http://ebooks.in.th/heretic/

Homepage > เรื่องเด่น ต่วย'ตูน > กรรมของยิวแท้ๆ โดย วรากุล
 

 

ขอบคุณโมเซที่พาชาวยิวหนีจากการกดขี่ข่มเหงของอียิปต์ ทำให้โลกได้มีพระเยซู  นักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ นักจิตวิทยา นักการคลัง นักการเมืองที่อุทิศตนเพื่อประเทศชาติ จิตรกร นักเขียน นักสร้างหนัง นักร้อง นักดนตรี นักกีฬา ฯลฯ

            ถ้าไม่มียิวที่ชื่ออองเดร ซิโตรแอน (คนนี้ปู่ก็ยิว...ตาก็ยิว ตรงสูตรเป๊ะเลย) คนที่ขับรถซีตรองก็คงต้องไปขับรถยี่ห้ออื่น 

            แล้วใครจะร้องเพลง Sound of Silence กับ Bridge over Troubled Water ให้เราฟังได้ไพเราะเท่าสองหนุ่มนั่นล่ะ  โฮ

            แล้วนักเขียนอย่างโจเซฟ จอฟโฟ ซึ่งเป็นกัลบกอยู่ดีๆ เกิดขาหักตอนเล่นสกี  ลุกขึ้นตัดผมให้ลูกค้าไม่ได้ ยังอุตส่าห์เขียนหนังสือได้ตั้งหลายร้อยหน้า เล่าการผจญภัยของตัวเองกับพี่ชาย ตอนที่พลัดกับพ่อแม่ต้องหนีจากเงื้อมมือนาซีสมัยสงคราม อ่านสนุก วางไม่ลงไปสองวันสองคืนนั่นอีก

            ยิวยึดมั่นในคำสอนของพระยะโฮวาอย่างเข้มงวด และใช้สติปัญญาเอาชนะธรรมชาติ สร้างสังคม และอยู่เพื่อสังคมของตน เช่นในคิบบุตส์  ซึ่งคล้ายระบบสหกรณ์ของเราแต่มีข้อปฏิบัติครอบคลุมไปไกลกว่าสหกรณ์  และไม่รุกรานใคร 

ตรงกันข้าม ยิวเป็นฝ่ายที่ถูกรุกรานเสมอมา

เท่าที่มีหลักฐาน ตั้งแต่ค.ศ.321  บรรดาบาทหลวงในศาสนาคริสต์ต่างก็ปรักปรำว่าพวกยิวเป็นต้นเหตุให้พระเยซูถูกตรึงกางเขนแล้ว

ทีนี้ผู้เขียนก็มาคิดเอาเองว่า ที่หลวงพี่ท่านพูดก็ไม่ผิดเสียทีเดียวหรอกเจ้าค่ะ  ก็พระเยซูเกิดมาเป็นยิว  ดังนั้นสานุศิษย์ของพระองค์ รวมทั้งยูดา ก็ย่อมเกิดมาเป็นยิวเหมือนกัน  ซอตอพอ

ปลายคริสตศตวรรษที่สิบเอ็ด เมื่อพวกคริสเตียนรวบรวมไพร่พลยกไปปลดปล่อยเมืองเยรูซาเลมจากพวกอาหรับเป็นครั้งแรก  ยังอุตส่าห์มือบอนเข่นฆ่ายิวตามทางผ่านอย่างมันมือ  ก็เล่นปาณาติปาตาฯ กันตั้งแต่ยังไปไม่ถึง  จะให้รบชนะได้ยังไง๊  พวกที่ไม่กลายเป็นปุ๋ยอยู่เมืองแขก ก็ต้องโซเซเลือดสาด หามกลับมาหยอดน้ำข้าวต้มกันเป็นเดือน

อันที่จริงในบัญญัติสิบประการก็ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนะ  

ผู้เขียนเคยได้ยินจนชินหูเพราะเคยเรียนในโรงเรียนโปรเตสแตนต์ที่เพชรบุรีตอนอายุสิบขวบ  และเคยสอนในโรงเรียนคาทอลิกที่อัฟริกาและอเมริกาใต้สิบปี   เขาก็มีข้อห้ามที่เหมือนศีลทั้งห้าข้อในศาสนาพุทธของเราด้วย  แต่จำประโยคไม่ได้แล้ว เหลือเพียงข้อที่หนึ่งบอกว่า อย่ามีพระเจ้าอื่นต่อหน้าเราเลยตอนเด็กๆนึกค่อนอยู่ในใจว่า ทำไมไม่เปิดใจให้ลูกวัดรู้จักศาสนาอื่นบ้างเลย  ต้องรอจนโตขึ้นมาหน่อย จึงเข้าใจว่าเป็นเพราะศาสนาอื่นๆในยุคนั้นนับถือพระเจ้าหลายองค์   ซึ่งมีกิเลส วุ่นวายพอๆกับมนุษย์  

อีกข้อหนึ่งที่ติดใจมากและจำได้จนบัดนี้คือ ทำงานให้เสร็จภายในหกวัน และพักผ่อนในวันที่เจ็ด  มิน่าล่ะ มีกฎห้ามทำเสียงดัง รบกวนการพักผ่อนของคนอื่นในวันอาทิตย์   ใครอยากจะไถรถตัดหญ้า หรือใช้เครื่องจักรเล็มรั้ว ก็ต้องเก็บไว้ทำวันจันทร์(ถ้าฝนไม่ตก   แต่ถ้าฝนตกวันจันทร์ก็ควรจะต้องทำตั้งแต่วันศุกร์...จริงไหม)

ชาวคริสต์กล่าวหายิวว่าขโมยขนมปังที่จะใช้ในพิธีมิสซาไปทำพิธีอุบาทว์ของตัวบ้างละ  หาว่าโรยยาพิษในบ่อน้ำบ้างละ  หาว่าฆ่าเด็กชาวคริสต์แล้วรองเลือดไปทำขนมปังที่ไม่ใช้ผงฟูในเทศกาลเพสสะห์บ้างละ  ล้วนแล้วแต่เรื่องอัปมงคลทั้งนั้น  ผู้คนก็หลับหูหลับตาเชื่อ เหมือนที่เคยได้ยินเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งร้องเล่นๆเมื่อหลายสิบปีก่อนว่า แต่ก่อนคนเรายังโง่   บ้านเรือนก็ยังไม่มี... ไม่เคยรู้ว่าตอนต่อไปเป็นอย่างไร  เพราะเธอไม่เคยร้องจบเพลงเลยสักที  ยังเคยนึกเถียงเธออยู่ว่า  เดี๋ยวนี้คนเรามีบ้านเรือน แต่กลับโง่กว่าแต่ก่อน  จะทำยังไง จะทำยังไง จะทำยังไง

พวกคาทอลิกดูถูกเหยียดหยามยิวว่าต่ำต้อยกว่าตน  ส่วนมาร์ติน ลูเธอร์ (ไม่ใช่มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ของอเมริกานะคะ) ผู้ก่อตั้งนิกายโปรเตสแตนต์ก็เกลียดชังยิวเพราะไม่ยอมหันมานับถือนิกายใหม่นี้ สาปแช่งยิวให้ถูกไฟครอกตายบ้าง ให้บ้านถล่มบ้าง  ให้ถูกริบเงินบ้าง   ขนาดเป็นบาทหลวงนะเนี่ย

ทุกคนเชื่อว่ามีสมาคมลับของยิวที่หมายมั่นปั้นมือจะครองโลกให้ได้

เมื่อยิวเริ่มอพยพมาทางยุโรปตะวันออกในศตวรรษที่สิบสามและสิบสี่ ก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี  แต่กลางศตวรรษที่สิบห้าพวกทหารคอสแสคลุกฮือขึ้น ฆ่าพวกคาทอลิกและยิวเสียมากมาย โดยเฉพาะยิวถูกฆ่าไปนับแสน

การต่อต้านยิวรุนแรงขึ้นในศตวรรษที่สิบเก้า  เนื่องจากพวกที่นับถือนิกายออร์โตดอกซ์พากันต่อต้านศาสนายูดายอีกแรงหนึ่ง  

นักเขียนในยุโรปตะวันตกหลายคนเขียนหนังสือและบทความแอนตี้ยิว เช่นทำนายว่ายิวจะกลายเป็นมหาอำนาจในโลกโดยอาศัยศิลปะในการเก็งกำไร   บางคนก็เห็นว่ายิวเป็นชาติพันธุ์ที่ต่ำต้อยกว่าพวกอารยัน  ส่วนญาติของดาร์วินก็มาตะเภาเดียวกัน คือเห็นว่าจะต้องพยายามทำให้มนุษย์ดีเลิศประเสริฐศรีที่สุด  ด้วยการคัดเลือกเผ่าพันธุ์ที่ดี และกำจัดเผ่าพันธุ์ที่ไม่ดีออกไป

ในรัสเซีย  พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สามทรงหาว่ายิวเป็นผู้ปลงพระชนม์ ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่สองพระบิดา และทรงแอนตี้ยิวอย่างแรง  รับสั่งว่ายิวมีทางเลือกสามทาง คือถ้าไม่เปลี่ยนไปนับถือนิกายออร์โตดอกซ์ หรือหนีไปอยู่ที่อื่น ก็จะตายลูกเดียว   มีการปล้น ฆ่าพวกยิวตามเมืองต่างๆในยูเครนและโปแลนด์ด้วย

เมื่อคับแค้นหนักๆเข้า ยิวก็อพยพไปอยู่อเมริกาถึงหกแสนคนตอนปลายศตวรรษที่สิบเก้า  เรื่องอะไรจะอยู่รอให้โดนฆ่าเป็นผักปลา  ส่วนใหญ่จะเดินทางมาทางใต้ ลงเรือข้ามทะเลดำที่เมืองโอเดสซา มาขึ้นที่ฝั่งตุรกี  ต่อจากนั้น ก็ค่อยๆเดินทางกระเถิบไปมหาสมุทรแอตแลนติกทุกทีๆ เช่นผ่านเมืองบูดาเปสต์ เวียนนา ปารีส แล้วลงเรือต่อไปยังทวีปใหม่  เพื่อชีวิตใหม่ที่หวังว่าจะดีกว่าเก่า  ปัจจุบันนี้จำนวนยิวในสหรัฐอเมริกาเกือบจะพอๆกับในประเทศอิสราเอล 

ผู้เขียนไม่ประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย  ถ้าเปรียบแผ่นดินอิสราเอลกับแผ่นดินอเมริกา ก็เหมือนถ้วยยากับแท๊งค์น้ำ  และที่ไม่มียิวมากกว่านี้ในสหรัฐอเมริกาก็เพราะมีโควต้าคนเข้าเมืองที่เข้มงวด คือยอมให้เข้ามาอย่างถูกต้องเพียงปีละหนึ่งแสนห้าหมื่นคน และกว่าจะได้วีซ่าก็พิโยกพิเกนจนสุดเซ็ง แม้สมัยสงครามโลกครั้งที่สองยิวโดนฆ่าราวกับผักปลา โรสเวลต์ยังไม่ช่วยยิวเลย

 

ถ้าพูดถึงยิว โดยไม่พูดถึงฮิตเลอร์ ก็คงเปรียบเหมือนกองไฟที่ไร้ควัน

ฮิตเลอร์ขึ้นสู่อำนาจในปีค.ศ.1933  ภายในปีเดียว เขาก็เริ่มสร้างค่ายกักกันนับร้อยแห่ง เพื่อขังนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม  คอมมิวนิสต์  พวกโฮโมเซกชวล  โสเภณี  คนจรจัด  อาชญากร  พวกยะโฮวาวิทเนส  พวกยิปซี  คนที่พิการทางร่างกายหรือทางสมอง  พวกลัทธิสังคมนิยม ฯลฯ พูดง่ายๆก็คือ  ใครไม่เข้าข้างนาซี เป็นโดนจับเข้าค่ายกักกันหมด  อ้างว่าเพื่อจะได้ปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น

ไม่แต่เท่านั้น ฮิตเลอร์ต้องการให้ประเทศเยอรมันมีแต่ประชาชนที่มีเผ่าพันธุ์ที่บริสุทธิ์และมีสุขภาพสมบูรณ์  จึงออกคำสั่งให้ลดอาหารตามสถานพยาบาลคนไข้โรคจิต และสำหรับนักโทษประหาร   ทารกที่เกิดมาผิดปรกติถูกแทงบัญชีว่าตายตั้งแต่เกิด   คนไข้ที่เป็นโรคร้ายแรงรักษาไม่หายก็ถูกฆ่าโดยไม่ต้องรักษาให้เสียเวลา

ชาติพันธุ์ที่บริสุทธิ์ที่สุดในสายตาของฮิตเลอร์  คือพวกอารยันเท่านั้น  เมื่อปีค.ศ.1936 ประเทศเยอรมันเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ด้วยความหวังจะอวดต่อชาวโลกว่านักกีฬาอารยันเหนือกว่านักกีฬาเผ่าพันธุ์อื่นทุกประการ

เจ้ากรรม  เจสสี โอเวนส์ นักกีฬาผิวหมึกชาวอเมริกันวิ่งตัวปลิว  คว้าเหรียญทองได้สี่เหรียญ กลายเป็นฮีโร่ไปทันที

ฮิตเลอร์ขัดใจเป็นที่สุด ลุกหนีไปเฉยๆ  ไม่ยอมแสดงความยินดีกับเขาตามธรรมเนียม...และมารยาท

 

สำหรับยิวนั้น ฮิตเลอร์พูดง่ายๆว่า  ยิวที่ร่ำรวยเป็นพวกนายทุน   ยิวที่ยากจนเป็นกาฝากของสังคมและสมรู้ร่วมคิดกับลัทธิมาร์กซิสต์    

ข้อสำคัญ ฮิตเลอร์บอกว่าที่ประเทศเยอรมันต้องแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้นเป็นความผิดของยิวนี่แหละ   พิลึกจังเลย

ตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจ ฮิตเลอร์ก็จองล้างจองผลาญพวกยิวชนิดไม่ให้ตั้งตัวติด  เช่นบอยคอทร้านค้าของชาวยิว    ห้ามยิวแต่งงานกับพวกอารยัน    สถานที่ราชการไล่ลูกจ้างยิวออก    ไล่เด็กยิวออกจากโรงเรียน    ห้ามเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย    ห้ามยิวเข้าโรงหนังโรงละครและโรงคอนเสิร์ต    พวกยิวต้องมีบัตรประจำตัวพิเศษเพราะถูกถอนสัญชาติเยอรมัน   และประทับอักษรจีไว้บนพาสปอร์ต    ต่อมายิวทุกคนต้องเย็บดาวสีเหลืองไว้บนเสื้อผ้าให้เห็นแต่ไกล

แล้วในคืนวันที่ 9-10 เดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1938 โบสถ์ยิวก็ถูกเผา ร้านค้าของยิวราวๆเจ็ดพันร้านถูกปล้น เรียกกันว่า คืนคริสตัล

ในช่วงระหว่างสงครามโลกทั้งสองครั้ง  ความจงเกลียดจงชังยิวระบาดไปทั่วยุโรป 

เมื่อเยอรมันเข้ายึดครองบางส่วนของประเทศฝรั่งเศสในปีค.ศ.1940 ก็เริ่มปฏิบัติต่อยิวเช่นเดียวกับในเยอรมัน เช่น ต้องเย็บดาวสีเหลืองติดใว้บนเสื้อผ้า  ห้ามยิวเข้าร้านอาหาร  ร้านกาแฟ  โรงหนัง  สวนสาธารณะ  สระว่ายน้ำ ฯลฯ   เมื่อยิวขึ้นรถใต้ดินก็ต้องนั่งเฉพาะในโบกี้สุดท้ายเท่านั้น

ต่อมาก็บังคับให้ฝรั่งเศสจับยิวส่งไปเข้าค่ายกักกันในเยอรมันเป็นระยะๆ  มียิวที่ถูกส่งจากฝรั่งเศสไปยังค่ายมรณะทั้งหมดประมาณเจ็ดหมื่นห้าพันคน  ประเทศอื่นๆในยุโรปก็ต้องส่งตัวยิวเป็นบรรณาการให้เยอรมันเช่นเดียวกัน เพราะพี่มีอิทธิพลคับโลก

วันที่ 16 ถึง17 กรกฎาคม ค.ศ.1942  ได้เกิดเหตุการณ์ที่ยังฝังใจผู้คนอยู่จนบัดนี้  ตำรวจฝรั่งเศสได้รับคำสั่งจากรัฐบาลนาซีให้กวาดต้อนครอบครัวชาวยิวในกรุงปารีสและชานเมืองประมาณหนึ่งหมื่นสามพันหนึ่งร้อยห้าสิบคนใส่รถเมล์หลายสิบคันไปรวมกันที่สนามแข่งจักรยานฤดูหนาว (ปัจจุบันนี้ สนามแข่งจักรยานถูกรื้อไป  บริเวณนั้นกลายเป็นสาขาหนึ่งของกระทรวงมหาดไทย) ทั้งหญิง ชาย เด็ก และคนชรา ทุกครอบครัวขนของมีค่าบ้าง เสื้อผ้าบ้างมาในกระเป๋าเดินทางเก่าๆ บางครอบครัวก็มีเพียงห่อผ้าเล็กๆเท่านั้น

ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรกับพวกเขา  ไม่มีใครรู้ว่าเวลาผ่านไปกี่วัน ที่นั่นไม่มีทั้งอาหาร ทั้งน้ำดื่ม ทั้งห้องน้ำ  ทุกคนอยู่อย่างแออัดท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุของเดือนกรกฎาคม  บางคนคลุ้มคลั่งถึงกับกระโดดอัฒจันทร์ลงมาตาย  บางคนตายด้วยโรคหัวใจบ้าง เป็นไข้บ้าง หิวบ้าง

จากนั้นยิวก็โดนกวาดขึ้นไปยืนแออัดกันบนรถไฟ(ที่ใช้บรรทุกสัตว์) ไปยังเมืองเดรนซี ก่อนจะถูกส่งต่อไปยังค่ายกักกันต่างๆ  เช่นเทร-บลิงกา  ไมดาเนค  โซบิบอร์  เบลเซค  เอาชวิตซ์ ฯลฯ

เป็นที่สังเกตว่าค่ายกักกันเหล่านี้ตั้งอยู่ในประเทศโปแลนด์  มิใช่ในเยอรมัน

เมื่อไปถึงค่ายกักกัน ยิวซึ่งแทบจะลากขาก้าวเดินไม่ไหวก็ได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่และผู้ที่อยู่มาก่อน  มีการคัดเลือกทันทีว่าจะเก็บใครไว้ใช้แรงงานบ้าง  พวกที่เหลือก็จะถูกส่งเข้าห้องแกส  ซึ่งได้แก่ ผู้หญิง เด็ก และคนแก่ 

ทุกคนจะต้องเข้าไปในห้องหนึ่งก่อนเพื่อถอดเสื้อผ้าและเครื่องประดับจนเหลือแต่ตัวล่อนจ้อน ก่อนจะเข้าไปยืนเบียดกันในห้องที่จะอาบฝักบัวตามคำของผู้คุม  แต่สิ่งที่ออกมาจากฝักบัวไม่ใช่น้ำ หากแต่เป็นแกส  เมื่อทุกคนตายหมด(ภายในไม่กี่วินาที)แล้วก็จะโดนกวาดออกไปป้อนเตาเผาซึ่งอยู่ในห้องติดกัน  ห้องรมแกสก็พร้อมที่จะรับเหยื่อรุ่นต่อไป

มียิวถูกส่งเข้าห้องแกสวันละหลายพันคน  รวมแล้วมีจำนวนถึงสองล้านเจ็ดแสนคน  ยิวหกล้านคนต้องเสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่สอง

พวกที่ยังอยู่จะโดนกร้อนผม และสักหมายเลขประจำตัว  ทุกคนสูญชื่อ นามสกุล สัญชาติ ราวกับไม่ใช่มนุษย์ 

แพทย์คนหนึ่งซึ่งกำชะตาชีวิตของยิวไว้ในมือ  ชื่อเมนเกอเลอ  เขาเป็นผู้ตัดสินว่าใครจะถูกส่งไปใช้แรงงาน  และใครจะถูกส่งไปเข้าห้องแกส  แต่ชายหนุ่มบางคนที่ร่างกายกำยำก็ยังถูกส่งเข้าห้องแกสด้วยเหมือนกัน  เพียงเพราะว่าเขามีแผลเป็นน่าเกลียด หรือเป็นฝีเป็นสิวเท่านั้นเอง    

  ปรกติหมอเมนเกอเลอแต่งตัวโก้  กิริยาสุภาพ  แต่เขาก็กลายเป็นปีศาจได้ทันทีถ้าโกรธขึ้นมา  อย่างเช่น เมื่อแม่คนหนึ่งไม่ยอมให้พรากลูกน้อยไปจากอก เขาก็ควักปืนออกมายิงนางและลูกตายต่อหน้าทุกคนอย่างเลือดเย็น แล้วยังไม่หายโกรธ ไล่พวกที่มาในล็อตเดียวกันไปเข้าห้องแกสหมด

ไม่แต่เท่านั้น  เมนเกอเลอยังใช้ยิวในการค้นคว้าและทดลองวิทยาศาสตร์อย่างทารุณผิดมนุษย์มนาอีกด้วย  หยดหยองจนไม่อยากเล่า

ในบั้นปลาย เมื่อเยอรมันใกล้จะแพ้สงคราม เมนเกอเลอก็หลบหนีไปได้ เขาปลอมตัวหนีไปตามประเทศต่างๆในอเมริกาใต้ และรอดพ้นจากการจับกุมได้อย่างหวุดหวิด เป็นเวลาสามสิบกว่าปี จนหัวใจวายจมน้ำตายเอง (?) ที่ประเทศบราซิลเมื่อปีค.ศ.1979  และกว่าจะรู้แน่ว่าเป็นเขาก็ตั้งยี่สิบสามปีต่อมา เพราะเปลี่ยนชื่อเสียงและรูปร่างหน้าตาจนไม่เหลือเค้าเดิม

ขณะนี้เมนเกอเลอคงได้อาชีพใหม่ คือเป็นครูสอนว่ายน้ำอยู่ในกะทะทองแดง  และอาจจะมีหมอคนอื่นๆในค่าย เช่น คาร์ล เคลาแบร์ก  และ ฮอร์สต ชูมันน์ช่วยสอนอยู่ด้วยก็ได้ เพราะอำมหิตไม่แพ้กัน...หรือยิ่งกว่า

ไม่เชื่อก็ลองโผล่ไปดูซีค้า

เมื่อเยอรมันแพ้สงคราม ฮิตเลอร์ฆ่าตัวตายพร้อมกับภรรยา ลูกน้องคนสำคัญๆของฮิตเลอร์บางคนฆ่าตัวตายตามเขา  หลายคนถูกดำเนินคดีที่เมืองนูเรมเบิร์กในปีค.ศ.1945 โดนตัดสินประหารชีวิตบ้าง  โดนจำคุกตลอดชีวิตบ้าง  สิบ-ยี่สิบปีบ้าง  แต่บางคนก็ได้รับการปล่อยตัว  อาชญากรบางคนถูกองค์กรยิวตามล่าตัวหลังจากหนีไปหลบซ่อนอยู่นับสิบปี และถูกจับมาดำเนินคดีตามกฎหมายจนได้ เช่นโคลส บาร์บี ซึ่งไปหลบอยู่ที่ประเทศโบลิเวีย  เขาถูกจับส่งตัวมาดำเนินคดีในฝรั่งเศสและถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต  หรืออดอล์ฟ ไอช์มันน์ ซึ่งหนีไปกบดานอยู่ในประเทศอาร์เจนตีนาถึงสิบปี กว่าองค์กรยิวจะสืบพบ  เขาถูกนำตัวมาขึ้นศาล และถูกประหารชีวิตที่ประเทศอิสราเอล

 

ในปีค.ศ.1947 ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติตัดสินแบ่งเขตปาเลสไตน์ระหว่างยิวและอาหรับ  ประเทศอิสราเอลเห็นชอบด้วย แต่ฝ่ายอาหรับไม่ยอม  ทำให้เกิดสงครามยืดเยื้อมาจนทุกวันนี้

วันที่ 11 กรกฎาคม ค.ศ.1947  ยิวที่รอดตายจากการล้างเผ่าพันธุ์ในประเทศต่างๆของยุโรปเกือบห้าพันคนเดินทางด้วยเรือเอกโซดัส1947  เพื่อกลับแผ่นดินแห่งพันธะสัญญา  แต่ถูกกองเรืออังกฤษขัดขวางก่อนจะถึงฝั่ง  และบังคับให้เปลี่ยนเรือ ย้อนกลับมาที่ไซปรัส และยิบรัลตา จะนำกลับไปประเทศเยอรมัน 

สตรีห้าสิบกว่าคนได้แสดงให้เห็นความใจเด็ดแบบยิวๆ กล่าวคือ อังกฤษเสนอให้หญิงมีครรภ์ใกล้จะคลอดและแม่ที่มีลูกอายุต่ำกว่าสิบสี่ปีไปพักที่โรงพยาบาลในยิบรัลตา โดยให้ทิ้งสามีและลูกที่อายุเกินสิบสี่ปีไว้บนเรือ  สตรีทุกคนปฏิเสธเป็นเสียงเดียวกัน ไม่มีใครยอมสละเรือเด็ดขาด

ยิวทั้งหมดถูกนำกลับมาประเทศเยอรมัน ตอนทำเอกสารก็แกล้งบอกผิดๆถูกๆให้เจ้าหน้าที่ปวดหัวเล่น  เมื่อเยอรมันขอความช่วยเหลือจากฝรั่งเศส ๆเสนอจะรับยิวมาอยู่ในประเทศได้แปดพันคน 

มียิวที่ยินยอมมา...สี่คน (เขียนไม่ผิดค่ะ สี่คนจริงๆ) ทั้งๆที่เยอรมันขู่ไว้ว่าจะลดปริมาณอาหาร ไม่ให้เครื่องทำความอุ่น ไม่ให้เสื้อผ้ากันหนาว

เยอรมันทำตามที่ขู่ไว้จริงๆ ทั้งๆที่ตอนนั้นเป็นเดือนกันยายน อากาศเริ่มจะเย็นลงแล้ว 

แต่หลังจากนั้นไม่นาน ยิวทุกคนที่เดินทางมาในเรือคราวนั้นก็ได้กลับบ้านเกิดเมืองนอนสมใจ  ยิวที่ร่ำรวยอยู่ต่างประเทศต่างส่งเงินทองมาช่วยทำนุบำรุงประเทศของตัวอย่างไม่ยอมให้เสียชาติเกิด

เมื่ออังกฤษถอนตัวออกไป อิสราเอลก็ประกาศอิสรภาพเมื่่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ.1948 และได้เข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติในปีต่อมา

ยิวกับอาหรับก็จะสู้กันให้เราดูต่อไป

ปัจจุบันนี้อิสราเอลเปลี่ยนไปบ้าง หลายคนบอกว่าชักหมั่นไส้และไม่พอใจนโยบายของนายเนทันยาอู  ก็ใครจะมัวเอาใจประเทศอื่นโดยไม่คำนึงถึงความอยู่รอดของบ้านเมืองตัวเองเล่า

            .......................................................................................................

 

Home Page : Magazine : Pocket Book : Promotion : Webboard : Contact Us : Customer Service
Copyright © 2010 Tuay Toom & P.Vatin Publication Company Limited.