http://ebooks.in.th/heretic/

Homepage > เรื่องเด่น ต่วย'ตูน > งูยางในขวดแก้ว – อาสำ
 


                                                                                                     

            ตอนที่แล้วพวกอาสำเดินทางจากสุวรรณภูมิมาหลวงพระบางแล้ว  กินแล้วเที่ยวแล้ว ไหว้พระแล้ว  ตอนนี้ถึงคราวที่อาสำกลับมาหลับสบายในโรงแรมหลวงพระบางวิว  โรงแรมเขาดีสมราคา  จะออกไปข้างนอกทำไม  สู้มานอน  หองฟก เสวยสุขอยู่ในห้องหรูหราดีกว่า  ส่วนบางคนว่าจะไปนวด  เลยแยกย้ายกันไปคนละทางสองทาง 

            รื้อกระเป๋าจัดเตียงจัดชุดอยู่คนเดียว  กว่าจะได้นอนก็ดึกโข  อาสำน่ะยังไม่เท่าไหร่นะ  พรรคพวกบางคนต้องเอาเครื่องสำอางและเสื้อผ้าออกมาเรียงให้สวยงามด้วย  บ้ากันไปคนละแบบ  อาสำเอาแค่ดึงผ้าห่มออกจากเตียง  แล้วเอาผ้าส่วนตัวมาคลุมหมอนก็พอแล้ว  เพราะเตียงโรงแรมต้องเหน็บผ้าห่มเสียแน่น   นอนแล้วพลิกตัวไม่ได้   เรามาก็มารื้อให้มันหลวม  แอร์มักจะเป่าแรงและเย็นกว่าที่บ้าน  เลยต้องเตรียมผ้ามาคลุมหัวตอนนอนชนิดขาดไม่ได้เลย  อ้อ  ยังต้องแถมขอหมอนมาทำหมอนข้างด้วย  ไม่งั้นปวดหลัง  โรงแรมยิ่งดาวเยอะจะมีหมอนเยอะ  บางแห่งที่เจอมาเขาให้ตั้ง 4 ใบ  มีความสุขมาก

            คืนนี้พยายามนอน  เพราะพรุ่งนี้เช้าต้องไปตักบาตรข้าวเหนียวแต่มืด  สำหรับพรรคพวกที่ไปนวดนั้น   พอเจอหน้ากันตอนเช้าค่อยรู้ว่าไม่สำเร็จ  เพราะหมดนวดหมดเมือง!!
            เคยมีเพื่อนที่เป็นข้าราชการอยู่เมืองลาว   เขาบอกว่าคนลาวนั้นนิยมเศรษฐกิจพอเพียงจริงๆ  ไม่ใช่พอเพียงแบบศรีธนญชัย  คนที่นี่เขาทำงานกันตามอัตภาพ  และไม่หักโหมสะสมเงินทองมากมาย  เวลาที่เหลือเอาไปเข้าวัดฟังเทศน์ฟังธรรม  ใช้ชีวิตสุขสบายไม่ร้อนรน  ดังนั้น  หากใครจะไปลงทุนในลาวต้องคำนึงเรื่องแรงงานให้ดี   เรื่องนี้อาสำฟังมาสิบกว่าปีแล้ว  ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นยังไง  แต่เมื่อคืนนี้เพื่อนบอกว่าหมอนวดเขาทำงานหาเงินพอเพียงแล้ว  จะกลับบ้านแล้ว  ไม่นวดละ  อาสำเลยรู้สึกว่าเรื่องพอเพียงของเขาอาจจะยังพอมีส่วนจริงอยู่บ้าง 

            ร้านนวดร้านนั้นฟังว่าเป็นอาชีพเสริมของไกด์ของเรา  ทีแรกอาสำก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง   เพราะเจอทีเด็ดอีหมวยไกด์ท้องถิ่นซินเจียงมาแล้ว  ไปถึงไหนเธอก็บอกว่ามีเพื่อนขายนั่นขายนี่อยู่เรื่อย  ตั้งกะลูกเกด ผลไม้ ตราประทับหยกและอีกมากมาย  แล้วพาเราไปนั่งหยำฉ่ากันที่ลานบ้านเพื่อนแก  เอาขนมออกมาเลี้ยงจนคนไทยเกรงใจ  พากันช่วยซื้อลูกเกดกลับไปจนหมดกระสอบ  ผ่านมาหลายปีไม่รู้ป่านนี้กินกันหมดหรือยัง  พอมาหลวงพระบางไกด์บอกว่ามีร้านนวด  อาสำเลยไม่เชื่อ  แต่เพื่อนกลับมาบอกว่าจริง  ซึ่งอาสำก็ไม่เชื่ออีกเพราะเพื่อนอาสำนั้นเป็นพวกไม่ค่อยฉุกใจคิด  ผิดกับเราที่จิตใจไม่ดี  มองโลกด้วยสายตาหวาดระแวง

            เช้าวันนี้พวกเราตื่นกันแต่มืดเตรียมตัวไป ตักบาตรข้าวเหนียว   อันเป็นกิจกรรมของนักท่องเที่ยวทุกคนที่เพิ่งเคยมาหลวงพระบางครั้งแรก  และจะเรียกว่าเป็น high light ก็ว่าได้  ใครไม่ทำจะเสียชาติเกิดจริงๆ   ดีแต่ว่าช่วงนี้ฟ้าสว่างช้าเพราะอากาศหนาว  ไอ้ที่ต้องตื่นตีสี่เลยเลื่อนมาเป็นตีห้า  หากหน้าร้อนแดดมาเร็วต้องตีสี่แน่นอน  ที่นี่ดีตรงว่าหญิงชายเสมอภาคกัน  ทุกคนได้ตักบาตรเท่าเทียมกัน  ตอนไปพม่าเขาให้ตื่นตีสี่ไปไหว้พระ  หรือดูเขาล้างหน้าพระนี่แหละ  แต่ไม่ให้ผู้หญิงเข้าไปด้านในใกล้องค์พระ  อาสำเลยนอนอยู่โรงแรมไม่ไปเอาดื้อๆ   ประท้วงความไม่เสมอภาคทางเพศ   เพราะหลงตัวว่าผู้หญิงคือผู้อุปถัมภ์สำคัญของพระพุทธศาสนา  แล้วจะไม่ให้เราได้รับบุญเท่าอีกเพศหนึ่งได้อย่างไร  จะว่าไปไอ้เราก็เรื่องมากจริงๆ  เอาเถอะ  มันแก่แล้วคงแก้ยาก        

            ว่าจะไปตักบาตรอาสำเลยนุ่งผ้าถุง  สวมเสื้อมิดชิด  เพราะเจ้าพวกหลานๆ คนไม่รู้ดีชั่วมันเคยมาเที่ยว  ดันนุ่งขาสั้นเสื้อไม่มีแขน   เขาเลยจับไปแต่งตัวใหม่ด้วยผ้าถุงและผ้าแถบ  สมน้ำหน้า  ไม่รู้จักธรรมเนียม  คนกวางตุ้งเขาเรียกว่าพวก อืมม์จี้โตวไคว่โก๋ย  คำว่า จี้โตว แปลว่า รู้ แบบ know หรือ realize  คำว่า ไคว่โก๋ย แปลว่า manner ส่วน อืมม์  เคยบอกแล้วว่าเป็นคำว่าไม่   ประโยคนี้ถือว่าไม่แรง   หากจะว่ากันแรงๆ เขาว่าไม่รู้จักดีชั่ว  คือ อืมม์จี้โตวโหวเฉา   คำว่า โหว คือ ดี ส่วน เฉา คือ ไม่ดี  อย่างคนไม่สวยไม่หล่อเขาเรียกว่า เฉาหยอง  

            เช้านี้เรายังไม่กินอาหารเช้ากันละ  รีบขึ้นรถตู้ไปตลาดทันที  พวกเรา 20 ชีวิตใช้รถตู้ 3 คัน นั่งสบายๆ  ระหว่างรถแล่นยังไม่ถึงตลาด   พบชาวบ้านคนพื้นเมืองของจริงยืนตักบาตรกันประปราย  ด้วยทีท่าสงบและสำรวม  ไม่เร่งรีบแบบคนกรุงเทพฯ ที่ชอบยืนกระสับกระส่ายชะเง้อคอ   ใจคอไม่สงบรอว่าเมื่อไหร่พระจะมา  จะรีบไปทำงานแล้ว  เดี๋ยวตอกบัตรไม่ทัน  อันที่จริงอาสำว่าไม่ตักบาตรจะสงบกว่า  เพราะตามหน้าตลาดมันเจอแต่ภาพไม่เป็นมงคล  ทั้งอาหารเวียนเทียนและพระไม่สำรวม  เห็นแล้วกลุ้มไปหลายวัน 

            พวกอาสำนั่งรถตู้มาจนใกล้ตลาด  พอเจอพระก็กระตู้วู้ว่าจะลง จะลง  ไกด์ต้องบอกว่าใจเย็นๆ  เขามีที่จัดไว้ให้  จะมาโบกพระแบบโบกแท็กซี่ในกรุงเทพฯ ได้ไง  คนจีนเราก็งี้แหละ  ไปไหนก็ยังคงความเป็นจีนอย่างเข้มข้น

            จุดที่เขาจัดไว้สำหรับนักท่องเที่ยวให้มานั่งตักบาตรคือทางเท้าหน้าวัด  เป็นบรรยากาศที่แปลกมากสำหรับอาสำ  เพราะเห็นได้ชัดว่ามีการจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า  ไว้รับนักท่องเที่ยวโดยตรง  มีแม่ค้าตัวเล็กตัวน้อยเอาขนมมาวางแหมะไว้ให้ทันทีที่เรานั่งลง  เพื่อให้เราอุดหนุนซื้อไปถวายพระแกล้มข้าวเหนียว   แล้วก็มีคนเอาข้าวเหนียวมาเสนอ  เผื่อข้าวเหนียวที่ทัวร์เตรียมไว้ไม่พอ  หรือมีคนศรัทธาแก่กล้าอยากเพิ่มบุญ  แม่ค้าจะมีวิธีสร้างความรู้สึกดีๆ ให้เรา   โดยเข้ามาช่วยเราจัดผ้าแถบพาดไหล่ให้เรียบร้อยสวยงาม  ไม่รุงรังเป็นเจ๊กตามกำพืด  จัดเสร็จก็เอาสินค้าวางลงมา  เราก็เลยออกจะเกรงใจแก   ยิ่งเห็นหน้าซื่อๆ ยิ่งสงสาร  ดูเหมือนว่าทุกคนจะหมดกันไปคนละร้อยสองร้อยทั้งนั้น   แม้แต่คนใจหินแบบอาสำยังหมดไปสองร้อย 
            จุดที่เป็นจุดขายของการท่องเที่ยวทุกประเทศ   จะมีเอกลักษณ์เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ  ความวุ่นวายจากการพยายามขายสินค้าและบริการของคนพื้นถิ่น  ที่นี่ก็เช่นกัน   ไกด์เข้ามาเตือนเราว่าให้ระวังเรื่องขนมที่แม่ค้าเอามาเสนอ  หากเราไม่เอาก็อย่าไปหยิบจับให้เสียหาย  เพราะมันเป็นขนมกรุบกรอบแบบกรอบได้ใจ  และเมื่อเอาของเขาแล้วกรุณาจ่ายเงินให้ถูกคนด้วย  เพราะคนแยะและเราจำแม่ค้าไม่ได้   เดี๋ยวจะเกิดปัญหาว่าจ่ายแล้วแต่จ่ายผิดคน  อาสำไม่สนใจอะไร  เขาเอาอะไรมาวางเราจ่ายเงินทันที  มิใยเขาจะบอกว่าให้ตักบาตรให้เรียบร้อยเสียก่อนก็ตาม   ไม่รู้จะมากมารยาทไปทำไม
            อีกเรื่องที่สนุกคือถนนฟากตรงข้ามกับที่เรานั่งตักบาตรนั้น   เป็นเกสต์เฮ้าส์น้อยใหญ่มากมาย  ฝรั่งมันเลยลุกมาแต่เช้ามาดูพวกเรา  บ้างก็ถ่ายรูป บ้างก็สะกิดเมียให้ดูเจ๊ก  บ้างก็นั่งมองลงมาจากระเบียงชั้นสอง  ไปๆ มาๆ พวกเราเลยเหมือนลิงในเขาดิน   แต่ไม่เป็นไร  ทีใครทีมัน  เวลาเราไปต่างประเทศ  เราก็ไปดูลิงแบบนี้เหมือนกัน  อันที่จริงเราต่างก็เป็นลิงของกันและกัน
            นั่งพับเพียบคุยโม้และถ่ายรูปกันจนหน้าแห้งได้เวลาพระเดินมา  แหม  ตื่นเต้นซะ  เพราะเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ได้ตักบาตร  อาจจะเป็นสิบปีด้วยซ้ำ  พอพระมาพวกเราปั้นข้าวเนียวกันมือระวิง  เพราะตอนว่างๆ ดันไม่รู้จักปั้นไว้ก่อน  เอาแต่
แช่ต่ายพาว  แปลว่าคุยโต  คำว่า แช่  แปลว่ายิง  แบบยิงปืนใหญ่หรือยิงธนู  ส่วน พาว หมายถึงลูกกระสุนดินดำแบบลูกปืน  และคำว่า ต่าย คือใหญ่  ในที่นี้จึงคือการยิงปืนใหญ่   คนกวางตุ้งเขาเอาไว้หมายถึงคนขี้โม้  คือคุยโอ้อวดเสียงดังแบบยิงปืนใหญ่          

            ด้วยความที่ไม่ทันได้ปั้นข้าวเหนียวไว้   รอบแรกพวกเราจึง จก ข้าวเหนียวแทน  คือเอามือหยิบขึ้นมาก้อนโตๆ ทีเดียว  เพราะกลัวไม่ทันพระ  พระที่นี่เขาไม่มีธรรมเนียมเดินรอโยม  เพื่อนอาสำหลายคนแทบจะยุดจีวรพระเอาไว้เลย  ต้องห้ามกันจ้าละหวั่น   รอบแรกผ่านไปแล้ว พวกเราเลยสำนึกว่าควรนั่งปั้นข้าวเหนียวเอาไว้  แม่ค้าที่ยืนออกันก็หาทางขายของอีกแล้ว  แบบว่าขนมแบบนี้เณรชอบ  แบบนี้พระชอบ  แล้วเราก็เสร็จแม่ค้าอีกเพราะความสนุก  กว่าจะตักบาตรให้พระจนครบ 9 วัดฟ้าก็สว่างโร่  
            หลังตักบาตรเราเดินเข้าตลาดสด  ประมาณว่า
กาดเช้า นั่นแหละ   แหม  สนุกยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด  ของสดที่เราไม่เจอมานานแล้วก็ได้เจอ เช่น น้ำเต้า มันแกว กระจับ  หรือพวกของที่บ้านเราไม่ใช้แล้ว เช่น ขี้ไต้  ส่วนผักน้ำมีวางขายสะพรั่งเต็มตลาด  เขาเอาเชือ้กกล้วยมามัดน่าเอ็นดู  ทั้งน่ารักและประณีตน่ากิน  ถ้าบ้านอยู่ใกล้ๆ จะซื้อไปสักเข่ง   แต่ราคาสินค้ารที่นี่ไม่ถูกเลย  ยิ่งคนไทยละก็เขาเอา 20 บาททุกชนิดแบบไม่มีทอน  กว่าจะเดินฝ่าตลาดจนทะลุไปออกท่าน้ำ  หมดเงินกันไปคนละเป็นร้อย  ทั้งขนมครก มันต้ม ข้าวเกรียบว่าวและกล้วยไข่  น้ำพริกก็มีคนซื้อแบกกลับบ้านไป  เพราะติดใจจากที่กินเมื่อคืน  ส่วนที่ได้แต่ดูด้วยความสนใจแต่ไม่ซื้อคือปลาแม่น้ำโขง  หัวหมูและกบ
            สุดทางตลาดเป็นท่าน้ำมีร้านกาแฟชื่อประชานิยม  นัยว่าใครมาแล้วต้องกินให้ได้  พรรคพวกอาสำเลยล่อกาแฟ ปาท่องโก๋ ขนมครกและอะไรต่อมิอะไรกันจนพุงกาง   กินไปบ่นไปว่าเดี๋ยวก็ต้องกลับไปกินเช้าที่โรงแรม  บอกแล้วว่าขี้บ่นจริงๆ  พอกลับไปโรงแรมพบว่าอาหารเช้าโรงแรมหรูมาก   มีมากมายทั้งอาหารตะวันตกและอาหารพื้นเมือง  บ่นแล้วก็กินอีกก่อนจะไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า  เพื่อเดินทางไปถ้ำติ่ง  ซึ่งเป็นถ้ำที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไว้มากมาย 

            การไปถ้ำต้องลงเรือล่องไปตามแม่น้ำโขง  ระหว่างทางจะไปลงเรือมีหมู่บ้านชื่อ บ้านช่างไห เดิมเขาว่าเคยเป็นหมู่บ้านที่ต้มเหล้าสาโทขาย  ต่อมาเปลี่ยนหันไปทำไหใส่เหล้าแทน  หวังว่าอาสำจะจำไม่ผิด เพราะระหว่างที่ไกด์เล่า  ไอ้เราก็มัวมองเหล้าที่เขาเอามาวางขาย  เนื่องจากเห็นว่าในขวดแบบขวดแม่โขงนอกจากจะมีเหล้าสีอำพันบรรจุอยู่  ยังมีงูหรือแมงป่องอยู่ในขวดเหล้าด้วย  ที่อาสำสนใจไม่ใช่งูหรือแมงป่อง เพราะที่บ้านอาสำก็มีเหล้าลูกหนูอยู่หลายขวด  เป็นหนูหน้าตาน่าเอ็นดูเพิ่งเกิดได้วันเดียว  ยังยิ้มอยู่เลย  คงคิดว่าอยู่ในครรภ์  แต่ไอ้ที่อาสำสนใจคือ  งูในขวดมันหน้าตาและขนาดเดียวกันยังกะปั๊ม

            เลยสงสัยว่าจะเป็นงูยาง  และพอเราติงขึ้นเล่นเอาเพื่อนด่าซะ  ด้วยเหตุว่าทำให้การเที่ยวของเขาหมดสนุก
            เรือไปถ้ำติ่งของเราลำใหญ่นั่งสบายไม่มีใครอื่น  ลุกนั่งหรือวิ่งยังได้เลยแต่พวกอาสำกินเหล้าสาโทลาว   ก็ดีแล้วละที่ไม่มีคนอื่น  สงสารเขาจะต้องมานั่งหนวกหู  แม่น้ำโขงช่วงนี้ไม่ได้กว้างใหญ่อย่างที่คิดว่าน่าจะเป็น  แถมตื้นมากด้วย  ระหว่างทางเห็นคนกำลังร่อนทอง  อาสำเคยไปเห็นต้นกำเนิดแม่น้ำโขงมาแล้วที่เมืองจีน  เลยออกจะตื้นตันที่ได้มาเจอสายน้ำลูกที่นี่  พลันรู้สึกว่าจีนนั้นยิ่งใหญ่จริงๆ  เป็นบ่อเกิดอารยะธรรมทั่วเอเซียอาคเนย์  และได้แต่หวังว่าจีนจะไม่เอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นเพื่อแผ่ขยายอิทธิพลทางการเมืองของตน  แต่ก็นั่นแหละ  ของบางอย่างไม่ต้องคิดแต่มันมาเอง  แบบเจ้าพ่อที่เราเห็นๆ กันนั่นแหละ  แกไม่ได้คิดว่าจะเป็นเจ้าพ่อหรอก  แต่มันมาเองทั้งนั้น 

            ถ้ำติ่งมีฝรั่งไปเที่ยวแยะเหมือนกัน  มีพระพุทธรูปเล็กๆ วางไว้เต็มไปหมด  ใครใคร่ไหว้พระขอพรอะไรก็จัดไป   ใครจะถ่ายรูปก็จัดไป  ไหว้พระแล้วเขาพาเราข้ามไปกินข้าวเที่ยงฝั่งตรงข้าม  เป็นร้านรับทัวร์นั่นแหละ  คนลาวเขาไม่กินหรอกเพราะทุกมื้อต้องมีไข่เจียวเป็นประธานไว้ก่อน  ไกด์เขากลัวเรากินอาหารพื้นเมืองไม่ไหวเพราะความเผ็ด  อาสำจึงได้ไข่เจียวไว้กินกับน้ำพริกทุกมื้อ  ส่วนอาหารพื้นเมืองก็ไม่ขัด  จัดการเรียบกันทุกจาน   อิ่มแล้วไปเที่ยวน้ำตกตาดกวางสี   เออ ไอ้นี่แหละน่าเที่ยวมากในสายตาของอาสำ  เพราะบรรยากาศดี  น้ำตกไม่เท่าไรแต่บริเวณทางน้ำสวยงามมาก เหมือนจิ่วไจ้โกวและพลิตวิเช่ (Plitvice) ในโครเอเชีย  คือน้ำเป็นสีเขียวเทอร์คอยซ์อ่อนๆ  เพราะท้องน้ำเป็นหินปูน 

            อากาศในป่าน้ำตกเย็นสบายจริงๆ  เดินชมกันไม่เบื่อเลย  และคนไม่มากจนเห็นแต่หัวแบบจิ่วไจ้โกว  ไม่มีฉิ่งฉับทัวร์  ไม่มีพวกแก๊งค์กินเหล้า  พวกเราอยากถ่ายรูปตรงไหนก็สบายๆ อยากยืนตรงไหน อยากนั่งไหนก็ได้  สุขใจจริงๆ  และในนั้นมีร้านกาแฟอยู่ร้านหนึ่ง  พวกเราเลยแวะอีกแล้วตามนิสัย  อิ่มธรรมชาติแล้วกลับเข้าเมือง  เพราะวันนี้เรานั่งรถกันนานพอตัว  ขาไปนั่งรถเกือบสองชั่วโมง ขากลับอีกเป็นชั่วโมง  ไปถึงโรงแรมเล่นเอาสะบักสะบอมมืดค่ำ  ต้องกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อกันก่อนค่อยไปกินค่ำได้ 
            ร้านอาหารเย็นของเราวันนี้เป็นร้านอาหารฝรั่งเศสชื่อ
L’Elephant  อาหารก็งั้นๆ ไม่เด็ดมากแต่บรรยากาศสุดยอด   ตั้งอยู่ในย่านที่ชิคมากของหลวงพระบาง  และเนื่องจากร้านอาหารเป็นระดับมีเกรด  ลูกค้าเป็รฝรั่งและนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น  เขาจึงต้องเอาคนต่างชาติอื่นๆ มาทำงาน  เช่น ฟิลิปปินส์  เพื่อจะได้เข้าใจภาษาและการบริการแบบตะวันตก  ก็น่าเสียดายว่าการพัฒนาของหลวงพระบางดูจะคืนกำไรสู่คนหลวงพระบางไม่มาก  เพราะคนที่นี่ไม่มีศักยะภาพเพียงพอกับการให้บริการ  นอกจากนี้ความสำเร็จของการท่องเที่ยวยังนำเอาสภาวะเงินเฟ้อมาสู่คนลาวด้วย  

            มื้อนี้เป็นอาหารฝรั่ง  เลยต้องสั่งไวน์กันให้สนุกหนำใจ  ตอนกินอาหารพื้นเมืองเราดื่มเบียร์ลาวกัน  แต่อาหารฝรั่งต้องไวน์เท่านั้น   และไวน์ที่นี่ราคาถูกมากเมื่อเทียบกับคุณภาพ  จะขาวจะแดงก็อร่อยไปหมดคงเพราะมีเพื่อนช่วยกินแยะ  หยำเจ๋า นี่ต้องมีคนคุยถูกคอถึงจะอร่อย  และเมื่ออยู่กับคนถูกใจแล้วถ้าไม่ หยำเจ๋า ก็น่าเสียดาย  ยิ่งไปเที่ยวในสถานที่ดีๆ บรรยากาศชั้นหนึ่ง   ไม่ หยำเจ๋า ได้ไง   เทวดาโกรธตายห่ะ 

            กินอิ่มแล้วยังมีคนไม่เข็ดอยากไปนวดอีก   คราวนี้เห็นว่าจองตัวหมอนวดไว้แน่นอนแล้ว  ไม่มีพลาดเด็ด  อาสำคนไม่นวดเลยกลับไปนอน 

            เข้าไปถึงห้องพักก็เข้าห้องส้วมก่อนเลย  ห้องส้วมของโรงแรมนี้แปลกมาก เพราะแยกจากห้องอาบน้ำ  และเขาสร้างทึบไม่มีช่องระบายอากาศเลย  ประตูก็สูงทึบปิดสนิทไม่มีช่องว่างให้ลมเข้า  หากใครจะเข้าส้วมต้องตั้งอกตั้งใจรีบทำธุระ ไม่งั้นจะหมดลมได้    พออาสำเข้าไปไม่นานพลันเกิดอาเพศ  เพราะไฟดับ!! ไห้หย่า  น่ากลัวอย่าบอกใครทีเดียว  เพราะจะลืมตาหลับตามันก็มืดเท่ากัน  มองอะไรไม่เห็นเลยสักอย่าง  ห้องมันทึบสนิท   ต้องรีบคลำหากลอนออกมาจากห้อง  ทีแรกนึกว่าไฟในโรงแรมดับเท่านั้น  ที่ไหนได้  พอเผยม่านออกไปค่อยเห็นว่าเมืองทั้งเมืองมืดสนิท   
            อาสำหัวเราะก๊าก  นึกถึงพรรคพวกที่ไปนวดว่ามันช่าง
โมวฟก ไม่มีวาสนากันจริงๆ  

            ตอนเช้าเจอหน้ากันเลยได้เบิ้ลกันสนุก  พวกไปนวดบอกว่าต้องไปช่วยทางร้านเขาจุดเทียน   ไม่ได้เอาฤกษ์เอาชัยอะไรหรอก  แต่ถ้าไม่จุดมันมืด  แถมไฟดับอยู่นานมากหลายชั่วโมง  อาสำเลยบอกว่าเห็นแล้ว  อยู่ในห้องโรงแรมมองไปในเมืองสวยมากจริงๆ  แถมที่โรงแรมนี้มองเห็นดาวชัดเจนเพราะไม่มีแสงไฟเลย  อะไรจะมาสนุกเท่าเบิ้ลคนไม่มีอีกแล้ว

            มีพวกรุ่นเล็กเขาออกไปกับพวกจะไปนวด  กลับมาเล่าว่าที่หลวงพระบางไฟดับบ่อยๆ   ถามมันว่ารู้ได้ไง  มันว่าไปคุยกับวัยรุ่นในซอยแถวร้านนวด  เนื่องจากไฟดับเลยไม่มีอะไรทำ  จะกลับโรงแรมก็ไม่กล้า จะไปเดินตลาดก็ไม่ได้  สุดท้ายออกไปเตร่แถวปากซอย เจอวัยรุ่นมันนั่งเล่นกีตาร์ดื่มเบียร์กันอยู่  เดินผ่านเขาส่งเบียร์มาให้เลยนั่งคุยกัน   คนเขาบ่นกันว่าแย่  ไฟดับทีเสียหายมาก  เพราะแม่ค้าในตลาดกลางคืนขาดทุนย่อยยับ   ร้านค้าโรงแรมก็พลอยเซ็งกันหมด  ไม่รู้เมื่อไหร่จะแก้ปัญหาได้เสียที  เคยดับนานถึง 4- 5 วันด้วยซ้ำ  เศรษฐกิจพัง

            เอาน่า  ไฟดับยังมีวันสว่าง  แต่ใจที่มืดบอดด้วยความเกลียดชัง  มันแก้ยาก  คิดแบบนี้แล้วหลวงพระบางคงดีกว่าเรา       

            พรุ่งนี้จะกลับแล้ว  อย่าลืมอยู่คุยกันให้ครบล่ะ 
                

 

 

Home Page : Magazine : Pocket Book : Promotion : Webboard : Contact Us : Customer Service
Copyright © 2010 Tuay Toom & P.Vatin Publication Company Limited.