http://ebooks.in.th/heretic/

Homepage > เรื่องเด่นในอดีต > ปีศาจแสยง
 

ปีศาจแสยง

พัฒนพงศ์  พ่วงลาภหลาย

ต่วยตูนพอกเก็ตเล่มที่๖ ปีที่๑๐ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๒๔

ผมว่าผีนี่ก็คงเหมือนคนนี่แหละครับแบ่งออกได้เป็นสองเพศ  คือชายและหญิง  ส่วนที่ว่าจะมีผีกระเทยรึเปล่านั้นยังไม่ทราบกันเป็นที่แน่ชัด  แต่คงมีผีวิปริตบ้างเหมือนกัน  ไม่งั้นเวลากระเทยตายไปจะเป็นอะไรล่ะ  เป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งของผีที่ว่า  ถ้าเป็นผีผู้ชายจะมีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว เช่นคุณโขมด คุณกระหัง เป็นต้น   ส่วนผีผู้หญิงมักจะสวยอย่างผีนางตานีหรือผีตะเคียน  ขนาดผีกระสือมีหัวกะไส้  ตอนกลางวันยังเป็นสาวสวยใส่แว่นตาดำมีทุกสิ่งธรรมด๊าธรรมดาเลยครับ

ผีจำพวกผีเปรตก็ไม่ปรากฏบันทึกกันว่าเปรตผู้ชายจะสามารถแปลงร่างเป็นหนุ่มรูปงามหลอกสาวๆ  นอกจากรูปหล่อรายนั้นเป็นคนจริงๆแล้วถูกสาวเจ้าด่าเอาว่า  ไอ้เปรตเท่านั้น  แต่เปรตผู้หญิงที่แปลงร่างเป็นสาวงามหลอกหนุ่มๆมีครับ  ก็เปรตวันทองไงล่ะ

ปีศาจที่ผมได้เจอมา  และกำลังจะเล่าให้ท่านผู้อ่านอยู่เดี๋ยวนี้ก็เป็นผีผู้หญิงครับ  ถึงแม้ว่าผมจะไม่แน่ใจว่าฝันไปหรือว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความจริง  ทว่าผมยังจำเหตุการณ์นั้นได้แม่นยำแม้ว่าจะผ่านมาแล้วหลายปีก็ตาม

บางอ้อสมัยที่ผมย้ายไปอยู่นั้นยังไม่เจริญเหมือนเดี๋ยวนี้  ยิ่งในซอยบางอ้อด้วยแล้วพื้นที่ส่วนใหญ่ยังเป็นสวนอยู่เลยครับ  ความจริงผมไม่อยากมาอยู่ไกลและลึกเข้าในสวนในซอยอย่างนี้หรอกครับ  แต่ว่าบ้านนี้ค่าเช่าถูก  แล้วมันเป็นของแม่เพื่อนผมเอง  ซึ่งคงจะพอติดค้างค่าเช่ากันได้ในยามขาดแคลนเงินทองขึ้นมา

ขนของมาอยู่เรียบร้อย  ก็มีแค่มุ้งหมอนที่นอนเสื่อ  กล่องผงซักฟอกใส่เสื้อผ้ากับกล่องแม่โขงใส่หนังสือเท่านั้น  ส่วนโต๊ะเก้าอี้ที่บ้านหลังนี้มีอยู่ก่อนแล้ว  ก็มีโต๊ะเก่าๆกับเก้าอี้พับสองสามตัวเท่านั้นที่เป็นเฟอร์นิเจอร์หลัก

จัดของเข้าที่แล้วเพื่อนผมที่เป็นลูกชายเจ้าของบ้านหิ้วเหล้าหิ้วกับแกล้มมาเยี่ยม  ผมเลยจัดการฉลองขึ้นบ้านใหม่แบบคนยากกับลูกชายเจ้าของบ้านตัวจริงซะเลย  ตอนนั้นมันเย็นแล้วได้เวลาพอดีครับ

ตอนหนึ่งของการสนทนา  เพื่อนผมส่ายคอง่อกแง่กถามด้วยความเมา

เอ็งกลัวผีรึเปล่า?

 

ถามทำวะ?   ผมยกแก้วค้าง

อยากรู้

 

บ้านเอ็งนี่มีอะไรผิดปกติเรอะเปล่า?   ผมถามแทนที่จะตอบ  เพราะรู้สึกว่าคำถามของมันค่อนข้างพิกล

 

ที่บ้านไม่มี  แต่ที่หลังบ้านโน่น...  มันชี้มือประกอบคำพูด

 

มีอะไรเรอะ?  ผมมองตามมือมัน  แต่ไม่เห็นมีอะไรผิดสังเกต  มีแต่ดงล้วยขนาดใหญ่ขึ้นไม่เป็นระเบียบเท่านั้น

 

มีคนเห็นผู้หญิงแต่งชุดไทยโบราณเดินแวบๆอยู่ในนั้นบ่อยๆว่ะ  มันพูดหัวเราะๆอย่างคนไม่ค่อยเชื่อเรื่องผีเรื่องสาง

 

ผีตานี?    ผมหายเมาไปกว่าครึ่ง

คงงั้น

สวยมั้ย?

พูดเรื่องผู้หญิงเป็นไม่ได้เชียวนะมึง  แม้แต่ผี  มันด่าผมก่อนจะพูดต่อเรื่อยๆ  ยังไม่มีใครเคยเห็นหรือโดนหลอกจังๆเลยว่ะ  ว่าแต่เอ็งเถอะกลัวเรอะเปล่า?

เรื่องแบบนี้ใครจะยอมรับให้เสียเชิงชายล่ะครับ  เป็นผู้ร้ายปากแข็งไว้ก่อน  ยิ่งเมาๆด้วยแล้วช้างยังเหลือตัวเท่าหมูนี่หน่า

กลัวอะไรกับผีวะ  มาสิดีจะได้จีบทำเมียซะเลย

 

ปากดีไปเถอะมึง  มาจริงๆล่ะก็วิ่งป่าราบไปเท่านั้น  มันล้อผม

 

วิ่งไล่ปล้ำป่ากล้วยราบน่ะซีวะ  อยากรู้ว่าจะมีทีเด็ดเหมือนเบอร์๗๒ที่บางขุนพรหมเรอะเปล่า   พูดด้วยฤทธิ์เหล้า 

 

เอ้า นางตานีจ๋า  ไอ้พงศ์เพื่อนผมมันบอกว่าอยากได้คุณเป็นเมียแน่ะ  คืนนี้มาหามันหน่อยนะ  มันคิดถึงใจจะขาดอยู่แล้ว   เพื่อนผมตะโกนให้ดงกล้วยด้วยความคะนอง  เราหัวเราะให้กันในความทะลึ่ง  จนแทบจะไม่ได้สังเกตว่าดงกล้วยนั้นไหวตามลมกราวใหญ่ราวกับจะตอบรับคำ

จากนั้นเราเปลี่ยนเรื่องคุยจนเหล้าหมด  เพื่อนผมก็ขอตัวกลับบ้านซึ่งอยู่ออกไปทางปากซอยไม่ไกลนัก

คืนนั้นเองจะเป็นเวลาเท่าใดจำไม่ได้แน่  ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นด้วยอะไรบางอย่างที่ผมไม่สามารถอธิบายได้  อะไรบางอย่างนั้นบีบบังคับให้ผมหันไปมองทางดงกล้วยที่ตรงกับหน้าต่างพอดี

 

ท่ามกลางแสงจันทร์หลุบหลู่  ที่ส่องลอดเมฆดำทะมึนออกมาได้เป็นบางส่วน  ผมแลเห็นดงกล้วยหลังบ้านเป็นแนวดำที่มีขอบเส้นไม่เป็นระเบียบตัดกับฟ้าสีเทาทึบ  มันเป็นความมืดที่ตัดกับความมืด  และในความมืดที่ดำกว่านั้น  ผมเห็นอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ภายใน  สิ่งที่เคลื่อนไหวนั้นมืดกว่า  มันเป็นการมองที่ไม่เหมือนกับการมองปกติ   คล้ายกับว่าผมเห็นด้วยประสาทอีกส่วนหนึ่ง  ที่ไม่ใช่การมองเห็นด้วยสายตา  เหมือนอยู่อีกโลกหนึ่งด้วยซ้ำ

ความยะเยือกแผ่ซ่านขึ้นมาจากหัวใจ  มันแล่นวาบไปทั่วร่างของผม  ทำให้หน้าชาเห่อ  ขนลุกเกลียวขึ้นมาเมื่อมันแล่นผ่านไป  และแล้วผมก็รู้สึกตัวว่าผมบังคับร่างกายไม่ได้  อะไรบางอย่างนั้นเข้ามาบังคับร่างกายของผมแทนตัวผม

มันทำให้ผมเดินไปที่ดงกล้วยนั้น  ผมพยายามที่จะควบคุมตัวเอง  บังคับตัวเองให้หันหลังกลับวิ่งหนีขึ้นบนบ้านร้องขอความช่วยเหลือ  แต่ผมทำอะไรไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว  ผมพยายามดิ้นรนในขณะที่เท้าของผมพาผมเดินไปข้างหน้า  ให้ตายเถอะ  ผมแน่ใจว่าไม่มีสมองส่วนใดบังคับให้ผมทำอย่างนั้นๆแน่

ผีนางตานี?

ผมบอกกับตัวเอง  เมื่อคิดถึงคำพูดของผมกับเพื่อนในวงเหล้า  ความกลัวจู่โจมเข้ามาทำให้ผมดิ้นรนสุดเหวี่ยง  แต่ไร้ประโยชน์เหมือนเดิม  ในที่สุดเท้าผมก็พาร่างหยุดลง

เธออยู่ที่นั่นเอง  ตรงหน้าผมแค่เอื้อมนี่แหละ  งามพริ้งเพราในชุดสไบเฉียงสีเขียวอ่อน  เขียวเหมือนต้นกล้วย  ชายสไบที่พาดไหล่บางเบาราวกับใบกล้วยเพิ่งคลี่ออกจากม้วน  ผมบอกตัวเองว่า  ไม่เคยเห็นผู้หญิงที่ไหนงามอย่างนี้มาก่อน  ทว่าถึงสวยแค่ไหน  ก็ไม่ได้ทำให้ผมลดความกลัวลงไปได้แม้แต่น้อย  กลัวจนแทบเป็นบ้าไปเดี๋ยวนั้น  ผมดิ้นรนอย่างหมดหวังอีกครั้ง...เหมือนเดิม  ไม่มีส่วนไหนของร่างกายแสดงอาการตอบรับการดิ้นรนของผมเลย

 

คุณว่าคุณรักฉันใช่มั้ย?   เสียงหวานแต่ยะเยือกทำให้ผมลดความกลัวลงบ้าง  นึกในใจว่าเรานี่โดนผีหลอกเข้าแล้ว  ไปสู่ที่ชอบที่ชอบเถอะแม่คุณอย่ามาหลอกหลอนกันเลย  ที่ทำไปพูดไปก็ด้วยความคะนองไม่ได้ลบหลู่เลยแม้แต่นิด  พรุ่งนี้จะทำบุญใส่บาตรไปให้

 

ฉันมาหาตามที่คุณเรียกแล้วไงล่ะ   เธอผู้นั้นพูดด้วยเสียงแบบเดิม  มันทำให้ความกลัวผมลดลงไปอีก  เมื่อรู้สึกว่าไม่มีความเกรี้ยวกราดดุดันอยู่ในน้ำเสียงนั้นเลย

 

มาเถอะ  ฉันก็รักคุณเหมือนกัน   เธอยิ้มชนิดที่ผมรู้สึกว่าเป็นยิ้มที่สวยที่สุดในโลก  แต่ก็เป็นรอยยิ้มที่ผมอยากวิ่งหนีอยู่ดี  ก็ผมรู้นี่หน่าว่าเธอเป็นผีไม่ใช่คน

หากแต่ว่าร่างกายของผมกลับทำสิ่งตรงข้าม  ผมก้าวเข้าไปหาเธอ  รู้สึกถึงความนุ่มนิ่มเมื่อผมกอดเธอไว้เต็มอ้อมแขน  รู้สึกถึงความหอมประหลาดเมื่อจมูกจรดแก้มอิ่มเอิบของเธอ  รู้ต่อไปด้วยว่าร่างกายของผมกำลังจะทำอะไรกับเธอ

ผมพยายามฝืนเต็มที่  นี่ผมกำลังลังโดนข่มขืนหรือ?

 

ฉันรักคุณ  ฉันจะไม่ทำร้ายคุณเลย  ฉันสัญญา  คำพูดเหมือนปลอบ  หรือการที่ผมรู้ว่าดิ้นไปก็ไร้ประโยชน์ก็ไม่ทราบได้ทำให้ผมยุติการขัดขืน  เหตุการณ์ต่อมาดำเนินไปตามครรลองของธรรมชาติ  อย่าฝืนธรรมชาติเป็นดีที่สุด    เหมือนฝันแต่ไม่ใช่ฝัน  มันชัดเจนเกินกว่าที่จะใช้คำว่าฝันได้อย่างมั่นใจ  แต่ที่แน่ๆผมมีความสุขเหลือเกิน

ทุกสิ่งทุกอย่างจบสิ้นลง  เท้าของผมมันพาผมออกมาจากดงกล้วยนั่นเมื่อไก่ขันเรียกทิวาครั้งแรก  มันพาผมมาถึงที่นอนแล้วก็หลับลง

ตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อตะวันส่องแสงเข้ามากระทบใบหน้าจากทางหน้าต่าง  สิ่งแรกที่ผมทำคือลุกขึ้นชะโงกมองไปทางดงกล้วย  ใบกล้วยทั้งดงต้องลมไหวพลิ้วเหมือนทักทายผมอยู่

รู้สึกสากที่เท้า  ผมก้มลงดูก็พบว่าเท้าเปล่าของผมเปื้อนดินเต็มไปหมด  ผมละเมอเดินออกไปหรือว่ามันเป็นความจริง?  ผมแน่ใจอย่างหลังมากกว่า

ไวเท่าความคิดผมวิ่งไปที่ดงกล้วยนั้นทันที  ในหมู่กล้วยมีต้นไม้ใหญ่อยู่ท่ามกลางต้นเล็กต้นน้อย  ใหญ่จนเกือบโอบไม่รอบ  จากลักษณะของมันผมบอกได้ทันทีว่าเป็นกล้วยตานี  สีต้น สีใบ ช่างเหมือนชุดสไบเฉียงที่เธอผู้นั้นใส่เมื่อคืนไม่ผิดเพี้ยน

 

วันนั้นทั้งวันผมคิดถึงแต่เรื่องนี้  คิดถึงความสุขอย่างประหลาดที่ได้รับ 

 

 

ว่ากันว่าผีตานีนี้ขี้หึงนะ  ผมนึกถึงคำบอกกล่าวเล่าเรื่องผีๆที่เคยรู้มา  ไม่เป็นไรนี่หน่า  เมื่อผมมีเธอทำไมผมจะต้องไปหาผู้หญิงที่ไหนอีก  สวยออกอย่างนี้  ดีออกอย่างนั้นจะเสียเวลามองผู้หญิงอื่นทำไมให้โง่  แม้ว่าผมจะเคยหัวหกก้นขวิดมาแล้วมากต่อมาก

เขาว่านางตานีรักใครมากแล้วจะให้ผ้าสไบที่ใช้ห่มมา  ผ้านั้นมีฤทธิ์ทำให้หายตัวได้เมื่อเอามาคลุมตัว  ผมนึกเรื่อยเปื่อยคิดไปต่อว่าจะทำอย่างไรกับผ้านั้นดี  คุณผู้อ่านอย่าว่าผมบ้าเลยนะครับ  ตอนนั้นดูเหมือนว่าความรักจะบดบังความรู้สึกผิดชอบชั่วดีไปเสียหมดแล้ว...ผมรักเธอจริงๆ

หลังจากการรออย่างกระวนกระวายกลางคืนก็มาถึง  ผมรีบเข้านอนแต่หัวค่ำ  กลัวอยู่เหมือนกันแต่น้อยกว่าความรักที่มีต่อเธอ

ฉันรักคุณ  ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายคุณเลย

คำพูดที่จำได้แม่นทำให้ผมไม่มีความกลัวอยู่อีก  และแล้วผมก็ลงจากที่นอนในอาการเดิม  คือร่างกายของผมไม่สามารถควบคุมได้  แต่คราวนี้ใจของผมเห็นด้วย  และปล่อยมันไปอย่างไม่ขัดขืน

เธอยังอยู่ที่เดิม  สวย  น่ารัก  ใจของผมอยากเข้าไปกอดให้สมกับที่คิดถึง  แต่ไอ้ตัวนี่ผมบังคับไม่ได้มันไม่ยอมทำตาม  มันหยุดยืนห่างจากเธอราวสามก้าว  ผมใจหายวูบเมื่อเห็นดวงตาเธอถนัด  ตาของเธอแสดงออกชัดแจ้งว่ากำลังโกรธ  แต่เรื่องอะไรล่ะ?

 

ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายคุณ  แต่คุณเลวมาก  คุณควรตาย   เธอต่อว่าผมด้วยน้ำเสียงที่โมโหขนาดหนัก  จนผมมองเห็นความตายอยู่เบื้องหน้า

 

ไปให้พ้น  ฉันเกลียดคุณ   เธอตวาดผมและหันหลังกลับไปยังต้นกล้วยใหญ่นั้น  เดินหายเข้าไปภายในราวกับมีประตู  ไอ้เท้าของผมมันพาผมเดินจากที่นั่นโดยที่ผมพยายามเต็มที่ๆจะกระชากมันกลับ  ผมตะโกนลั่นในอก  ผมไม่อยากไป  ผมอยากอยู่กับเธอ ตานีจ๋า  ผมรักคุณ  ให้เท้าของผมเดินกลับมาหาคุณ  ให้ผมได้มีโอกาสพูดกับคุณบ้าง  คุณโกรธผมเรื่องอะไรกัน?    โธ่  ไอ้เท้าเฮงซวยของผมมาพาเดินกลับมายังที่นอน  ผมพยายามอีกครั้งที่จะไม่หลับ  แต่แล้วผมก็ทนไม่ไหว  หลับจนได้

ตื่นขึ้นมาอีกครั้งด้วยความรันทดเมื่อตะวันส่องฟ้าแล้ว  ผมวิ่งปราดไปที่ดงกล้วยอย่างรวดเร็ว  ตรงไปที่นั่น...ที่ที่ผมพบเธอเมื่อคืน  ต้นตานียังอยู่ที่เดิม  แต่ใบและต้นของมันเหี่ยวเฉาจากที่เห็นเมื่อวานอย่างรวดเร็วกว่าที่จะเป็นไปตามธรรมชาติ  ผมบอกตัวเองว่าเธอหนีผมไปเสียแล้ว  แต่ทำไมเธอจึงโกรธผมจนหนีไปล่ะ?

ถึงตอนนี้  อาการขัดในตัวบางอย่างทำให้ผมนึกขึ้นได้   ใช่แน่ๆผมลืมไปสนิทเลย  มันน่าเจ็บใจจนอยากเตะตัวเองเหลือเกิน  ก็อีติ๋มเบอร์๗๒ที่บางขุนพรหมน่ะซีทำพิษผมเข้าให้แล้ว  นึกว่าหายแล้วเชียวนา  ดันกินเหล้าเข้าไปมันเลยกำเริบขึ้นมาอีก  มิน่าเธอถึงได้โกรธผมหนักหนา

ใช่แล้วครับ  ผมเป็นโรคผู้หญิง

ไม่รู้เหมือนกันว่าผีติดโรคจากคนได้เรอะเปล่า  แต่ถึงอย่างไรก็ตามผมก็ได้ช่วยเธอแล้วเท่าที่ผมจะคิดได้ในเวลานั้น

ผมซื้อยาประเภทมันซินที่ผมใช้รักษาตัวมาละลายน้ำรดโคนต้นตานีทุกวัน  แต่ต้นตานีก็ไม่มีอาการดีขึ้น  เฉาลงทุกทีๆจนกระทั่งตายไป

ขอโทษเถอะนะ  ตานีจ๋า

Home Page : Magazine : Pocket Book : Promotion : Webboard : Contact Us : Customer Service
Copyright © 2010 Tuay Toom & P.Vatin Publication Company Limited.