http://ebooks.in.th/heretic/

Homepage > เรื่องเด่นในอดีต > โง่เป็นเจ็บ
 

 

.....โง่เป็นเจ็บ

....

.ฉุ่ย  มาลี

....
.ต่วย’ตูน พอกเก็ตเล่มที่๓ ปีที่๑๘ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๑

.....มาถึงระยะนี้เห็นทีผมจะยอมแพ้หรือยืนเป็นเป้านิ่งให้ถลุงต่อไปไม่ได้เสียแล้ว  ผมจะต้องเรียกร้องเอาสิ่งดีๆที่สุดในชีวิตของผมกลับคืนมา  จะเป็นพระเจ้าหรือใครก็ตาม  หากจะเอาชีวิตผมต้องเอาไปให้หมด  จะมาหลอกลวงขอแบ่งปันไปทีละอย่างสองอย่าง เช่น เอาความสว่างของดวงตาที่เป็นมันเมื่อมองเห็นความสวยไปแล้วเอาน้ำข้าวมาใส่ไว้แทน  เอาหัวใจดั้งเดิมอันแข็งแกร่งไปแล้วเอาหัวใจมะเขือเผาที่ไหนไม่รู้มาแขวนไว้แทน  ท้องของผมที่เคยแบนราบลูบลงไปไม่มีสะดุด  อยู่ดีๆเอาไขมันมาอัดเอาไว้จนแน่นโป่ง  เดินไปไหนมาไหนต้องหอบกันไปเหมือนลิงอุ้มแตง  ฟันของผมอยู่ดีๆก็มาหักเอาไปจนหมดเหลือแต่เหงือก  เล่นเอาปากดูน่าเกลียด  มองดูเหมือนตูดไม่ใช่ปาก  อีกหลายต่อหลายอย่าง...ผมไม่ยอม  ผมต้องต่อสู้เอาชีวิตที่ดีของผมกลับคืนมา

.....การต่อสู้เพื่อเอาสิ่งดีๆของผมกลับคืนมาน่ะคือวิ่ง...วิ่งเพื่อเรียกร้องชีวิตที่ดี  วิ่งเพื่อเรียกร้องสิ่งที่สูญเสียไป  วิ่งเพื่อขับไล่สิ่งที่ไม่ต้องการออกไปจากตัว  จากหัวใจ  จากสายเลือด และอะไรต่ออะไรในพุงซึ่งมันยื่นออกมา  เหมือนมืออเมริกายื่นออกมาจับมือรัสเซียเพื่อลดความอ้วนอาวุธ

.....การวิ่งอย่างจริงจังของผมทำให้เกิดผลดีอย่างไม่น่าเชื่อ  แรกๆก็มีปวดเมื่อยกันบ้าง  แต่เมื่อทุกอย่างเข้าที่  ลงตัว  อยู่ตัว...สบายครับ  โปร่งเบา  ยามที่สารเอ็นดอร์ฟินในตัวมันขับออกมาเต็มที่  ผมมีความรู้สึกขณะวิ่งเหมือน...เหมือนเหิรไปอย่างแผ่วเบา  ราบเรียบลอยตัว  ราวกับเจ้าโจนาธานนกนางนวล  ยามดิ่งหัวลู่สองปีกแหวกอากาศลงมาด้วยความเร็ว  ผ่านสายลมลิ่ว หวิว หวือ  เกิดความอิ่มอกอิ่มใจกับความสำเร็จ  เหมือนตอนผมบวชเข้ากรรมฐานแล้วเกิดความรู้สึดปลอดโปร่งมองอะไรต่ออะไรว่างและเบาไปหมด...

.....ผมรักษาระดับการวิ่งอาไว้อย่างสม่ำเสมอ  สนามหลวงวันละสามรอบสบายมาก...แต่แล้วเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นมันก็เกิดขึ้นจนได้  วันนั้นตอนตี๕กว่าๆ  ผมกำลังวิ่งอยู่ดีๆ  ปล่อยความเร็วโดยสม่ำเสมอ  ร่างกายจิตใจเบาสบายอยู่นั่นเอง  มีเสียงฝีเท้าไล่หลังมาดัง  ปั้บๆๆ  ผมชำเลืองตาดูก็เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งตามเข้ามาประกบตีคู่  พักหนึ่งก็เริ่มเร่งความเร็วตีจากแซงขึ้นหน้าผมไปทีละน้อยๆเหมือนท้าทาย  ด้วยความเป็นนักสู้  ใครจะไปยอม  ผมเลยเร่งสปีดเร็วขึ้นไม่ยอมให้เด็กมันเหนือกว่าผมไปได้  ผมจี้เอาไว้ไม่ปล่อยให้เด็กทิ้งห่าง  แต่เด็กมันเหมือนจะรู้ใจผม  มันเร่งสปีดขึ้นไปอีก...อย่างนี้ก็ได้เสียสิ  ผมจะไปยอมได้รึ  เมื่อผมไม่ยอมเด็กมันก็ไม่ยอม  ไม่ยอมต่อไม่ยอมเจอกัน...พักเดียวครับ...ผมเกิดอาการหน้ามืดใจสั่นเนื่องจากใช้กำลังและความเร็วเกินขอบเขต  ขาทั้งสองอ่อนลง  พออ่อนก็เลยเสียศูนย์สะดุดกันเอง  หัวทิ่มเซขมำไปข้างหน้า  ล้มครับล้ม  แต่ไม่หนักหนาเท่าไหร่เพียงแค่หน้าปูดเท่านั้น

.....แฮ่ะ  แฮ่ะ   ความจริงถ้าเด็กมันไม่นุ่งกางเกงขาสั้นรั้งขึ้นไปเต่อ  ผมก็คงไม่สปีดตามไปจนกลายเป็นโจนาธานหน้าแตกหรอกครับ...

.....ด้วยกลยุทธวิ่งอย่างจริงจังของผม  ทำให้สิ่งที่เสียไปกลับคืนมาทีละน้อย  สุขภาพสมบูรณ์  นอนหลับสนิทและเริ่มกินเป็นพายุบุแคม  ข้าวปลากินได้ ขนมผลไม้ นมสด ไข่ไก่ ไข่นกกระทา ในตู้เย็นที่ลูกสาวมันตุนไว้ผมฟาดเรียบ  ผมกินเสียจนกระทั่งวันหนึ่งลูกสาวมันบอกว่า

.....“พ่อ  ตอนนี้พ่อหยุดวิ่งเสียบ้างก็ได้”

.....“ทำไมวะ”   ผมลุกขึ้นวอร์มด้วยการบิดเนื้อบิดตัวขยึกขยักโชว์ความสมบูรณ์

.....“ไม่ทำไมหรอก”   ลูกสาวผมพูด   “ตอนนี้หนูกำลังว่างงาน  เอาไว้หนูได้งานทำพ่อค่อยวิ่งก็แล้วกัน  ข้าวปลามันจะได้ไม่ค่อยเปลือง”

.....ผมโกรธครับ  แต่ไม่รู้จะทำอะไรกับมัน  เลยได้แต่ชกลมเตะอากาศวืดวาดๆ

.....สมัยก่อนตอนที่ผมมั่งมีศรีสุข  ทำตนให้คนอื่นอาศัย  เวลาโมโหอะไรขึ้นมา  อะไรขวางหน้า  จะเป็นโต๊ะเป็นเตียง  ถ้วยชามรามไหผมเตะกระเด็น...ตอนนี้ยากจน  โมโหขึ้นมาเลยได้แต่เตะถีบอากาศวัตถุ  ทั้งหลายเป็นของคนอื่น  ไปเตะถีบของเขาได้เหรอ

.....ครับ...คนจนเตะได้อย่างเดียวคืออากาศ  หัวอกอันเดียวกับคนว่างงาน  เตะได้อย่างเดียวคือฝุ่น

.....ผมกำลังหาที่อยู่ใหม่เพราะบ้านมันแคบ  เวลาลูกเขาหยุดงานกันผมก็อยู่ไม่ได้  ไม่มีที่ทำงาน  และมันก็หยุดกันบ่อยซะด้วยซี  อย่างไอ้ยิ้งลูกเขยผม  เสาร์อาทิตย์หยุดกินเหล้ากับเพื่อนๆ  พอเช้าวันจันทร์ปวดหัวไม่ไปทำงาน  วันอังคารวันพุธไป  วันศุกร์หยุดครึ่งวันกลับบ้านตอนเที่ยง  บางวันผมไปวิ่งสนามหลวงกลับมาบ้านตั้งใจจะทำงานให้เต็มที่เพราะเป็นวันพุธ  ค่อยๆย่องกลับมาพอโผล่ประตู...อ้าว  ไอ้ยิ้งนอนเขลงหยุดงานอีกแล้วเชื่อไหมครับ  ปีเก่า๓๐กับปีใหม่๓๑หลวงเขาให้หยุดรวมเสาร์อาทิตย์๔วัน  ไอ้ยิ้งมันหยุดรวดเดียว๑๑วัน  แล้วปีนี้เสือกได้เงินเดือนขึ้นสองขั้นซะด้วยซี  ผมเองซึ่งใครไม่รู้เอาป้ายมาแขวนคอว่าเป็นเจ้าของประเทศได้แต่นั่งมองตาปริบๆ  เพราะทำอย่างมันไม่ได้  เรียกว่าหยุดวันไหนเป็นอดวันนั้น  แต่ในฐานะที่เขาบอกข้าราชการเป็นลูกจ้างประชาชน  อดรนทนไม่ได้จึงถามลูกสาวว่า

.....“ไอ้ยิ้งมันจะลาออกพร้อมพลเอกชวลิต ยงใจยุทธเหรอ  ถึงได้หยุดรวดเดียวสิบเอ็ดวัน”

.....ลูกสาวมันหันมาตวาดแหว   “พ่อไม่รู้อะไร  เขาใช้สิทธิ์พักร้อนต่างหาก”

.....“ร้อนอะไรวะ”   ผมขึ้นเสียงบ้าง  “อากาศหนาวจะตายห่า”

.....ลูกสาวมันหันมาค้อนขวับ   “พ่อไม่รู้เรื่องอะไร  รุ่นพ่อมันน้ำเน่า”

.....เอ...หรือผมจะน้ำเน่าจริงอย่างที่มันว่าก็ไม่รู้ซี  แต่ว่าเอาล่ะ...ผมกำลังหาที่อยู่ใหม่  เอาไว้ให้ได้ที่อยู่ซะก่อน  วันไหนย้ายบ้านจะเตะไอ้ยิ้งฝากไปให้เจ้ากรมซักกะที  หนอย  ลูกน้องแบบนี้ให้มาได้ยังไงตั้งสองขั้น

สนามหลวงทุกวันนี้มันสะอาดขึ้น  พวกจรยุทธพาณิชย์หาบเร่แผงเคลื่อนที่แบกะดินโดนไล่หมด  อดีตอันสกปรกมักง่ายไม่มีเหลือ  ที่ผมว่าสกปรกมักง่ายเพราะว่าได้เห็นมา  เอากันแถวๆริมรั้วศาลอาญาตรงรถเมล์สายปทุมธานีจอดก็ได้  แต่ก่อนบริเวณนั้นมีทั้งเหล้า ทั้งข้าว ของเก่า ยาโด๊ป ขนตาแพะ อาจารย์ใบ้หวย จิปาถะวางขายกันเพียบ...ทีนี้ลูกค้ายาดองพอเมาขึ้นมาเป็นปวดท้องเบาล่ะซี  ส้วมเหรอแค่หลังแม่ธรณียังไกลไป  ไม่เอาไม่ทันใจ  แล้วทำยังไงรู้มั้ย...พวกเล่นลุกขึ้นยืนแล้วงัดเอาไอ้จ้อนออกมาแหย่พรวดเข้าไปในช่องว่างหว่างซี่กรงเหล็กรั้วศาลอาญานั่นล่ะ  แล้วก็พุ่งเยี่ยวเข้าไปในบริเวณศาลหน้าตาเฉย  เรียกว่าเยี่ยวรดศาลซะอย่างนั้นแหละ  ใครจะทำไม

ยังดีนะ...กลางสนามหลวงแท้ๆ  ผมเห็นเด็กมันยืนเอาเสื่อที่ปูรองให้คนมานั่งกินส้มตำมาม้วนๆทำเป็นกระโจมยืนถืออยู่เฉย  ผมสงสัยเด็กมันยืนถือเสื่อในแบบนั้นอยู่ทำไม  จึงเดืนเข้าไปชะโงกดูในกระโจมก็ได้ยินเสียงผู้หญิงพ่นออกมาดังๆ

.....ไอ้ห่า  มองอะไร  กูจะขี้

.....เมื่อทางด้านสนามหลวงมีการขับไล่  พวกจรยุทธพาณิชย์ทั้งหลายต่างกระจัดกระจาย  หาที่เกาะติดกันต่อไป  นอกจากยาดองของเจ๊ศรียังเกาะอยู่ในฐานเดิม  แต่จะกินแต่ละทีค่อนข้างยากเย็นนิดหน่อย  ต้องเหลียวซ้ายแลขวาดูเทศกิจให้ดีๆ  บางทีเจ๊ศรีจะพาเดินไปเสียไกลแอบหลังโคนมะขามรินเหล้าส่งให้  พอจะดื่มต้องมีการกำชับให้ก้มๆหน่อย...กินเหล้าแต่ละทียังกะแอบซื้อแคป

.....นอกจากนั้นพวกอื่นไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน  นอกจากพวกอาจารย์ใบ้หวย  ตอนนี้หลบเข้าไปอยู่ในวัดมหาธาตุทางด้านสวนปิ่มสายกันครืดไปหมด  มองไปทางไหนเจอแต่อาจารย์ทั้งนั้น

.....ปกติเรื่องนี้ผมไม่เคยสนใจ  แต่ทีนี้ผมมีความต้องการเงิน  และบังเอิญได้ไปฟังการเลคเชอร์อธิบายถึงสูตรมหัศจรรย์อย่างคมคายเข้าหลักเกณฑ์  มีตัวอย่างอ้างอิงอย่างน่าเชื่อถือ  ยิ่งกว่านั้นก็คือมีการท้าทาย  ถ้าหากไม่เข้าตามล็อคยินดีคืนเงินจากอาจารย์ฟ้าปกาสิตเข้าให้...

.....ผมอยากได้เงินเดือนใช้เลยซื้อมาหนึ่งซองร้อยบาท  อาจารย์จดเบอร์โทรศัพท์ที่สำหรับติดต่อมาให้เรียบร้อย  งวดนั้นผมซัดไปห้าร้อยกว่าบาท  ตามสูตรในซองอาจารย์  ปรากฏว่าไม่เข้าเลยซักกะตัวเดียว...คนอย่างผมมันคนจริงซะด้วย  เป็นไงเป็นกัน  ต้องเอาเงินคืนให้ได้  สัญญากันแล้วเป็นมั่นเหมาะ

.....ผมเลยโทรไปที่หมายเลยที่อาจารย์ฟ้าปกาสิตมันจดมาให้ 

.....สัญญาณดังเพียงสองสามครั้งก็มีเสียงคนมารับสายเป็นผู้ชาย  เสียงหนุ่มคล้ายๆกับเสียงไอ้ฟ้าปกาสิตไม่มีผิด

.....“สวัสดีครับ  ต้องการพูดกับใครไม่ทราบคร๊าบผม”

.....“ฟ้าปกาสิตใช่ไหม”   ผมตะคอก

.....“ใครครับผม”

.....“อั๊วถามว่านั่นฟ้าปกาสิตอาจารย์ให้หวยใช่มั้ย”   ผมตะคอกอย่างเดิม

.....“ไม่ครับผม  ไม่ใช่ครับผม”

.....“แล้วนั่นที่ไหน...ใครพูด”  ผมตะคอกอีก  เพราะแน่นอนไอ้อาจารย์ต้องเล่นลูกไม้กับผมแน่ๆ

.....“ที่นี่...”    หางเสียงของเขาฟังไม่ชัด

.....“ที่ไหนนะ”

.....“ที่นี่...”

.....ผมรีบวางสายลงทันที  หัวใจก็ยิ่งด่าพ่อล่อแม่อาจารย์ฟ้าปกาสิตหนักขึ้นไปอีก...หนอย ไอ้เหี้ยม...มันหรอกให้เบอร์โทรศัพท์สถานีตำรวจวัดชนะสงครามมาได้

.....ถึงว่า  ‘โง่เป็นเจ็บ’

 


Home Page : Magazine : Pocket Book : Promotion : Webboard : Contact Us : Customer Service
Copyright © 2010 Tuay Toom & P.Vatin Publication Company Limited.