http://ebooks.in.th/heretic/

Homepage > เรื่องเด่น ต่วย'ตูน พิเศษ > มุมมืดของเชคสเปียร์ โดย น้อง หน้าแป้น
 

"อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่

หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน"

                                   

บทพระราชนิพนธ์ (แปล) ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เรื่อง "เวนิสวาณิช" ที่เราคุ้นเคยกันนี้ เป็นร้อยกรองที่ทรงแปลมาจากบทละครเรื่อง The Merchant of Venice ของวิลเลียม เชคสเปียร์ (William Shakespeare) ในตอนที่ว่าThe quality of mercy is not strain'd, It droppeth as the gentle rain from heaven.ค่ะ

อันว่าเรื่อง เวนิชวาณิช นี้ เป็นเรื่องราวที่บางคนก็บอกว่า เป็นเรื่องรัก แต่บางคนก็บอกว่าเป็นเรื่องชวนหัว เสียดสี แต่ไม่ว่าจะมองทางไหน ส่วนใหญ่คนที่เคยอ่านแล้ว ก็จะรู้จักตัวละครสำคัญคือ ไชล็อก (Shylock) ซึ่งเป็นตัวโกงในเรื่องนี้ แต่หากจะมองในมุมของวรรณกรรมสมัยสมัย ก็อาจจะกล่าวได้ว่า ตัวโกงอย่างไชล็อกนี่แหละ ที่เป็นพระเอกของเรื่อง ในฐานะผู้ดำเนินเรื่อง ที่แม้จะไม่ได้สมรสสมรักกับนางเอกก็ตามที แต่หากไม่มีไชล็อก ก็ไม่มีเรื่องเวนิสวาณิช

สำหรับผู้ที่อาจจะยังไม่เคยอ่าน ก็จะขอเล่าแต่พอย่อๆ นะคะ ตามท้องเรื่องแล้ว พ่อหนุ่มนามอันโตนิโย (Antonio) พ่อค้าวาณิชชาวเวนิส มีเพื่อนรักชื่อบัสสานิโย (Bassanio) ที่ต้องการเงินเพื่อเดินทางไปหาสาวงามนามปอร์เชีย (Portia) แต่หนุ่มรูปงามไม่มีสตุ้งสตางค์กับเขาหรอกค่ะ ก็เลยไปยืมเงินจากไชล็อก ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพ่อค้ายิวหน้าเลือด และก็ยืมเงินกันโดยมีสัญญาอันแสนประหลาดว่า หากพระเอกรูปหล่อ พ่อไม่รวยไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ไชล็อกก็จะขอเฉือนเนื้ออันโตนิโยหนัก ๑ ปอนด์มาชดใช้หนี้สิน แล้วเอาเข้าจริงๆ เมื่อถึงเวลาที่กำหนด เรือสินค้าที่ควรจะนำรายได้มาให้อันโตนิโยก็กลับมาไม่ทัน ไชล็อกจึงได้ทีไปฟ้องศาล เพื่อขอทวงหนี้เป็นเนื้อสดๆ ของอันโตนิโย

แต่ในยามที่กำลังเพลี่ยงพล้ำนั้นเอง บัสสานิโยก็กลับมาทันการ พร้อมสาวงามปอร์เชียผู้กลายเป็นภรรยา ซึ่งไม่ได้สวยแต่รูป แต่ยังจูบหอม และชาญฉลาด ปอร์เชียใช้ปัญญา ยอมให้ไชล็อกทวงหนี้เป็นเนื้อของอันโตนิโย แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องเอาไปแต่เนื้อเท่านั้นนะคะ ห้ามทำให้อันโตนิโยเลือดตกยางออกแม้สักกระติ๊ด เจออีแบบนี้เข้า ไชล็อกหงายผลึ่งไปเลยทีเดียวค่ะ หนี้ก็ไม่ได้ แถมยังโดนทางการริบทรัพย์กึ่งหนึ่ง โทษฐานทำตัวเป็นพ่อค่าหน้าเลือดอีกต่างหาก

โลกรู้จักไชล็อกในฐานะพ่อค้าหน้าเลือดผู้ไร้ความกรุณาปรานีจากปลายปากกาของเชคสเปียร์ นักประพันธ์ชื่อก้องของโลก ผู้มีผลงานโดดเด่นอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะโศกนาฏกรรมรักอมตะ อย่าง โรมิโอกับจูเลียต รวมถึงบทละครอิงประวัติศาสตร์อีกมาก เช่น พระเจ้าริชาร์ดที่ ๓, จูเลียส ซีซาร์ ฯลฯ และจากบทละครจำนวนมากของเชคสเปียร์ มีการสอดแทรกเรื่องราวที่ว่าด้วยชะตากรรมของคนยากคนจน กับเศรษฐีใจร้ายเอาไว้พอประมาณ ทำให้หลายคนตีความว่า เชคสเปียร์ น่าจะเป็นหนึ่งในนักประพันธ์ผู้เมตตา และมีจิตใจโน้มเอียงไปในทางที่เกลียดชังผู้มีอำนาจ หรือคนรวยที่คดโกง เพราะบทละครหลายเรื่องแฝงไว้ด้วยการต่อสู้ และชัยชนะของคนยาก

แต่เชคสเปียร์เป็นอย่างที่ถูกสร้างภาพเอาไว้จริงหรือ

การวิจัยล่าสุดของคณะศึกษาที่นำโดย ดร.เจน อาร์เคอร์ (Dr.Jayne Archer) อาจารย์มหาวิทยาลัยอาเบอรีย์สวิธ (Aberystwyth University) ในเวลส์ระบุว่า จริงๆ แล้ว คนที่เป็นพ่อค้าหน้าเงิน และไม่มีความกรุณาปรานีใดๆ นั้น ไม่ใช่ใครกันหรอก แต่เป็นคุณพี่วิลเลียม เชคสเปียร์ พ่อนักประพันธ์เอกของเรานั่นเองแหละ ที่เป็น "ต้นฉบับ" ของแท้แบบไม่ต้องมีสำเนา

อาจารย์เจนบอกว่า แม้คนส่วนใหญ่จะรู้จักเชคสเปียร์ในฐานะนักเขียนผู้มีพรสวรรค์ แต่เอาเข้าจริงๆ บันทึกเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่ค้นพบ กลับระบุว่า วิลเลียม เชคสเปียร์ เป็นพ่อค้าที่กักตุนอาหาร เลี่ยงเลี่ยงภาษี ไม่มีความเวทนาให้ใคร แถมยังมีจิตใจโหดเหี้ยม โดยใช้ประโยชน์จากสถานการณ์อาหารขาดแคลนเพื่อเอารัดเอาเปรียบชาวบ้านที่ไม่มีจะกิน ในขณะที่ตัวเองและครอบครัวมีอาหารเหลือเฟือ และเหตุผลสำคัญที่ทำให้คณะวิจัยได้รู้มุมมืดนี้ของเชคสเปียร์ก็เพราะว่า ไอ้ความหน้าเลือดของพ่อนักประพันธ์นี่เองแหละ ที่ทำให้ถูกฟ้องร้อง จับกุม และถึงกับเคยเกือบจะถูกจำคุกเนื่องจากความคดโกงของเขา และเรื่องราวทั้งหมดก็ยังอยู่ในบันทึกของทางการที่ตกทอดมาจนปัจจุบัน

เอกสารเก่าแก่จดจารไว้ว่า นอกเวลาจากการเป็นนักประพันธ์ วิลเลียม เชคสเปียร์ก็เล่นบทนักกักตุนธัญพืช มอลล์ และข้าวบาร์เลย์ โดยทำตัวเป็นพ่อค้าคนกลางไปกดราคารับซื้อมาไว้ในโกดังของตัว เพื่อรอเวลามาขายต่อในราคาที่สูงลิ่ว โดยไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อนเพราะการกระทำของตัวเองขนาดไหน

นอกจากเป็นพ่อค้าแล้ว เช็คสเปียร์ยังเป็นเศรษฐีที่ดินในวอริคเชียร์ (Warwickshire) ผู้มีรายได้มากมาย แต่พยายามทำทุกทางที่จะเลี่ยงภาษี และความพยายามในการหนีภาษีนี่เอง ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้พิพากษาเคยงัดไม้ตายมาขู่ว่า หากเชคสเปียร์ยังไม่เลิกทำตัวเป็นคนหน้าเงิน ก็อาจจะต้องตีตั๋วเข้าไปนอนในซังเต แต่ถึงกระนั้น เชคสเปียร์ก็ไมได้เข็ดหลาบ จะเห็นได้จากมีบันทึกว่า เขาถูกจับกุม ดำเนินคดีหลายต่อหลายครั้งในข้อหาเดิมๆ

ทำไปทำมา การกระทำในฐานะ "ตัวจริง" ของเชคสเปียร์เองนั่นแหละ ที่เป็นเหมือนต้นแบบตัวร้ายที่ไม่มีใครชอบในบทประพันธ์ของตัวเอง

อาจารย์เจนวิเคราะห์จากบันทึกที่หามาได้ว่า นี่เป็นอีกด้านหนึ่งของเช็คสเปียร์ ที่นอกเหนือไปจากการเป็นนักประพันธ์ผู้ปราดเปรื่อง แต่เป็นนักธุรกิจโหดเหี้ยมที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อเลี่ยงภาษี และสร้างกำไรสูงสุดบนความเสียหายของผู้อื่น เอารัดเอาเปรียบผู้อ่อนแอ ในขณะที่เขาแต่งบทละครเกี่ยวกับโชคชะตาของคนจนผู้เรียกร้องสิทธิเพียงเพื่อสร้างความบันเทิง หรือไม่ก็เพื่อลบล้างความรู้สึกผิดจากด้านมืดในจิตใจของตัวเอง

แต่อาจารย์เจนก็ไม่ได้บอกว่า เชคสเปียร์เป็นคนเลวร้ายเข้าขั้น แต่ที่ทำไปอย่างนั้น ก็อาจจะเป็นเพราะความไม่แน่นอนของชีวิต กับภาวะที่ยุโรปกำลังอยู่ในช่วงขาดแคลนอาหาร ในฐานะพ่อที่มีลูกสาว วิลเลียม เชคสเปียร์ในบทบาทคุณพ่อ ก็อาจจะอยากมองหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ครอบครัว ในขณะที่ยุคนั้น เป็นยุคที่ยังไม่มีคำว่าสร้างรายได้จากลิขสิทธิ์งานเขียน  และไม่มีแนวโน้มว่าบทละครของเขาจะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำในอนาคต ทำให้เกิดแรงผลักดันที่ทำให้เชคสเปียร์ต้องพยายามเลี่ยงภาษี กักตุนอาหารและทำตัวเป็นพวกปล่อยเงินกู้ ทั้งหมดนี้ ก็อาจจะเป็นเพื่อหาหลักประกันที่ดีที่สุดให้ลูกสาวสุดที่รัก โดยไม่ยี่หระว่า ชาวบ้านร้านช่องคนอื่นจะมีกินหรือไม่มี

ในรายงานการศึกษา คณะวิจัยระบุว่า มีข้อมูลชัดเจนถึงการที่เชคสเปียร์ซื้อ และกักตุนธัญพืช มอลล์ และข้าวบาร์เลย์เพื่อโก่งราคาขายเป็นเวลานานนับสิบๆ ปี และในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1598 เขาถูกคุมตัวเพราะกักตุนอาหารในเวลาที่มีภาวะขาดแคลน และรัฐบาลท้องถิ่นพยายามอย่างมากที่จะจัดสรรปันส่วน

ไม่เพียงเท่านั้น เชคสเปียร์ก็ไม่ต่างจากไชล็อก เขาปล่อยกู้ ออกดอกในราคาสูง ทำให้เขากลายเป็นพ่อค้าหน้าเลือดที่สร้างกำไรมหาศาล แล้วเอาเงินที่ได้ไปกว้านซื้อที่ดิน ไม่เพียงเท่านั้น สำหรับลูกหนี้ที่ไม่สามารถใช้เงินคืนได้ เชคสเปียร์ก็กดดันให้ลูกหนี้จ่ายชดเชยด้วยพืชอาหารที่เพาะปลูกได้ นั่นทำให้โกดังของเชคสเปียร์ “พอง” ไปด้วยอาหารมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เหล่าเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะบรรดาลูกหนี้จนลงๆ

ด้วยกิจกรรมการทำงานทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย เช็คสเปียร์สามารถทำเงินมากมาย และขึ้นชื่อในฐานะผู้ที่มีทรัพย์สินมากที่สุดในบ้านเกิดของเขาที่สแตฟฟอร์ด อัพออน เอวอน (Stratford-upon-Avon) แม้จะเคยถูกจับ ถูกปรับ แต่การถูกดำเนินคดีก็ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย หากเทียบกับกำไรที่ได้รับจากการเป็นคนใจโหด

อาจารย์เจนเล่าว่า นอกจากบันทึกของทางการ และเจ้าหน้าที่ศาลแล้ว เมื่อมองไปที่สุสานของเชคสเปียร์ที่โบสถ์โฮลี่ตรินิตี้ (Holy Trinity Church) ในเมืองสแตฟฟอร์ด ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่สามารถสะท้อนเรื่องจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังภาพลักษณ์ของเชคสเปียร์ได้เป็นอย่างดีด้วยเหมือนกัน กล่าวคือ ในตอนที่เชคสเปรียร์ลาโลกเมื่อ ค.ศ.1616 นั้น เดิมทีรูปปั้นบนหลุมศพดั้งเดิมทำขึ้นเป็นภาพเช็คสเปียร์ถือถุงผ้าบรรจุธัญพืช ซึ่งแสดงให้เห็นถึงกาเรป็นพ่อค้า แต่ต่อมาในคริสตศตวรรษที่ 18 รูปปั้นนี้ได้ถูกเปลี่ยนแปลงเสียใหม่ ให้แสดงถึงความเป็นนักเขียน ด้วยการมีปากกาขนนกมาแทน ในขณะที่บทประพันธ์ของเขาโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ จนโลกจดจำวิลเลียม เชคสเปียร์ในฐานะนักเขียนยืนเคียงข้างคนจนที่ยากไร้ นักประพันธ์ผู้สร้างความชิงชังต่อพ่อค้าหน้าเลือดที่คดโกง

ที่มันอาจจะไม่ใช่ใคร แต่เป็นตัวเขาเอง...วิลเลียม เชคสเปียร์ ผู้มีด้านมืดไม่ต่างจากไชล็อก

 

 

 

อ้างอิง

·       William Shakespeare: Study sheds light on Bard as food hoarder, BBC News

Was Shakespeare a tax dodger? Bard was 'ruthless businessman who exploited famine and faced jail for cheating revenue', Daily Mail
 

 

Home Page : Magazine : Pocket Book : Promotion : Webboard : Contact Us : Customer Service
Copyright © 2010 Tuay Toom & P.Vatin Publication Company Limited.