http://ebooks.in.th/heretic/

Homepage > เรื่องเด่นในอดีต > อุบาทว์
 

อุบาทว์

ส .พลายน้อย

ต่วยตูนพอกเก็ตเล่มที่๓  ปีที่๒๐ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๓

ในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่๑ พระเจ้าอยู่ทองนั้น  ได้มีเหตุแปลกประหลาดเกิดขึ้น  คือในปี พ.ศ. ๑๘๙๖  ม้าของขุนพินิจฉัยตกลูกออกมาสองตัว  แปดเท้า แต่มีศีรษะเดียว ต่างเดินชิงศีรษะกัน  และในปีเดียวกันนั้น  ไก่ของพระศรีมโหสถฟักฟองตกลูกผิดธรรมชาติ  เป็นเรื่องอาเพศ  คนโบราณถือว่าเป็นลาง  อย่างมีสำนวนโบราณพูดกันว่า นกสองหัวคบไม่ได้

 

หลายปีมาแล้ว  เขาเล่าว่ามีคนทำนกสองหัว  ดูเหมือนจะเป็นรูปอีกาไปวางไว้ที่บริเวณรัฐสภา  จะจริงเท็จอย่างไรไม่ทราบ  เพราะไม่เคยไปดู  แต่ตามที่กล่าวขานกัน  คล้ายกับจะเป็นการประชดแดกดันนักการเมืองที่ไม่มีอุดมคติของตนเอง  วันนี้เข้ากับทางนี้  วันต่อไปเข้ากับทางนั้น  เรียกว่ามีประโยชน์กับทางไหนก็เข้ากับทางนั้น  ในพจนานุกรมให้ความหมายของคำว่านกสองหัวไว้ว่าหมายถึง  คนที่ทำตัวฝักใฝ่เข้าด้วยทั้งสองฝ่ายที่ไม่เป็นมิตรกัน โดยหวังประโยชน์เพื่อตน   สำนวนนกสองหัวนี้ใช้กันมาแต่โบราณนานมาก  ในหนังสือเสภาขุนช้างขุนแผนก็มีกล่าวถึง

 

       “เหม่อ้ายเชียงทองจองหองเอา

ลงไปเข้ากับไทยช่างไม่กลัว

แต่ก่อนนั้นมันขึ้นแก่เรานี้

ถือดีหยิ่งยกนกสองหัว

เรื่องของอาเพศดูเหมือนจะมีกล่าวถึงในพระราชพงศาวดารมาก  อย่างเมื่อจะเสียกรุงแก่ข้าศึกเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ ก็เกิด  อาเพศให้เห็นประหลาดเป็นนิมิต  พระประธานวัดเจ้าพระนางเชิงน้ำพระเนตรไหลลงมาจนพระนาภี   ในวังนั้นวัดพระศรีสรรเพชญ์  พระบรมไตรโลกนาถพระอุระแตก ดวงพระเนตรตกลงมาอยู่ที่ตักเป็นอัศจรรย์  พระเจดีย์วัดราชบูรณะนั้น  กาบินมาเสียบตายอยู่ปลายยอดโดยอาเพศ

เรื่องน้ำพระเนตรพระพุทธรูปที่เกิดก่อนกรุงแตก  มีกล่าวถึงย้อนขึ้นไปถึงต้นยุค คือเมื่อพ.ศ.๑๙๖๗ สมเด็จพระราเมศวร พระราชโอรสสมเด็จพระบรมราชาธิราช เสด็จไปเมืองพิษณุโลก  ครั้งนั้นก็ปรากฏว่ามีผู้เห็นน้ำพระเนตรพระพุทธชินราชตกออกเป็นโลหิต  แต่ไม่มีเหตุการณ์อันใด  อีก๑๐ปีต่อมาสมเด็จพระราเมศวรก็ได้ราชสมบัติ  ที่เกิดอุบาทว์แล้วทำให้เสียบ้านเมืองก็มีอยู่หลายคราว  นอกจากเสียกรุงดังกล่าวมาแล้ว  ในรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชก่อนที่จะเสด็จไปตีเมืองทวายได้นั้น  ได้เกิดอุบาทว์ในเมืองทวายหลายประการ  วัวตกลูกตัวหนึ่งมีแปดเท้า  ไก่ฟักฟองตกลูกตัวหนึ่งมีสี่เท้า  ข้าวสารงอกเป็นใบ  และในปีนั้นสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จสวรรคต

เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จไปตีเมืองเชียงใหม่นั้น  ก็บังเกิดอุบาทว์ให้เห็นโลหิตตกอยู่ ณ ประตูบ้านแลเรือนราษฎรทั้งในเมืองและนอกเมืองทุกตำบล  ปรากฏว่าเมื่อตีเมืองเชียงใหม่ได้แล้วก็ยกทัพกลับ  ได้เสด็จสวรรคตระหว่างทางไม่ทันถึงกรุงศรีอยุธยา  หลังจากนั้นนางพญาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ก็ผูกสมัครรักใคร่กับขุนชินราช(ขุนวรวงศาธิราช)  ก่อนจะตกลงปลงใจก็เกิดอุบาทว์ขึ้นก่อนคือ  พระฉัททันต์ช้างต้นไหลร้องเป็นเสียงคนร้องไห้และประตูไพชยนต์ก็ร้องเป็นอุบาทว์  ต่อมาภายหลังทั้งสองก็ถูกสำเร็จโทษ

เรื่องอุบาทว์ในพระราชพงศาวดารนั้นมีหลายครั้ง

 

บอกลักษณะอุบาทว์ก็มี  ไม่บอกว่าเกิดเป็นอย่างไรก็มี  แจ้งแต่ว่าเกิดอุบาทว์  คำว่าอุบาทว์นั้นหมายถึง อัปรีย์ จัญไร ไม่เป็นมงคล ด้วยเหตุนี้คนเราจึงกลัวอุบาทว์กันมาก  เมื่อเกิดอาเพศผิดไปจากธรรมดา  เป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเป็น  ไม่ควรจะเกิดขึ้นก็เห็นเป็นเรื่องอุบาทว์ไว้ก่อน  จึงได้เกิดมีตำราทำนายทายทักอาเพศต่างๆขึ้นเรียกว่า คัมภีร์อธิไทโพธิบาทว์ อย่างเช่น อุบาทว์พระอินทร์  ได้แก่

ฟ้าผ่าแผ่นดิน  ผ่าประตูปราสาทราชวัง  ต้นไม้  ศาลเทพารักษ์  โรงม้า  โรงช้าง  พระเจ้าแผ่นดินทรงเห็นแสงอินทรธนู(สายรุ้ง)ในเวลากลางคืน  นอกจากนี้ก็มีเหตุอันไม่น่าจะเป็นไปได้  เช่น ตกจากราชอาสน์หรือช้างทรง ม้าทรง  พอพระทัยที่จะอยู่ในป่ามากกว่าในวัง  อำมาตย์ราชบริพารเกิดวิวาทกัน  สัตว์ป่าเข้าเมือง  วัวตัวเมียขึ้นเกยตัวผู้  จวักหักคามือ  พวกบ่าวไพร่ร้อนใจ

มีผู้ที่สนใจเรื่องอุบาทว์ถามว่า  การที่อำมาตย์ราชบริพารเกิดวิวาทกันนั้นเป็นอุบาทว์ร้ายแรงมากน้อยเพียงใด  และเคยมีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นในเมืองไทยบ้างหรือไม่

เรื่องการทะเลาะเบาะแว้งของขุนนางข้าราชการนั้นดูเหมือนจะมีอยู่เสมอ  แต่ที่เลื่องลืออยู่ในพงศาวดาวก็คือขุนนางระดับอัครมหาเสนาบดีวิวาทกัน  เรื่องมีอยู่ว่าในสมัย ร.๒  มีงานพระเมรุเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพยวดีที่ท้องสนามหลวง  เริ่มงานวันที่๗พฤษภาคม พ.ศ.๒๓๖๗  ในงานนี้มีมหรสพสี่วันสี่คืน  และได้พระราชทานเพลิงในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม  ระหว่างงานเสนาบดีฝ่ายกลาโหมกับเสนาบดีฝ่ายมหาดไทยเกิดวิวาทขึ้น  ตามเรื่องว่าเจ้าพระยามหาเสนา(บุญสังข์)  ได้พาภรรยาน้อยไปดูงานที่พลับพลามวย  ครั้นถึงเวลาค่ำจุดดอกไม้ไฟแล้ว  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จกลับเข้าวัง  เจ้านายและขุนนางก็พากันกลับ

เจ้าพระยามหาเสนานั่งแคร่มีคนหาม  บรรดาภรรยาน้อยก็เดินตามหลังแคร่  พวกทนายถือเครื่องยศตามหลังพวกหม่อมมาอีกตอนหนึ่ง  พอเดินมาถึงมุมวังกรมหมื่นเทพพลภักดีจะเข้าประตูวิเศษชัยศรีแล้วมาออกประตูรัตนพิมานเพื่อลงเรือที่ท่าขุนนาง  แต่ยังไม่ทันได้เข้าประตูก็เกิดเรื่อง  เพราะตรงประตูวิเศษชัยศรีนั้นผู้คนไปแออัดรอกันอยู่  ฝ่ายหนึ่งจะเข้าไปในวัง  ฝ่ายหนึ่งจะออกไปทางท่าพระ  คนจึงไปติดคลักกันอยู่ตรงนั้น  ไม่มีเจ้าหน้าที่จัดการ  พอดีคนหามแคร่เจ้าพระยามหาเสนามาถึง  จะเข้าประตูวิเศษชัยศรีก็เข้าไม่ได้  ต้องหยุดรออยู่

ขณะที่ขบวนของเจ้าพระยามหาเสนาหยุดรอนั่นเอง  ก็พอดีคนหามแคร่เจ้าพระยาอภัยภูธรตามติดมาข้างหลัง  และไม่ยอมหยุด  เดินเบียดแทรกบุกรุกเข้าไป  แม้พวกทนายของเจ้าพระยามหาเสนาจะห้ามปรามอย่างไร  พวกเจ้าพระยาอภัยภูธรก็ไม่ยอมฟังดันทุรังจะแซงไปให้ได้  จึงเกิดตีกันขึ้น  พวกทนายของเจ้าพระยามหาเสนาแย่งกระบี่เครื่องยศฝักทองของเจ้าพระยาอภัยภูธร(น้อย)ไว้ได้  แต่พวกภรรยาน้อยของเจ้าพระยามหาเสนาก็คงจะถูกมือที่สามลวนลามเอายับเยินเต็มที  เพราะเป็นเวลามืดค่ำไม่รู้ว่าใครเป็นใคร  ต่อเมื่อรวมตัวกันได้จึงพากันเตรียมตัวลงเรือกลับบ้าน  ขณะนั้นลูกหลานเจ้าพระยาอภัยภูธรเป็นเจ้ากรมปลัดกรมพระตำรวจมีอยู่หลายคน  เมื่อส่งเสด็จขึ้นพระมหามณเฑียรแล้วก็กลับกันออกมา  เมื่อพบเจ้าพระยาอภัยภูธรแล้วทราบเรื่องที่เกิดขึ้น  จึงพากันวิ่งตามขบวนเจ้าพระยามหาเสนาไปทันกันที่เรือ  เกิดวิวาทแย่งชิงกระบี่กลับคืนไปได้  เจ้าพระยามหาเสนาเห็นท่าจะไม่สู้ดีก็ลงเรือข้ามฟากไปบ้าน 

ครั้นเสร็จงานพระเมรุแล้ว  เจ้าพระยามหาเสนาก็กราบบังคมทูลกล่าวโทษเจ้าพระยาอภัยภูธร  ว่าเป็นผู้รุกรานข่มเหง  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้โปรดให้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ และพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นศักดิพลเสพให้เป็นตระการชำระความ  แต่การที่ชำระกันนั้นก็ไม่เป็นเรื่องจริงจังอะไรนัก  เป็นแต่ล้อเจ้าพระยามหาเสนาเล่น  ด้วยท่านพาภรรยาน้อยไปเที่ยวจึงได้เกิดเรื่องวุ่นวายดังกล่าว

 

ถ้าจะถามว่า  การที่เสนาบดีวิวาทกันจะเข้าลักษณะอุบาทว์ อำมาตย์ราชบริพารเกิดวิวาทกัน หรือไม่   เรื่องนี้เมื่อตรวจสอบดูตามพงศาวดารก็ไม่มีอะไรร้ายแรง  ส่วนเจ้าพระยาทั้งสองก็รับราชการต่อมาปกติ  เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว(กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์)เสวยราชสมบัติ  ก็ได้พระราชทานเสลี่ยงงาให้เป็นเกียรติยศแก่ท่านทั้งสองอีกด้วย

อันที่จริงการกระทบกระทั่งกันระหว่างเสนาบดี  ก็เป็นเรื่องของปุถุชนทั่วไป   ในสมัยรัชกาลที่๕ก็มีหลายเรื่อง  แต่ไม่ถึงกับตีกัน  เป็นแต่เพียงแต่งเรื่องกระทบกระเทียบกันเท่านั้น แล้วลามปามถึงกับมีการลาออกเกิดขึ้น  ในปัจจุบันนี้ถ้าจะมีเสนาบดีด่ากันบ้าง  จะชกต่อยกันบ้างเห็นจะเป็นเรื่องธรรมดาเสียแล้ว  ถ้าไม่มีดูจะกลายเป็นอาเพศหรือเกิดอุบาทว์ร้ายแรงขึ้นเสียอีกก็ไม่รู้  เพราะมีคำทำนายครั้งกรุงศรีอยุธยากล่าวไว้แปลกหูดูชอบกล  จะยกมาให้อ่านเล่นซักตอนหนึ่งดังนี้

 

     

เทวดาซึ่งรักษาพระศาสนา

จะรักษาแต่คนฝ่ายอกุศล

สัปบุรุษจะแพ้แก่ทรชน

มิตรตนจะฆ่าซึ่งความรัก

ภรรยาจะฆ่าซึ่งคุณผัว

คนชั่วจะมล้างผู้มีศักดิ์

ลูกศิษย์จะสู้ครูพัก

จะหาญหักผู้ใหญ่ให้เป็นน้อย

ผู้มีศีลจะเสียซึ่งอำนาจ

นักปราชญ์จะตกต่ำต้อย

กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย

น้ำเต้าอันน้อยจะถอยจม

ผู้มีตระกูลจะสูญเผ่า

เพราะจัณฑาลมันเข้ามาเสพสม

ผู้มีศีลนั้นจะเสียซึ่งอารมณ์

เพราะสมัครสมาคมด้วยมารยา

 

คิดดูก็แล้วกัน  เมื่ออะไรๆมันเกิดอาเพศผิดไปอย่างนี้แล้ว  เราจะหาความสุขได้จากที่ไหน

                                

Home Page : Magazine : Pocket Book : Promotion : Webboard : Contact Us : Customer Service
Copyright © 2010 Tuay Toom & P.Vatin Publication Company Limited.