ใจได้อย่างไรว่ามันลงตามเป้าหมาย?  อย่าลืมว่ายุคนั้นเทคโนโลยีต่างๆ ยังไม่เก่งกาจเท่าวันนี้

                    ลูกพระอาทิตย์ได้คิดเรื่องนี้ไว้แล้ว พลังของธรรมชาติยังไงล่ะ ไม่มีใครคิดถึงเรื่องของกระแสลมกรดในตอนนั้นถ้าไม่ใช่คนญี่ปุ่น ลมกรดคือกระแสลมที่อยู่บนความสูง ๓หมื่นฟุต จะพัดวนรอบโลกด้วยความเร็ว ๒๕๐ไมล์ต่อชั่วโมง และอย่างสม่ำเสมอ คือจะพัดจากตะวันตกไปทิศตะวันออก จากญี่ปุ่นสู่อเมริกา จากประเทศเล็กๆในเอเชียสู่มหาอำนาจโลก ลมกรดเหนือฟากฟ้าญี่ปุ่นนั้นแรงมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเที่ยวบินจากโตเกียวไปแอลเอ ใช้เวลาเพียง ๑๐ชั่วโมง ขณะที่เที่ยวกลับซึ่งต้านลมกรดใช้เวลา ๑๑ชั่วโมงกว่า ญี่ปุ่นมั่นใจอย่างสูงว่ามันจะพัดบอลลูนไปได้ชิลล์ชิลล์

                    ปัญหามีอยู่ว่า ลมกรดเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกมีความหนาแน่นไม่ถึง๓ไมล์ บอลลูนจะสูงไม่ถึงในระดับที่ไปต่อ เพราะในนั้นมีก๊าซที่อัดด้วยความเย็นจะขยายตัวเมื่อเจออากาศที่อุ่น จะผลักให้บอลลูนออกนอกกระแสลมกรด

                    อย่าเพิ่งคิดว่าจะล้มเลิกกันง่ายๆ จากการเปิดเผยของสหรัฐฯในภายหลัง พบว่าญี่ปุ่นนั้นเตรียมการรองรับไว้เป็นอย่างดีเยี่ยมทางด้านเทคนิค พวกเขาจะลดน้ำหนักลงเพื่อคงเพดานการบินที่ถูกต้องไว้ ในตอนกลางวันเมื่อบอลลูนอุ่นขึ้นและลอยสูงอีกครั้งมันก็จะปล่อยไฮโดรเจนเพื่อไม่ให้ลอยสูงเกินระดับ

                    แม้ว่าการเดินทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกจะใช้เวลาถึง ๓วัน แต่พวกเขาก็ทำได้ ถือว่ายอดเยี่ยมมากกับแนวคิดนี้ในยุคนั้น

                    ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ๑๙๔๔ ถึงเดือนเมษายน ๑๙๔๕ บอลลูนถูกปล่อยออกไปถล่มศัตรูกว่า๙พันลูก !

                    มี ๓๐๐ลูกเท่านั้นที่ไปตกในดินแดนสหรัฐฯ ไล่ตกไปตั้งแต่อลาสก้าถึงเท็กซัส แคลิฟลอเนีย ดีทรอยด์ ซึ่งไม่มีแม้แต่ลูกเดียวที่ลงเป้าหมายสำคัญ

                    ถ้าลงเป้าหมดทุกลูก วันนี้ประวัติศาสตร์โลกจะเป็นเช่นไร ?

                    น่าทึ่งมากเรื่องระเบิดนำวิถีที่อาสัยกระแสลมกรด  และอีกเรื่องน่าขบขันปนทึ่งเอาการเช่นกันเป็นระเบิดนำวิถีด้วยแมว แนวความคิดนั้นไม่มีอะไรซับซ้อนเลยสักนิด นาวิกโยธินคิดว่าแมวเป็นสัตว์ที่กลัวน้ำ นักวิจัยรวมหัวกันทีมใหญ่ เพื่อจะปิ้งไอเดียเพียงว่าเอาระเบิดผูกเชื่อมแมวไว้เท่านั้นเอง

                    สายรัดจะถูกผูกกับตัวแมว พวกเขาจะไปหย่อนมันไม่ไกลจากเรือของศัตรู สัญชาตญาณจะบอกให้มันตะเกียกตะกายสู่อะไรก็ตามที่เหนือผิวน้ำเพื่อที่จะรอดตาย เท่านั้นเองมันจะลากระเบิดไปถึงเรือของพวกญี่ปุ่น แต่ที่มันไม่ได้ผลอย่างที่เปลืองเวลาคิดกันไปด้วยเหตุผลสองข้อ หนึ่ง แมวไม่ได้กลัวน้ำ สอง ระเบิดนั้นสร้างแรงจีมากเกินไปจนแมวหมดสติไปเลยน่ะสิ

                    พับไปอีกหนึ่งโครงการจากค่ายสัมพันธมิตร

 

                    เรื่องราวของอาวุธและยุทธวิธีสุดเฉียมสุดเฉิ่มยังมีอีก ทั้งสายลับแมวเหมี๋ยว ขนมปังระเบิด สุดยอดบิ๊กรถถังพระเจ้าซาร์ และที่คุณผู้อ่านต้องอ้าปากค้างทึ่ง รออ่านต่อในเดือนหน้าครับผม

 

 

 

Home Page : Magazine : Pocket Book : Promotion : Webboard : Contact Us : Customer Service
Copyright © 2010 Tuay Toom & P.Vatin Publication Company Limited.