http://ebooks.in.th/heretic/

Homepage > เรื่องเด่นในอดีต > นิทานชาวดง
 

นิทานชาวดง

อยู่  ละแก

ต่วย’ตูนพอกเก็ตเล่มที่๒ ปีที่๑๗ เดือน ตุลาคม ๒๕๓๐


.....เรื่องที่ผมจะเล่านี้เกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว(สมัยผัดเผ็ดหมูป่าพริกไทยอ่อนเพิ่งจะฮิต)  วันนั้น  ผมกำลังวิ่งตีลูกล้อเล่นอยู่กลางลานหมู่บ้าน  หมู่บ้านของผมอยู่ห่างไกลจากตัวเมือง  โน่น  ติดเชิงเขาชายป่า  แต่ยังดีที่มีถนนลูกรังตัดผ่านเข้าไปถึง

.....ผมวิ่งตีลูกล้อเพลิดเพลินจนหลุดออกจากหมู่บ้านไปตามถนนลูกรัง  แต่ไปได้นิดเดียวผมก็เห็นรถปิคอัพคันหนึ่งวิ่งเอื่อยๆสวนทางตรงเข้ามา  ผมหยุดรอให้รถผ่าน  แต่ปิคอัพคันนั้นกลับหยุดอยู่ตรงที่ผมยืน

.....ชายคนขับยื่นหน้าชะโงกจากหน้าต่างรถ

..... “ไอ้หนู!”   เขาเรียกผม

.....ผมหิ้วลูกล้อเข้าไปหา

.....“บ้านข้างหน้านั้นชื่ออะไรรึ?”

.....“บ้านนาดี”   ผมบอก

..... เขาผงกหัวหงึกๆอย่างพอใจ

.....“ได้ข่าวว่าที่นี่หมูป่าชุมไม่ใช่รึ  ไอ้หนู”

.....“โอ้โฮ”   ผมโพล่งออกมา   “ชุมชะมัดเลยน้า  เข้ามากินผักหญ้าที่ปลูกไว้ชิบหายป่นปี้จนแทบไม่มีใครเขาอยากปลูกอะไรแล้วอีตอนนี้  น้าถามทำไมเรอะ”

.....“ฉันจะมาจับมัน”   เขาว่าเรื่อยๆ

.....“ฮึ  จริงเรอะน้า?”  ผมตื่นเต้นแล้วก็ถือวิสาสะชะโงกหน้าเข้าไปดูในรถด้วยหวังว่าเห็นปืนล่าหมู  แต่ผมก็ไม่เห็นปืนซักกระบอก  กระทั่งมีดพร้าก็ไม่เห็นมี

..... “หาอะไรวะไอ้หนู”  เขาถาม

.....“ขอดูปืนหน่อยซีน้า”

.....เขาหัวเราะก๊าก   “ไม่มีหรอก”

.....“อ้าว  แล้วน้าจะเอาอะไรไปจับมัน  ไวจะตายห่า”

.....เขายกหัวแม่โป้งชี้ข้ามไปด้านหลัง   “โน่น  อยู่ในกระบะท้ายรถ”

.....ผมถลันไปยังกระบะ  เปิดผ้าคลุมออกดูก็เห็นข้าวโพดดิบเป็นฝักๆเต็มกระบะ  ไม่เห็นมีอะไรอย่างอื่น  ผมเดินกลับไปหาเขา

.....“น้าจะมาเลี้ยงหมูเรอะมาจับหมูกันแน่”

.....“เอาเถอะ  คอยดูไปก่อนก็แล้วกัน  แต่ตอนนี้ช่วยพาฉันไปหาผู้ใหญ่บ้านหน่อยซี  เอ้า  ขึ้นมานั่งข้างๆฉันนี่”

.....แหม  ยังกะเสียงสวรรค์  มีอะไรที่อยากยิ่งกว่าได้นั่งรถบ้างล่ะครับ  ผมตาลีตาลานขึ้นรถแล้วพาเขาไปบ้านผู้ใหญ่

.....“จะมาขอพักแถวๆนี้ซักเดือนหนึ่ง”   เขาเอ่ยกับผู้ใหญ่  ตอนลงจากรถมาแล้วนี่ผมสังเกตเห็นเขาเต็มตัว  อายุน่าจะราวสักสามสิบกว่าร่วมสี่สิบ  ไม่สูงแล้วก็ไม่อ้วน  สูงหุ่นดีว่างั้นเถอะ  กางเกงยีนขายาวโทรมๆกับเชิร์ตซีดๆเข้ากันดี  ตอนนั้นมีชาวบ้านทั้งหนุ่มและแก่เข้ามามุงฟังด้วยเป็นกลุ่มใหญ่

.....“จะมาทำไรเรอะ”

.....“ฉันได้ข่าวว่าที่นี่มีหมูป่าเข้ามากวน  ก็เลยคิดจะมาช่วยกำจัด”                                                 

.....เสียงฮือฮาดังจากคนที่มามุง

.....“อ๊ะ  งั้นก็ดีซีคุณ”  ผู้ใหญ่บ้านก็ตื่นเต้นพอๆกันกับชาวบ้าน   “ว่าแต่มาคนเดียวเท่านั้นเรอะ  พวกฉันนี่ช่วยกันทุกวี่ทุกวันยังทำอะไรมันไม่เคยได้  อย่าว่าแต่จะเข้าไปถึงตัวมันเลย  แค่เห็นห่างๆมันก็แว่บเข้าป่าไปแล้ว  พอเผลอก็ออกมาขุดผักขุดมันของพวกฉันป่นปี้  ถ้ามีปืนดีๆอย่างคุณยังพอจะไล่มันได้มั่ง”

.....“เปล่า  ฉันไม่มีปืนมาด้วยหรอก”

.....“อ้าว”   ผู้ใหญ่มีสีหน้าผิดหวังทันที

.....“เอาเถอะ  ฉันจะขอเวลาสักเดือนหนึ่งอย่างที่บอกไว้  ฉันมีวิธีการของฉันเอง  ขอให้ดูไปก่อน  ผู้ใหญ่พอจะบอกที่ให้ฉันได้พักนอนได้มั่งมั้ย  เป็นศาลาหรือเป็นเพิงอะไรก็ได้”

.....ที่ท้ายบ้านด้านติดกับชายป่ามีกระท่อมร้างหลังหนึ่ง  ผู้ใหญ่แนะนำให้เขาไปพักที่นั่น  เขาเดินกลับไปขึ้นรถ  แต่ชะงักหันมาพูด

.....“อ้อ  ฉันอยากจะขอร้องผู้ใหญ่  คือระหว่างที่ฉันทำงานอย่าให้ใครเข้าไปดูหรือไม่จำเป็นก็อย่าเข้าไปวุ่นวายแถวนั้น  ไม่งั้นงานฉันอาจไม่สำเร็จก็ได้”

.....“ได้”   ผู้ใหญ่รับปาก  “แล้วจะไม่ให้ใครช่วยเลยเรอะนี่”

.....เขารีรออึดใจ  แล้วจึงชี้นิ้วมาที่ผม  “ขอไอ้หนูนี่คนเดียวก็พอแล้ว  พรุ่งนี้เช้าไปหาฉันที่กระท่อมนะ”

.....รถกระบะคันนั้นจอดหน้ากระท่อม  เขากำลังนั่งสูบบุหรี่อยู่โคนไม้เมื่อตอนที่ผมไปถึง  พอเห็นผมเขาก็ลุกขึ้น  ทิ้งบุหรี่เอาตีนขยี้  แล้วเอ่ยปาก

.....“ไปกันเถอะ”

.....ผมพาเขามุ่งไปทางไร่มันสำปะหลังติดชายป่า  ซึ่งเป็นที่ชุมนุมหมูป่าฝูงนั้น  ไร่มันปลูกติดกันถี่ๆทึบสูงท่วมหัว  เราลุยตัดหญ้าเข้าไปจนทะลุออกลานโล่งอีกด้านหนึ่ง  ห่างจากที่เราโผล่ออกไปราวห้าสิบเมตร  เราก็เห็นมัน  หมูป่าสามสี่ตัวกำลังขุดคุ้ยหัวมันกันอย่างเพลิดเพลิน  ต้นมันล้มระเนนระนาด

.....“ทั้งฝูงมีซักกี่ตัว”   เขาถามผม

.....“ร่วมสามสิบเห็นจะได้”   ผมตอบ   “ที่เหลืออยู่ในดงโน่น”
เขาพยักหน้าแล้วก้าวเดินต่อไปหามัน  ประมาณอีกยี่สิบก้าวจะถึง  หมูสามสี่ตัวนั้นก็หยุดการเคี้ยว  พากันวิ่งปุเลงๆเข้าไปในดงไม้  เราสองคนเดินตามเข้าไป  ดงไม้นั้นเป็นละเมาะที่ไม่ทึบนัก  เราเข้าไปไม่ไกลนักก็พบฝูงหมูป่านั้นชุมนุมกันอยู่  เราหยุดห่างจากมันขนาดพอเห็นตัวได้ชัด  หมูทุกตัวหยุดยืนนิ่งจังก้าจ้องมองเราด้วยท่าทีเตรียมพร้อม
.....

.....นักล่าหมูของผมยืนนิ่งอยู่พักใหญ่  ผมคะเนว่าเขาจะนับจำนวนของมัน  แล้วเขาก็หันมาพูดกะผม

.....“นี่ถ้าเราเดินเข้าไปหา  มันจะทำยังไง”

.....“เอ้อ...ก็คงเตลิดเข้าลึกต่อไปมั้ง  ฝูงนี้ไม่ค่อยดุเท่าไหร่”   ผมตอบทั้งๆที่ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่  ที่จริงแล้วผมเองก็ปอดๆอยู่เหมือนกัน  เพราะหมูป่านั้นเป็นสัตว์ที่ไว้ใจไม่ได้ที่สุด  และหากมันเกิดฮึดสู้ขึ้นล่ะก็...เป็นได้ฉิบหายแน่ๆ

.....เขาหัวเราะหึๆ   “ถ้างั้นเราก็หยุดอยู่แค่นี้แล้วกัน”

.....ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าเขาหิ้วถุงใบเล็กๆมาด้วย  เขาล้วงเอาของในถุงออกมา  มันคือข้าวโพด...มีอยู่ฝักเดียวเท่านั้น!   เขาเงื้อมือแล้วขว้างข้าวโพดฝักนั้นไปตกตรงหน้าฝูงหมู  เงียบ  ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  หมูทุกตัวยังนิ่งไม่ขยับ

.....“กลับกันเถอะ”  เขาชวนผม

.....“อ้าว!”   ผมอุทาน  ยังไม่เห็นได้เรื่องซักกะนิด   ผมรีรอ

..... “จะอยู่ดูต่อก็ตามใจ”   เขาว่าเมื่อเห็นท่าผม   “แต่อย่าไปยุ่งกับมันนา  ดูอยู่เฉยๆห่างๆ”   สั่งแล้วเขาก็เดินกลับออกไป

..... ผมทำทีเดินตามหลังเขาไปเพื่อมิให้หมูมันผิดสังเกต  แล้วก็แอบแวบเข้าหลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง  อาศัยต้นไม้นี้กำบังลอบสังเกตปฏิกิริยาไอ้หมูป่า

.....พวกมันค่อยๆคลายจากสภาวะความตึงเครียด  กระจายออกหากินตามเดิมแต่หลีกเลี่ยงห่างออกจากข้าวโพดที่ทิ้งอยู่กลางดิน  จนพักใหญ่หมูตัวโตตัวหนึ่งก็เริ่มเมียงๆเข้ามาใกล้ฝักข้าวโพด  ท่าที่มันอยากๆกลัวๆที่สุดมันก็เข้ามาดม  เอาจมูกดุนฝักข้าวโพดกลิ้งไปสองสามตลบ  และแล้วมันก็ตั้งต้นขม้ำเอาขม้ำเอาจนข้าวโพดฝักนั้นอันตรธานไม่เหลือกระทั่งซัง

.....ผมกลับไปที่กระท่อม  พบชายคนนั้นนอนเอกเขนกสบายอารมณ์อยู่บนแคร่หน้ากะท่อม  ผมรายงานถึงผลการสังเกตการณ์ให้เขาฟัง  เขายิ้มอย่างไม่สู้จะสนใจในคำบอกกล่าวของผม  บอกแต่เพียงว่าเช้าพรุ่งนี้ให้มาใหม่  เล่นเอาผมงง  เวลายังเหลือตั้งเยอะแยะกลับนอนเล่นเสียงั้นแหละ  ทั้งวันผมเฝ้าแต่ครุ่นคิดว่าเขาจะจับไอ้หมูพวกนั้นด้วยอีท่าไหน

..... เช้าวันรุ่งขึ้นผมรีบไปหาเขาแต่ไก่โห่  รอจนเขาทำธุระเสร็จแล้วเราก็ออกเดินไปตามทางสายเก่า  เหตุการณ์ยังคงคล้ายวันวาน  หมูป่าสองสามตัวที่ออกมาขุดคุ้ยหาหัวมันวิ่งเตลิดกลับเข้าดงไม้ไปอยู่รวมกับพรรคพวกของมัน  ต่างกันแต่ว่าหนนี้หลังจากเขาขว้างข้าวโพดไปตกตรงหน้ามัน  ไอ้หมูใหญ่ตัวเดิมถลันออกมาจากฝูง  และตรงเข้าไปยังฝักข้าวโพดอย่างมั่นใจท่ามกลางสายดาของประดาหมูในฝูง   มันเคี้ยวกินข้าวโพดฝักนั้นอย่างเอร็ดอร่อย  พอหมดฝักก็เงยหน้าขึ้นมามองทางเรา  พรานล่าหมูของผมขว้างฝักใหม่ไปให้มัน  หนนี้มีหมูในฝูงสองสามตัวขยับเดินออกจากฝูง  แต่ไม่ทันไอ้หมูใหญ่ตัวแรกที่เขมือบข้าวโพดฝักนั้นหมดไปอีกในชั่วพริบตา

.....แต่พอชายคนนั้นขยับเดินไปหามัน  หมูทั้งหมดก็แตกฮือเตลิดเข้าไปในดงไม้

..... เช้าวันที่สามเวลาเดิมตรงเป๊ะ  เราเข้าไปพบฝูงหมูอีก  หมูทุกตัวรอเราอยู่ที่เดิมราวกับรู้  คราวนี้เขาหอบข้าวโพดไปถุงเบ้อเริ่ม  เราช่วยกันขว้างข้าวโพดกระจายไปตามจุดต่างๆไม่ห่างกันนัก  หมูครึ่งฝูงเดินออกมากินข้าวโพดของเรา  แต่ก็ยังระวังตัวอยู่มาก

.....เช้าวันที่สี่  ผมช่วยเขาหอบข้าวโพดไปถุงหนึ่ง  เราหว่านข้าวโพดในบริเวณนั้นกระจายไปโดยรอบหมูตัวเล็กตัวน้อยออกมากินหมดทั้งฝูง  และอนุญาตให้เราเดินไปใกล้มันได้ในระยะสิบก้าว

.....วันที่ห้าเราเอาข้าวโพดไปเท่าวันวาน  แต่วันนี้หลังจากหว่านข้าวโพดเรียบร้อยแล้ว  พรานล่าหมูก็เอ่ยกับผมว่า

..... “ลงมือทำงานกันซะทีได้แล้ว  ไอ้หนู  ช่วยกันหากอไผ่แถวนี้ซักกอซิ”  ผมไม่รู้จุดมุ่งหมายของเขาหรอก  แต่ก็ทำตามที่เขาสั่ง

.....เราตัดไม้ไผ่ลำโตหลายลำ  แล้วตัดออกเป็นท่อนๆ  แต่ละท่อนยาวราวหนึ่งเมตรและเสี้ยมปลายแหลม  เราขนมันไปกองไว้ใกล้ที่ชุมนุมหมูป่า  กว่าจะเสร็จก็เย็น  ฝูงหมูยืนสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ  แต่ไม่มีตัวใดเข้ามาใกล้กองไม้ไผ่ 

.....วันที่หก  หลังจากเลี้ยงข้าวโพดหมูตามปกติแล้ว  เราก็ตัดไม้ไผ่อีกหลายสิบลำ  แต่หนนี้ไม่ได้ทอนให้สั้น  และริดแบบให้มีกิ่งสั้นติดด้วย  เราขนมันไปกองเคียงกับกองเมื่อวาน

.....วันที่เจ็ด  หลังจากเลี้ยงข้าวโพดหมูแล้วเราก็พบว่าจำนวนข้าวโพดร่อยหรอเกือบหมดกระบะรถ

.....“ฉันจะเข้าเมืองไปเอาข้าวโพด  พรุ่งนี้จะกลับมาใหม่”   เขาบอกผมก่อนจะขึ้นรถขับไป

..... เช้าวันรุ่งขึ้น  ผมยืนรอเขาตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน  จนสายก็ไม่เห็นเขามา  แดดชักร้อนผมเลยกลับ  เผอิญนึกสงสัยอะไรบางอย่างผมจึงเดินไปท้ายบ้าน  ตัดไร่มันสำปะหลังไปยังดงไม้  ครับ  จริงอย่างที่คาดไว้  หมูทั้งฝูงยืนอยู่ตรงตำแหน่งเดิมของมัน  ท่าทางแต่ละตัวหงุดหงิดกระวนกระวาย  แต่ไม่มีตัวไหนแตกฝูงออกไปขุดเผือกขุดมันตามที่เคยปฏิบัติแต่ก่อน  พอเห็นผมมันก็ฮือเข้ามาหาเกือบถึงตัว  ผมได้แต่แบมือยกไหล่ให้มันแล้วหันหลังกลับบ้าน

.....เขาขับรถกลับมาจนเย็นย่ำ  บอกกับผมว่าเกิดขัดข้องนิดหน่อยจึงกลับผิดเวลา  ท้ายรถเขาบรรทุกข้าวโพดมาเพียบ  ผมรายงานเขาถึงปฏิกิริยาของหมูที่ได้เห็นเมื่อเช้า  เขาหัวเราะหึๆ  และไม่กล่าวอะไร

.....เช้าต่อมาเราหอบข้าวโพดไปดงไม้  ฝูงหมูรออยู่แล้ว  เราหว่านข้าวโพดแทบไม่ทันใจมัน  ทุกตัวตะกรุมตะกรามอย่างหิวโหย  ผมสงสัยว่าเมื่อวานนี้มันได้ออกไปหากินกันรึเปล่า

.....“วันนี้เราจะเลี้ยงมันชดเชยเมื่อวาน  กลับไปเอามาอีกถุงหนึ่งเถอะ”   เขาชวนผมกลับไปที่รถแล้วหอบข้าวโพดมาอีกหนึ่งถุงใหญ่  อ้อ  เขาลากเอาค้อนปอนด์เบ้อเร่อออกจากรถและแบกติดมาด้วย  หมูฝูงนี้ยังคงเกร่กรายอยู่แถวนั้นไม่ไปไหน  พอหว่านข้าวโพดเสร็จเขาเอ่ยกะผมว่า

.....“ช่วยกันทำคอกได้แล้วไอ้หนู”

.....เราตั้งต้นเอาไม้ไผ่ท่อนสั้นที่บากไว้มาปักบนดินห่างกันราวหนึ่งเมตร  เอาค้อนตอกแน่นหนา  เราทำไปเรื่อยไม่กระโตกกระตากให้หมูตื่น  ซึ่งหมูมันก็และเล็มหาอะไรกินอยู่ใกล้ๆเรานั่นเอง  และไม่สนใจในสิ่งที่เราทำ

.....ชักจะสนิทกันแล้วล่ะ

.....และนับจากนั้นก็เป็นกิจวัตรประจำวันที่ทุกเช้าฝูงหมูจะยืนรอเราอยู่ตรงนั้น  ไม่มีตัวใดกระจัดกระจายไปหากิน  วันไหนเราไปสายจะเห็นมันกระสับกระส่ายงุ่นง่าน  และแทบจะเข้ามาขม้ำข้าวโพดจากมือเรา

.....เราใช้เวลาสองวันเต็มๆจึงปักเสาล้อมเป็นรั้วสี่เหลี่ยมขนาดยี่สิบเมตรคูณยี่สิบเมตรเสร็จ  หมูมันก็เดินเข้าเดินออกระหว่างเสานี้ตลอดเวลาที่เราทำงานนั่นแหละ

.....ถัดจากนั้นเราก็เอาไม้ไผ่ลำยาวมาพาดขวาง  แล้วเอาเส้นหวายมัดกับเสาอย่างแน่นหนา  พาดสี่ชั้นโดยแต่ละชั้นสูงกว่ากันราวหนึ่งคืบ  อา  คราวนี้ก็เป็นคอกโดยสมบูรณ์แล้ว  มีประตูเข้าออกพร้อม  แล้วเปิดประตูนี้ไว้ให้หมูมันเดินเข้าออกโดนเสรี

.....ก็คงไม่ต้องให้ผมอธิบายให้มากความไปอีกนะครับ  ว่าอีตอนจับหมูพวกนั้นขึ้นรถนั้นทำยังไงบ้าง  หมูในคอกน่ะมันยากกว่าหมูในอวยนิดเดียวเอง

.....ประดาชาวบ้านนั้นไม่มีใครรู้ความเป็นไปเป็นขั้นๆอย่างที่ผมเห็นกับตาตัวเอง  ดังนั้นเมื่อชายคนนั้นทยอยเอาหมูป่าเป็นขึ้นรถไปวันละสี่ห้าตัว  ก็ได้แต่มองตามตาค้าง

.....วันสุดท้าย  เมื่อหมูป่าตัวสุดท้ายถูกหามขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว  เขาก็หันมาทางผมแล้วชักกระเป๋าตังค์ออกมา  เขาตกรางวัลผมอย่างงามเมื่อเทียบกับรายได้จากการทำมาหากินประสาบ้านนอกทั่วไป  เขาขอบอกขอบใจผมสั้นๆแล้วหันกลับขึ้นรถ  แต่ชะงักเมื่อได้ยินคำถามจากปากผม

..... “น้า  ถามซักคำเถอะ  วิธีการของน้าใช้กับสัตว์อื่นได้มั้ย”

..... “อ๋อ”  เขาตอบยิ้มๆ  “ไม่ว่าสัตว์ชนิดไหนก็ใช้ได้ทั้งนั้นแหละไอ้หนู  ลงว่านายเปลี่ยนนิสัยการกินอยู่ของมันได้  ทำให้มันสบายจนเคยตัวได้เมื่อไหร่  นายก็จูงจมูกมันได้เมื่อนั้น”   ว่าแล้วเขาก็เปิดประตูรถ  ก้าวเข้าไปนั่งแล้วเหลียวมาอีกครั้งราวกับนึกอะไรขึ้นได้

.....“ถึงคนก็ใช้ได้เหมือนกัน”

 


Home Page : Magazine : Pocket Book : Promotion : Webboard : Contact Us : Customer Service
Copyright © 2010 Tuay Toom & P.Vatin Publication Company Limited.