http://ebooks.in.th/heretic/

Homepage > เรื่องเด่นในอดีต > การเขียนงานแนวหรรษา
 

หลักการเขียนเรื่องตลก

โดย  อุดร จารุรัตน์

อภิปรายที่หอประชุมธรรมศาสตร์

งานนักเขียน-หนังสือ  วันที่๒๗ พ.ย. ๒๖

สวัสดีครับ  ท่านผู้ฟังที่เคารพ

เมื่อสิบวันก่อน  เฮียต่วยเจ้าสำนักต่วยตูนได้โทรมาหาผม  บอกว่าทางธรรมศาสตร์ได้จัดงานเกี่ยวกับหนังสือหนังหาและขอนักเขียนจากค่ายต่วยตูนไปพูดอภิปรายสองคน

ข้าก็เลยส่งชื่อเอ็งกับอาจารย์ประจักษ์ไปให้เค้าเรียบร้อยแล้วว่ะ

ผมได้ยินก็ตกใจตาเหลือกรีบปฏิเสธไปว่า  ผมน่ะเคยแต่เขียนหนังสือ  ไม่เคยไปพูดอะไรให้ใครฟังสักหน  เดี๋ยวไปพูดผิดๆถูกๆห้าแต้ม  คนฟังเขาจะหัวเราะงอหาย  อายเขาตายห่ะ

เฮียต่วยก้เลยได้ที

อา  นั่นแหละๆ  ไปพูดให้เขาหัวเราะน่ะถูกตรงตามความต้องการของเขาเลยว่ะ  เพราะเค้าจะให้ไปพูดถึง การเขียนเรื่องตลกโปกฮาขำขัน

ผมเสียท่าเฮียต่วย  ก็เลยจำเป็นต้องมาพูดอย่างที่เห็นอยู่นี่แหละครับ  แต่ก่อนจะมาผมได้เรียนถามเฮียต่วยเจ้าสำนักว่าจะมีคำแนะนำอะไรให้บ้างมั้ย  จะให้ผมไปพูดแง่ไหนดี  เฮียแกตอบว่า  ปั๊ดโถ!  จะไปยากอาไร้  เอ็งก็พูดโฆษณาหนังสือต่วยตูนของข้าไปเรื่อยๆซีวะ(ฮา)

ครับ  นั่นเป็นข้อแนะนำเดียวที่เฮียต่วยอุตส่าห์คิดให้ผม  และผมก็ถือเอาเป็นเป้าหมายในการพูดต่อไปในวันนี้  หวังว่าท่านพิธีกรคงไม่มองค้อนผมนะครับ

นการเขียนเรื่องตลกนั้นผมคิดว่าขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่เขาเอามาใช้เขียนอยู่ไม่น้อย  ตัววัตถุนี้จะเป็นข้อกำหนดว่าต้องเขียนอย่างไรจึงจะสำเร็จสมความมุ่งหวังที่จะให้เรื่องมันออกมาได้หรรษา  ผมใคร่ขอแยกแยะประเภทของวัตถุดิบดังนี้

วัตถุดิบประเภทแรกคือประสบการณ์  เป็นวัตถุที่นักเขียนเรื่องหรรษาเอามาใช้เขียนกันมาก  อาจแบ่งย่อยออกอีกเป็นสองอย่าง  คือ ประสบการณ์จากการท่องเที่ยว  กับ  ประสบการณ์จากชีวิตประจำวัน

เมื่อเวลาไปเที่ยวเช่นไปเที่ยวต่างประเทศ  นักเขียนเรื่องหรรษามักให้ความสนใจในชีวิตความเป็นไปของผู้คนหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบๆตัว  โดยเฉพาะเกร็ดแปลกๆเล็กๆน้อยๆ  ไม่ค่อยสนใจที่จะดูตึกรามบ้านช่องใหญ่ๆโตๆหรือพิพิธภัณฑ์  หรือประวัติศาสตร์ความเป็นมาเท่าไหร่นัก  จะเห็นได้จากข้อเขียนของนักเขียนเรื่องหรรษาว่าเขาจะไม่พูดถึงเรื่องสถิติเรื่องตัวเลขต่างๆ  ไม่มีการพร่ำพรรณนาถึงความสวยงามของภูมิประเทศ  พระอาทิตย์ขึ้นพระอาทิตย์ตกอะไรทำนองนั้น(ถึงอยากจะเขียนมั่งก็เขียนไม่เป็นหรอกครับ  แทนที่อ่านแล้วจะรู้สึกซาบซึ้งโรแมนติกอาจกลับหัวเราะคิกๆคักๆ

ดังนั้นการเขียนจึงไม่เป็นไปในรูปท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ  แต่มักจะจับเอาจุดใดจุดหนึ่งที่เห็นและประทับใจขึ้นมาเขียน  ผมขอยกตัวอย่างของคุณชัยชนะ โพธิวาระ  ผู้เขียนเรื่องกั่ยวกับประเทศอินเดียลงใน ต่วยตูน พอกเก็ตบุ๊ค  เรื่องที่คุณชัยชนะหยิบยกขึ้นมาเขียนแต่ละตอนก็เป็นเรื่องของชาวบ้านธรรมดาๆนี่เอง เช่น เรื่องแขกมุง ตัวเรือด  แขกชกมวย  แม้กระทั่งการกินมะม่วงของแขก  คุณชัยชนะก็ยังเอามาเขียนได้อย่างสนุกสนานหนึ่งตอนเต็มๆ  หลอกเอาค่าเรื่องจากเฮียต่วยไปได้อย่างสบายๆ(ฮา)

แม้ว่าการเขียนเชิงหรรษาอย่างที่ผมบอกนี้  จะไม่ค่อยมีข้อมูลตัวเลขเอาไปอ้างอิงทางวิชาการได้  แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไร้สาระหรือเขียนโดยง่ายไม่มีการค้นคว้าอ้างอิง  ความจริงมีการค้นคว้ามาพอสมควร  หากแต่เรื่องที่ไปค้นและคว้ามานั้นมันอยู่นอกตำราวิชาการ  ผมจะขอยกตัวอย่างจากเรื่อง  ข่าววิเคราะห์  ของคุณชัยชนะมาประกอบ

คุณชัยชนะเล่าว่า  แขกทั้งหลายนั้นมีนิสัยชอบวิเคราะห์ไตร่ตรองหาเหตุผล  ดังนั้นน.ส.พ.และนิตยสารของแขกจึงเปิดคอลัมน์ให้ผู้อ่านแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ วิจัยข่าวสำคัญต่างๆมา

ข่าวใหญ่ชิ้นหนึ่งก็คือ นายสัญชัย คานธีลูกชายนางอินทิราขับเครื่องบินตกตาย  แขกทั้งหลายต่างก็วิเคราะห์หาสาเหตุเป็นการใหญ่

ฝ่ายรัฐบาลบอกว่าเป็นฝีมือของฝ่ายค้าน  ซึ่งกลัวตระกูลคานธีจะยึดครองสัมปทานการปกครองของอินเดีย  ฝ่ายค้านวิเคราะห์ว่าเป็นแผนซีไอเอที่ลึกซึ้ง  ที่ต้องอ้างว่าลึกซึ้งเพราะคนวิเคราะห์เองก็ไม่รู้แผนนี้เหมือนกัน  ส่วนพระแขกรูปหนึ่งบอกว่า  เป็นเพราะพระเจ้าลงโทษที่นางอินทิราเอานมบูดไปถวายบูชา  ซึ่งบทวิเคราะห์นี้กินของท่านอีกรูปหนึ่งไม่ลง  ท่านว่าเป็นเพราะเครื่องบินของนายสัญชัยไปประสานงากับวัวพระศิวะที่เหาะผ่านมาพอดี  ผลคือเครื่องบินตกแต่วัวพระศิวะไม่เป็นไร(ฮา)

รายสุดท้ายให้เหตุผลเด็ดขาดกว่าเพื่อน  วิเคราะห์ว่าเป็นเพราะขณะที่นายสัญชัยบินผ่านบ้านพักของตนนั้น  ก็แลลงมาเห็นเมียนั่งชันเข่าซักผ้าอยู่  ผ้านุ่งนั้นตกคล้องช้าง  ด้วยความกลัวว่าชาวบ้านจะเห็นด้วยเลยบินโฉบลงมากะจะบอกเมียให้นั่งหุบขาดีๆ  เครื่องบินเลยตกเพราะบินต่ำไป  ตัวคุณชัยชนะเองแกบอกว่าแกเชื่อการวิเคราะห์ของแขกรายสุดท้ายมากกว่าเพื่อน  ผู้ฟังท่านใดสนใจไปหาอ่านได้ใน แขกยิ้ม ของสำนักต่วยตูน

สำหรับการเขียนจากประสบการณ์ชีวิตประจำวันนั้น  ท่านนักเขียนคนแรกที่ผมได้อ่านก็คือ หลวงเมือง ซึ่งเขียนเรื่องหรรษาลงเป็นประจำในกะดึงทองเมื่อเกือบสามสิบปีก่อนโน้น  วิธีการเขียนของหลวงเมืองเป็นแบบเล่าสิ่งที่ได้พบเห็นไปเรื่อยๆ  ถึงแม้จะตั้งชื่อประเด็นที่เขียนไว้  แต่เรื่องราวภายในอาจไม่สัมพันธ์กับประเด็นเลยก็ได้  คล้ายกับกำลังเขียนเรื่องหนึ่งแล้วนึกถึงอีกเรื่องหนึ่งได้ก็จับเอามาเขียนต่อ  ทั้งนี้วิธีเขียนเช่นนี้บางท่านอาจคิดว่าไม่ยาก  แต่แท้ที่จริงถ้าเขียนไม่เป็นจะทำให้เละได้ง่ายๆ  ผมทราบว่าหลวงเมืองท่านพิถ๊พิถันกับงานของท่านมาก  เพราะเมื่อปีที่แล้วนี้ได้มีโอกาสพบท่านเป็นครั้งแรกในชีวิต  ผมได้เรียนท่านว่าผมเป็นแฟนติดตามอ่านเรื่องของท่านมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์  เรื่องหนึ่งที่ชอบมากคือเรื่องที่ท่านเขียนว่าได้ไปเที่ยวงานแห่งหนึ่ง  มีแม่ค้าเอากาละมังเนื้อสวรรค์มาตั้งขาย  ผแล้วมีคนเมามาอ้วกใส่กาละมังนั้น  แม่ค้าก็มิได้ว่ากระไร  ยกกาละมังกลับเข้าไปหลังร้าน  ออกมาอีกครั้งหนึ่งเนื้อสวรรค์เป็นมันเลื่อมน่ากินกว่าเดิม

คุณหลวงเมืองฟังแล้วร้องอ๋อ  เรื่องงานปีใหม่น่ะเอง  เห็นไหมครับ  แม้จะเป็นเพียงส่วนเดียวในเรื่องเมื่อเกือบสามสิบปีมาแล้ว  แต่ก็ยังอยู่ในความทรงจำของท่าน  เสน่ห์การเขียนเรื่องหรรษาของคุณหลวงเมืองนั้น  นอกจากจะอยู่ที่สำนวนการเขียนที่ทำให้อมยิ้มตลอดทุกประโยคแล้ว  ท่านยังเป็นเจ้าตำรับของคำอุทานพวก  พับเผื่อย...พะผ่า...พับแผ่

การเขียนเรื่องจากประสบการณ์โดยเอาตัวเองเป็นพระเอกของเรื่องนั้น  ผู้ที่เคยประสบความสำเร็จเท่าที่เคยเห็นมามักจะใช้ท่วงทำนองการเขียนแบบอ่อนน้อมถ่อมตน  ซื่อๆเซ่อๆ  และมักประสบเคราะห์กรรมให้ผู้อ่านได้หัวเราะชอบใจอยู่เสมอ  เหตุผลอาจเป็นได้ว่า  ผู้อ่านส่วนใหญ่เกือบทุกคนก็ล้วนก็ล้วนแต่เคยเผชิญเคราะห์หามยามร้ายมาด้วยกันบ้างแล้วไม่มากก็น้อย  การได้อ่านพบเรื่องคนอื่นที่เคราะห์ร้ายทำให้มีความเห็นอกเห็นใจเสมือนเจอเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุข

ผมอ่านเรื่อง น้ำท่วม๒๖  ของคุณสีทันดร ในสตรีสาร  ผู้เขียนเล่าว่า  น้ำได้ทะลักเข้าบ้านอย่างกะทันหัน  มารู้ตัวเองก็เมื่อเจิ่งนองไปทั่วแล้ว  เหลียวดูรอบๆก็เห็นหมาที่เลี้ยงไว้ยืนแช่น้ำทำตาปริบๆเป็นแถว  จึงจัดการหาเก้าอี้มาให้หมานั่งตัวละที่  อ่านแล้วเห็นภาพพจน์ได้ชัดเจน  เพราะบ้านผมเอาหมานั่งแท่นไว้เป็นเดือนเหมือนกัน  คุณสีทันดรเล่าไว้อีกนิดหนึ่งว่า  พอมีแขกมาหาก็เชิญให้นั่ง  แขกมองซ้ายขวาแล้วก็ปฏิเสธ  บอกว่าเกรงใจหมามัน(ฮาสนั่น)

ไอ้การที่ร่วมทุกข์กันอย่างนี้แหละครับทำคะแนนได้เยอะ  แต่ก็ใช่ว่าจะพูดสุ่มสี่สุ่มห้าไปเรื่อยโดยไม่ดูกาละและเทศะ  คุณหรือผมพูดถึงเรื่องน้ำท่วมแล้วเราอาจหัวเราะ  ยังไงคนไทยเราก็ยังพอมีอารมณ์ขันได้ในทุกเหตุการณ์  แต่พอปู่เทียม(อดีตผู้ว่ากทม.)ให้สัมภาษณ์บ้าง บอกว่าน้ำท่วมมากๆดีจะได้ส่งไปขายซาอุ  แหม  คนฟังได้ยินไม่ขำครับ  กลับแค้นแทบกระอักออกมาเป็นโลหิต

การทำเรื่องเศร้าให้คนดูหัวเราะทั้งน้ำตานี่เป็นวิธีที่ชาลี แชปปลินใช้อยู่เป็นประจำ  ส่วนนักเขียนแนวนี้ของเมืองไทยในปัจจุบันคงไม่มีใครเกินคุณฉุ่ย มาลี แห่ง ต่วยตูน

ชีวิตของคนยากนั้นตีนถีบปากกัด  ว่าไปแล้วสนุกกว่าชีวิตคนรวยหลายเท่า  เช่นคุณฉุ่ยเคยเล่าว่าแต่ละวันจะไปอาศัยอ่านหนังสือพิมพ์ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง  ซึ่งเจ้าของร้านเป็นคอหนังสือและรับหนังสือพิมพ์หลายฉบับ  วิธีการที่จะอ่านนสพ.ให้ได้ครบทุกฉบับนั้นต้องมีเทคนิคต่างๆมากมาย เช่นว่าเมื่ออ่านจบอย่าเพิ่งวางทิ้งบนโต๊ะ  แต่ต้องชำเลืองดูฉบับอื่นว่าเขาจวนอ่านจบหรือยัง  จะได้เอาของเราไปแลก  ถ้าเขายังไม่เสร็จเราก็ต้องอ่านจิปาถะตีอู้ไปก่อน  มีหนหนึ่งที่คุณฉุยเห็นเขาวางนสพ.ลงจึงถลันเข้าไปเอา  แต่เขาคนนั้นเพียงแต่วางพักเพื่อล้วงบุหรี่มาสูบเท่านั้น  ทำให้อับอายขายหน้ายิ่งนัก

วัตถุดิบประเภทที่สองคือพล็อตหรือการเขียนรูปนิยายเรื่องสั้นหรรษา  ความยากมันอยู่ที่การหาพล็อต  ถ้ามีพล็อตดีๆการเขียนแนวหรรษานี้ก็จะง่ายกว่าเขียนแนวอื่น  อาจเป็นเพราะไม่ต้องกังวลกับข้อเท็จจริงมากนัก  ไม่ต้องใช้โวหารแบบกวีนิพนธ์  ข้อสำคัญคือต้องมีลูกเล่นสอดแทรก  นักประพันธ์ส่วนใหญ่มักเคยเขียนเรื่องแนวหรรษาไว้คนละเรื่องสองเรื่อง  เช่น เรื่องสั้นในชุด เพื่อนนอนของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์  เรื่องในนามปากกาเจ้าจำปี ของคุณประมูล อุณหธูป  เรื่องชุดผู้มียี่เกในหัวใจ ของคุณรงค์ วงษ์สวรรค์

แต่ก่อนนี้คุณวสิษฐ เดชกุญชรก็เคยเขียนในทำนองเรื่องสั้นลงในชาวกรุงอยู่พักหนึ่งเหมือนกัน

ชุด พล นิกร กิมหงวน ของ ป.อินทรปาลิตก็จัดเป็นนิยายหรรษา

ตัวอย่างของเรื่องสั้นแนวขำขันที่ผมถือว่าเยี่ยมที่สุดคือเรื่อง ขออีกจาก ของท่านแสงทอง(*เรื่องนี้จริงแท้แล้วมีชื่อภาษาอังกฤษว่า A Piece of  Pie ของเดม่อน รันยอน  แปลัไทยในชื่อ เดชอ้ายโย่งเย่งจอมเขมือบผจญฤทธิ์นางพญากุญชร โดย แดนอรัญแสงทอง สนพ.หนึ่ง  ปี๒๕๕๓  คาดว่าเป็นการเก็บความมาใส่ชื่อ บรรยากาศแบบไทยๆ-เว็บมาสเตอร์)  พล็อตของเรื่องเป็นการแข่งขันกินจุของชายหนึ่งหญิงหนึ่ง  แต่ละคนมีเทรนเนอร์และกองเชียร์ให้กำลังใจ  ได้แสงทองได้บรรยายแต่ละขั้นตอนอย่างละเอียด  มีแท็กติกแพรวพราวแทรกอารมณ์ขันตลอดเวลา  แม้แต่ชื่อของนักกินฝ่ายหญิงก็ใช้ชื่อว่า นางสาวเสวย  จุดสุดท้ายที่เอาไปตั้งชื่อเรื่องมีว่า  เมื่อทั้งคู่แข่งกินจนอิ่มแปล้ไม่สามารถยัดทานลงไปได้อีกแล้ว  ก็เริ่มหาทางเลี่ยงต่างๆ  เช่น เมื่อเอาปลิงทะเลมาเสิร์ฟก็ไม่ยอมกินอ้างว่าสะอินสะเอียน  ของหวานรายการสุดท้ายที่จะต้องกินคือทุเรียน  นาวสาวเสวยตักเอาติ่งปลายเนื้อทุเรียนขึ้นใส่ปากแต่ก็กลืนไม่เข้าจึงเดินโซเซไปหาเทรนเนอร์  เอียงปากเข้าไปที่หูแล้วบ้วนทุเรียนใส่หู  พลางกระซิบว่ากินไม่ไหวแล้วขอยอมแพ้เขาเถอะ  ฝ่ายคู่แข่งขันเห็นดังนั้นก็โวยวายว่าผิดกติกา  ขอให้ประกาศโดยทั่วกันว่านางสาวเสวยปรึกษาว่ากระไร  เทรนเนอร์ลุกขึ้นชี้แจงว่า  นักกินฝ่ายเขานั้นชอบทุเรียนมาก  เมื่อกินหมดแล้วจะขอเพิ่มอีกหนึ่งจาน (ฮา)  นักกินฝ่ายตรงข้ามได้ยินก็เป็นลมตกเก้าอี้พ่ายแพ้ไป

วัตถุดิบประเภทที่สาม  คือเรื่องที่เอามาแปลหรือแปลง

เรื่องหรรษาที่เอามาแปลงเป็นชิ้นเป็นอันน่าจะเป็นชุดนายเลากะงังฆ์ ที่อาจารย์เปลื้อง ณ นครนำเอา พิควิคส เปเปอร์ของดิกเกนส์มาทำ  สำหรับนักแปลหรรษายุคปัจจุบันคงไม่มีใครทาบคุณเทศภักดิ์ นิยมเหตุ ผู้แปล แผ่นดินนี้เราจอง จากเรื่องไพโอเนียร์โกโฮม ของริชาร์ด พาวเวลล์  หัวใจสำคัญของเรื่องแปลว่าจะสนุกมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับสำนวนของนักแปล แปลเก่งๆอาจได้รสชาติกว่าต้นฉบับด้วยซ้ำ

ประเภทที่สี่  คือการเอาสารคดีมาเขียน  การเผยแพร่ความรู้ด้านวิชาการโดยเขียนให้เบาและมีอารมณ์ขันจัดว่าเป็นกุศลกรรมและช่วยเด็กนักศึกษาได้ไม่น้อย  การเขียนวิชาการด้วยเนื้อดาล้วนๆมักได้ผลแต่เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องในด้านนั้นๆ 

ประเภทสุดท้าย  คือการเอาข่าวหลังเหตุการณ์บ้านเมืองมาเขียน  ในต่างประเทศนิยมกันมากโดยเฉพาะนายอาร์ท บุควอลด์ คอลัมนิตส์ผู้ขายงายเขียนให้กับนสพ.กว่าร้อยฉบับ  การเขียนทำนองนี้จำเป็นต้องเอานักเขียนที่โด่งดังในวงการต่างๆโดยเฉพาะวงการเมืองมาล้อ  นายอารทล้อได้อย่างกว้างขวางมีขีดจำกัด  สามารถนำเอาเรื่องจริงมาแต่งอ้างอิงและขยายให้เกินความจริงโดยไม่มีใครถือสา

ในเมืองไทยยังไม่มีใครกล้าเขียนทำนองนี้  อาจเป็นเพราะผู้ที่ถูกล้อยังไม่มีใจกว้างและอารมณ์ขันพอเพียงที่จะเห็นขันด้วย

ผมได้พูดถึงเรื่องการเขียนมาพอสมควรแล้ว  อยากจะขอเพิ่มเติมก่อนจะจบคือ  เรื่องที่ไม่น่าเอามาเขียน บ้าง

เรื่องแรกคือเรื่อง เซ็กซ์  แต่ความจริงถ้าจะพูดให้ตรงแล้วไม่ใช่เป็นเรื่องเสียหายทีเดียวนักถ้าหากรู้จักใช้ถ้อยคำที่เหมาะสม  คือไม่ใช้คำหยาบโจ่งครึ่มไร้ศิลปะ  แต่จะต้องมีอะไรคลุมๆไว้บ้าง  ผมขอยกตัวอย่างที่ได้อ่านพบจากคอลัมน์ของคุณลอง ลิขิต แห่งไทยรัฐ  เขารายงานข่าวน้ำท่วมไว้ว่า  วันนี้ระดับน้ำขึ้นสูงระดับหัวเข่าสาวๆแต่ยังไม่สูงถึงจานจ่าย  เห็นไหมครับ  ใช้ถ้อยคำธรรมดาๆนี่เอง  แต่ผมมอภาพพจน์ของจานจ่ายชัดเจน  วันรุ่งขึ้นคุณลอง ลิขิตรายงานอีกว่า  วันนี้ระดับน้ำสูงมาก  นอกจากจะท่วมจานจ่ายแล้วยังท่วมหัวเทียนอีกด้วย (ฮา)

นี่แหละครับ  นักเขียนท่านช่างประดิษฐ์ถ้อยคำนัก  ผมเองยอมรับตรงๆว่าไม่มีปัญษคิดคำพวกนี้ขึ้นมาได้เองหรอกครับ...แต่ชอบมาก

เรื่องที่สองคือการเมือง  ต้องระวังถ้าเอาชื่อคนดังๆมาล้อเล่น  ต้องดูความเหมาะสม  ในตอนนี้เท่าที่พอจะเขียนกันได่ก็มักใช้ชื่อเลี่ยงๆ  เราจึงมีแต่ชื่อ 

ผมขอจบการอภิปรายส่วนของผมไว้เพียงเท่านี้ครับ

Home Page : Magazine : Pocket Book : Promotion : Webboard : Contact Us : Customer Service
Copyright © 2010 Tuay Toom & P.Vatin Publication Company Limited.