http://ebooks.in.th/heretic/

Homepage > เรื่องเด่น ต่วย'ตูน พิเศษ > อ๊อกร์ (Ogre): ยักษ์ประหลาดแห่งดินแดนเทพนิยาย - หนุ่มพระนคร
 

 

             ขึ้นชื่อว่าตัวประหลาดแล้ว ก็ย่อมจะมีตัวที่ผิดปกติไปจากสิ่งที่ควรจะเป็นมีอยู่ บ้างประหลาดแบบน่ากลัวบ้างประหลาดแบบน่ารัก ส่วนใหญ่จะเอาไว้หลอกเด็กดื้อให้เชื่อฟัง โดยเฉพาะตัวประหลาดของฝรั่งมักจะแฝงอยู่ในเรื่องเล่าลึกลับหรือตำนานพิศวง (Mythology) หรือเรื่องราวเกี่ยวกับเทพกรณัมต่างๆ ทำให้ตัวประหลาดในวัฒนธรรมของฝรั่งค่อนข้างเป็นที่รู้จักและแพร่หลายมาอย่างยาวนาน ทุกวันนี้เรื่องเกี่ยวกับตัวประหลาดดังกล่าวจะได้สอดแทรกอยู่ในภาพยนตร์ เกมส์ หรือละครของตะวันตก แฟนานุแฟนหลายท่านน่าจะเคยผ่านตามาบ้างไม่มากก็น้อย

 

วันนี้ผมขอนำทุกท่านมาทำความรู้จักกับหนึ่งในตัวประหลาดของเทพนิยาย มันมีชื่อว่า อ๊อกร์ (Ogre)      อ๊อกร์ มีรูปร่างเป็นตัวประหลาดขนาดใหญ่ที่มีรูปร่างคล้ายคลึงมนุษย์ (Humanoid) แต่ที่ควรรู้ไว้คือ อ๊อกร์เป็นตัวประหลาดในเทพนิยายหรือนิทานพื้นบ้านในยุโรป ซึ่งสร้างสรรค์จินตนาการเกี่ยวกับอ๊อกร์ในวรรณกรรมต่างๆ อย่างกว้างขวาง ในด้านศิลปะ ฝรั่งมักจะจินตนนาการว่าอ๊อกร์มีหัวขนาดใหญ่ มีผมและเคราดกหนา และมีร่างกายที่แข็งแรง ในอีกด้านคนยุโรปมักจะเปรียบเทียบคำว่าอ๊อกร์กับคนที่ดูเถื่อน ดิบหรือโหดร้ายกับศัตรู

         

            นอกจากนี้ผู้ใหญ่มักจะใช้อ๊อกร์ไว้ขู่เด็กๆ ที่มักจะดื้อแพ่งไม่เชื่อฟังพ่อแม่ โดยเล่าว่าหากเด็กๆทำตัวไม่ดี จะทำให้อ๊อกร์สนใจและลักพาเพื่อกินเด็กคนเสีย แต่ว่าก็มีนักเขียนอีกกลุ่มกลับมองอ๊อกร์ในมุมที่แตกต่างไปเพราะเชื่อว่านิสัยส่วนใหญ่ของอ๊อกร์นั้นขี้อาย และชอบหลบหลีกจากสังคม

           

            อ๊อกร์ออกเสียงและมีตัวสะกดเหมือนกันทั้งภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส แต่แตกต่างจะภาษาอิตาลีเล็กน้อยที่เรียกว่า Orgo หรือ Orco ที่หมายถึงสัตว์ประหลาด ซึ่งน่าจะแปลงมาจากภาษาละตินที่เรียกว่า Orcus

           

            อ๊อกร์ปรากฏตัวขึ้นในโลกวรรณกรรมสมัยใหม่ของฝรั่งเศส ว่ากันว่าได้ถูกอ้างอิงอยู่ในวรรณกรรมของ ชาร์ล แปร์โรต์ (Charles Perrault) เมื่อ ค.ศ.๑๖๙๖ ในเรื่อง Tales of Mother Goose ซึ่งน่าจะเป็นนักเขียนรุ่นแรกผู้บุกเบิกเกี่ยวกับวรรณกรรมแนวใหม่ที่ว่าด้วยเทพนิยายเป็นหลัก รวมถึงเรื่อง Le Chat botte และ Le Petit Poucet ซึ่งก็ได้อ้างอิงถึงเรื่องอ๊อกร์ด้วย

           

             ขณะที่วรรณกรรมเด็กปัจจุบันก็ได้มีการกล่าวถึงเรื่องราวของอ๊อกร์อย่างแพร่หลายเช่นกัน เช่นงานเขียนของ C.S.Lewis, J.R.R. Tolkien, Ruth Manning-Sanders และ Piers Anthony เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วอ๊อกร์ยังปรากฏตัวในเกมส์คอมพิวเตอร์อยู่หลายเกมส์ เช่น Final Fantasy, RuneScape, Warcraft, Two Worlds และ Ogre Battle เป็นต้น และที่สนใจกว่านั้น ยักษ์เขียวผู้ใจดีของเด็กอย่าง Shrek ก็เป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ของอ๊อกร์สมัยใหม่ ซึ่งมีรูปร่างใหญ่ตัวเขียวแต่ไม่ดุร้ายเหมือนอ๊อกร์ทั่วไป

           

            ลองมาพิจารณารูปร่างลักษณะของอ๊อกร์โดยทั่วไป จะพบว่าอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น คือตัวใหญ่และมีรูปร่างที่ไม่ค่อยสมส่วนเสียเท่าไร อย่างไรก็ตามอ๊อกร์แต่ละตัวก็ใหญ่กว่ามนุษย์ทั่วไป นอกจากนี้อ๊อกร์ยังมีรูปร่างแข็งแรง มีหัวกลม ท้องนูนใหญ่และผมและหนวดเคราดก มีฟันขนาดใหญ่อยู่เต็มปาก และที่สำคัญหน้าตาดูไม่หล่อหรือว่ากันง่ายๆก็คืออัปลักษณ์นั้นเอง มาพร้อมกับกลิ่นที่มีความดุร้าย มีผิวหนังที่ค่อนข้างหยาบสีออกน้ำตาลหากอยู่ในยุโรป แต่ว่าในทางเอเชียบ้านเราผิวของอ๊อกร์จะดูสว่างกว่าหรืออาจมีสีส้มก็มี

           

            คราวนี้ลองมาดูอ๊อกร์ของเอเชียบ้านเราดีกว่า อ๊อกร์ที่มีชื่อที่สุดอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่น คนที่นั้นเรียกตัวประหลาดนี้ว่าโอนิ (Oni) มาจากนิทานพื้นบ้านปรัมปรา เป็นตัวประหลาดที่มีเอกลักษณ์เป็นที่โดดเด่น ปรากฏตัวอยู่ในงานศิลปะ วรรณกรรมและการแสดงของญี่ปุ่นอย่างแพร่หลาย

           

             ลักษณะของโอนิที่ได้ถูกบรรยายส่วนใหญ่จะมีลักษณะร่วมกันคือ ลักษณะคล้ายคลึงกับอ๊อกร์ ตัวใหญ่ ชอบหลบซ่อนตัวจากสังคม มีอุ้งมือขนาดใหญ่ ผมยุ่งเหยิง และที่เป็นจุดเด่นคือมีเขาทั้งสองข้างงอกออกมาจากหัว มีรูปร่างคล้ายคนโดยมาก อย่างไรก็ตามก็มีรูปร่างลักษณะบางอย่างที่ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนอยู่ดี เช่น มีดวงตาที่มากกว่าปกติ หรือมีนิ้วมือและนิ้วเท้าขนาดใหญ่ ผิวหนังมีหลายสี แต่ว่าสีส้มหรือสีแดงดูจะเป็นสียอดนิยมของนักเขียนญี่ปุ่นที่วาดให้กับโอนิ โอนิมักจะชอบใส่เสือคลุมที่ทำมาจากหนังเสือและถือกระบองเหล็ก ที่เรียกว่า Kanabo ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสัญลักษณ์ความเข้มแข็งที่ไม่สามารถจะเอาชนะได้

           

              โอนิจากที่เคยมีชีวิตหรือมีอยู่จริง เวลาได้ทำให้โอนิกลายเป็นสิ่งที่ดูเสมือนมนุษย์ และได้รับการทำให้มีความร่วมสมัยยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการผสมผสานความเชื่อนี้เข้ากับความเชื่อทางพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับยักษ์นั้นเอง (yaksha) นอกจากนี้ยังมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับจินน์ของดินแดนอาหรับด้วย

           

             ข้อมูลอีกแหล่งก็อ้างว่า ภาพลักษณ์ของโอนิมาจากแนวคิดจากเมืองจีนและออนเมียวโด ว่ากันว่าทางตะวันออกเฉียงเหนือครั้งหนึ่งเคยถูกเรียกว่าเป็น คิมอน (kimon) หรือประตูปีศาจ และเชื่อว่าเป็นทางที่ไม่เป็นมงคลเพราะเป็นทางที่วิญญาณภูตผีปีศาจใช้ผ่าน นอกจากนี้ คิมอน ยังมีชื่อเรียกอีกชื่อว่าเป็นทางที่เสือผ่านด้วย (ushitora)

           

              วัดในญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะสร้างในตำแหน่งทิศทางที่ตรงกันข้ามกับคิมอน สิ่งปลูกสร้างของชาวญี่ปุ่นมักจะมีการย่อเป็นรูปตัว L ณ ตำแหน่งทิศตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อห่างไกลจากโอนินั่นเอง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เอ็นริยากูจิ บนภูเขาเฮเอ ทางตะวัดออกเฉียงเหนือของกรุงเกียวโต และคาเนอิจิ  นอกจากนี้เมืองหลวงของญี่ปุ่นเองก็พยายามหลีกเลี่ยงเมืองที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างเมือง นาโงย่าหรือเกียวโตในศตวรรษที่ ๘

           

              หมู่บ้านบางแห่งในญี่ปุ่นจัดงานฉลองประจำปีเพื่อขับไล่โอนิ โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ ระหว่างช่วงเทศกาลเซตซูบัน (Setsuban) ชาวบ้านจะขวางถั่วเหลือออกจากบ้านและตะโกนว่า โอนิจงออกไป และพรที่ปรารถนาจงเข้ามา  (Oni wa soto! Fuku wa uchi!)  นอกจากนี้ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าลิงจะเป็นสิ่งที่ป้องกันโอนิได้ ส่วนใหญ่จึงมักสร้างรูปปั้นลิงไว้ตามหมู่บ้าน เพราะคำว่าลิงในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า saru ที่มีความหมายว่าออกไป ตามตำนานพื้นบ้านยังเชื่อว่า ต้นฮอลลี่ (Holly เป็นพืชที่มีผลสีแดง และอยู่ในตระกูล Ilex) สามารถใช้ป้องกันโอนิได้เช่นเดียวกัน

           

               ต่อมาในปัจจุบัน เข้าใจว่าการรับรู้เกี่ยวกับด้านที่ชั่วร้ายของโอนิได้ผ่อนคลายลงไปมากจากความหมายดั้งเดิม และถูกตีความไปในทางที่จะเป็นสิ่งที่พิทักษ์จากความชั่วร้ายไปเสียเอง ทุกวันนี้ ผู้ชายที่แต่งการเลียนแบบโอนิจะเป็นผู้นำขบสนพาเหรดที่แสดงให้เห็นถึงการจัดการให้ความชั่วร้ายออกไป เช่น สิ่งปลูกสร้างทุกวันนี้นิยมมีแผ่นกระเบื้องบนหลังคาเป็นรูปโอนิ นัยว่าใช้ป้องกันความชั่วร้ายและสิ่งอัปมงคล เช่นเดียวกับการประดับตัวการ์กอยในวัฒนธรรมตะวันตก

           

            ย้อนกลับมาถึงข้อสันนิษฐานของนักวิชาการที่พยายามหาคำตอบว่าแท้จริงแล้วอ๊อกร์มีที่มาที่ไปอย่างไรในทางวิชาการ และทำไมจึงมีอิทธิพลต่อชาวบ้านต่างวัฒนธรรมทั้งยุโรปและเอเชีย คำตอบก็คือ นักวิทยาศาสตร์ต่างสันนิษฐานว่าอ๊อกร์น่าจะเป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์นีแอนเดอร์ธัลส์ (Neanderthals) ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เคยอาศัยอยู่ในยุโรปและตะวันตกของเอเชีย

           

              ฮวน ลูอิส อาร์ซัวกา (Juan Luis Asuaga) นักโบราณคดีบรรพ์วิทยาชาวสเปนได้ตั้งข้อสมมติฐานตามหลักฐานฟอสซิลว่าชาวนีแอนเดอร์ธัลส์และมนุษย์โครมันยองได้อาศัยอยู่ในพื้นที่บางส่วนของยุโรปในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่บียอน เคอร์เทน (Bjon Jurten) นักบรรพชิวินชาวฟินแลนด์ก็ทำให้ทฤษฎีดังกล่าวน่าสนใจไปอีก เพราะได้เชื่อมโยงเอาความรู้กับจินตนาการเข้าด้วยกัน โดยบอกว่าอ๊อกร์เป็นความทรงจำที่หลงเหลือจากบรรพบุรุษมนุษย์นีแอนเดอร์ธัลส์และโครมันยองเมื่อเกือบ ๔๐,๐๐๐ ปีที่แล้วระหว่างการอพยพครั้งใหญ่ไปยังยุโรปเหนือ จากหลักฐานฟอสซิลก็ทำให้คำตอบในเอเชียดูจะมีความชัดเจนขึ้นกว่าเดิม เพราะเชื่อกันว่าความเชื่อเกี่ยวกับอ๊อกร์ในเอเชียอาจจะมาจากความทรงจำร่วมเกี่ยวกับบรรพบุรุษในอดีตเช่นกัน

           

             ขณะที่ยังมีอีกคำอธิบายเกี่ยวกับนิยายปรัมปราเกี่ยวกับอ๊อกร์ เนื่องจากได้สะท้อนวัฒนธรรมความเชื่อเกี่ยวกับลัทธิบูชาบรรพบุรุษ (forefather-cult) ในสังคมสแกนดิเนเวียที่มีอยู่ทั่วไปก่อนที่อิทธิพลของคริสตศาสนาจะเริ่มแผ่ขยายเข้ามาราวศตวรรษที่ ๑๐ ถึง ๑๑ ในการบูชาบรรพบุรุษส่วนใหญ่จะกระทำกันในป่าศักดิ์สิทธิ บนแท่นบูชาหรือข้างหลุมฝังศพ เนื่องจากชาวไวกิ้งเชื่อว่าหลังจากสิ้นชีวิตวิญญาณผู้ตายจะยังคงอยู่หรืออยู่ใกล้กับบริเวณที่ครอบครัวนั้นอาศัยอยู่ จึงทำให้ความเชื่อนี้ปรับใช้กับเจ้าที่เจ้าทาง เป็นวิญญาณบรรพบุรุษที่มีหน้าที่ปกปักรักษาบ้านเรือน และได้รับการเคารพยำเกรงจากลูกหลานมาก อย่างไรก็ตามวิญญาณพรรพบุรุษเหล่านี้ค่อนข้างจะห่วงที่อยู่ไม่น้อย เพราะหากว่ามีเด็กๆไปเล่นบริเวณดังกล่าวก็อาจจะทำให้วิญญาณดังกล่าวไม่พอใจ ด้วยเหตุนี้ ผู้เป็นผู้ปกครองจึงต้องสร้างเรื่องราวอ๊อกร์เพื่อทำให้เด็กกลัวและกลายเป็นเป็นเรื่องเล่าเชิงตำนานปรัมปราไปในที่สุด อีกเหตุผลหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยคือ ภายหลังที่คริสต์ศาสนาแผ่อิทธิพลเข้าสู่สแกนดิเนเวีย ก็ได้พยายามทำให้ลัทธิบรรพบุรุษนิยมเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย ด้วยการกล่าวหาว่าเป็นการเคารพบูชาวิญญาณในหลุมศพเป็นการกระทำที่ชั่วร้าย อ๊อกร์จึงเกิดมาในลักษณะนี้ก็เป็นได้

           

           เห็นไหมครับว่าเรื่องที่เราได้ยินหรือได้รับรู้กันทั่วไปในหนังหรือในเกมส์ที่เด็กรุ่นใหม่เล่นกัน ก็มีที่มาและที่ไปที่ค่อนข้างละเอียดละออที่เดียวเริ่มจากการปรากฏตัวในฐานะตัวประหลาดในเทพนิยาย ก่อนจะถูกตั้งข้อสันนิษฐานว่าเป็นบรรพบุรุษของมนุษยชาติอย่างนีแอนเดอร์ธัลส์ ฉะนั้นแล้วเวลาท่านผู้อ่านดูหนังฮอลลีวู๊ดที่ให้อ๊อกร์เป็นผู้ร้าย ท่านผู้อ่านควรเอาใจช่วยอ๊อกร์ในฐานะพระเอกตัวจริงที่เป็นบรรพบุรษของมนุษย์ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับงานศิลปะ วรรณกรรมและการแสดงที่แพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน

 

Home Page : Magazine : Pocket Book : Promotion : Webboard : Contact Us : Customer Service
Copyright © 2010 Tuay Toom & P.Vatin Publication Company Limited.