http://ebooks.in.th/heretic/

Homepage > เรื่องเด่น ต่วย'ตูน > กัมมาสธัมมะนิคม เนินหินธรรม ทางสายเอก โดย สัจภูมิ ละออ
 

กัมมาสธัมมะนิคม เรียกอีกนามว่า อโศกเรขะ

กองโบราณคดีของอินเดียเขียนป้ายติดไว้ด้วยว่า ASOKAN ROCK EDICT หน่วยสำรวจของอินเดีย ค้นพบเมื่อ ค.ศ.1966

            พุทธสถานเก่าแก่อยู่ชานกรุงเดลี เราถึงยามบ่าย อากาศเย็นเล็กน้อย สองข้างถนนที่เราผ่านไป บ้านเรือนมีทั้งคฤหาสน์สุดหรูและเพิงพักซอมซ่อ สร้างสีสันให้เกิดความรู้สึกหลากหลายดี ยวดยานในเดลีหนาแน่นไม่แพ้กรุงเทพฯบ้านเรา ขณะลงรถต้องตกใจเล็ก ๆ เมื่อเห็นคนเกือบร้อยลงจากรถอีกคันหนึ่ง  มองหน้าก็แขกมองตาก็แขก แต่ใจแขกด้วยหรือเปล่าไม่รู้ เพราะไม่ได้ซาดิสม์เหมือนนักร้องบางคนที่ ร้องว่า “ควักหัวใจออกมา เอาออกมาพิสูจน์” โอย...โหดร้ายจังเลย      

            “เขามาโบสถ์โน่น” ผู้นำคณะบอกเสียงดังฟังชัด

            นิ้วชี้ไปยังโบสถ์ฮินดูของชาวอินเดีย ทั้งใหญ่โต หรูหรา และสวยงาม ประหนึ่งวิมานสถานเทพยดา นัยว่าอาณาบริเวณที่เรายืนอยู่ ชาวอินเดียเรียกอีกนามว่า ไกรลาสนครเดลี  

            เขาไกรลาสเป็นที่อยู่ของพระอิศวร พระองค์จะปลีกวิเวกก็หาไม่ ต้องมีเทพองค์อื่นอยู่ร่วมด้วย อย่างน้อยก็พระอุมาเทวี ดูจากรูปปั้น หรือภาพเขียนบ้านเรา สองพระองค์มักทรงโคไปด้วยกันอยู่เนือง ๆ

            เทพอื่น ๆ คงตาร้อนผ่าวไปตาม ๆ กัน   

            วันนี้เราไม่ได้เข้าโบสถ์  จึงไม่เห็นเทพของศาสนาฮินดู เห็นแต่ชาวอินเดียหลามไหลเข้าไปสักการะ มนุษย์เดินดินอย่างเรา พลังศรัทธาเหนือกว่าพลังทั้งปวงอยู่แล้ว      

            โอ...หลงคิดว่าเขาแปลกเข้ามา แท้จริงเราปลอมปนเข้าไปจอดรถด้วยแท้ ๆ  เมื่อเจ้าถิ่นไม่ว่ากระไร เราก็หันหลังให้กัน กลุ่มเขาเข้าโบสถ์ฮินดูสถาน กลุ่มเรามุ่งสู่พุทธสถานกัมมาสธัมมะนิคม

            ขณะชักแถวออกจากลานจอดรถ พลันเสียงสุภาพสตรีเบื้องหน้าดังมาอย่างไม่สุภาพ ปรายตาไปตามเสียง นั่น..ชาวฮินดูหามแคร่ไม้ผ่านมา ข้าพเจ้าไม่ได้ตื่นเต้นเมื่อเห็นแคร่ แต่ตกใจเมื่อเห็นศพบนแคร่

            โอว..นาร้ายนารายณ์

ด้านบนศพเปิดโล่ง เผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งในห่อผ้า เหนือขึ้นไปมีดอกไม้วางอยู่ประปราย ทั้งเป็นดอกดวงและพวงมาลัย ทำไมไม่ทำโลงใส่หามเหมือนบ้านเราก็ไม่รู้ คนเราแปลกถิ่นก็แปลกพิธีกันไป เราไม่อาจถามว่าจะหามไปไหน เพราะคุยกันคนละภาษา ได้แต่มองขบวนแห่ แต่ละคนสีหน้าฉายแววเศร้าอาลัย เหมือนจะบอกให้รู้ว่า ไม่ว่าชาติใด ศาสนาใด ถึงคราวสูญเสียคนที่รัก ย่อมอาการดุจเดียวกัน

  วาบแรกอดเศร้าตามไม่ได้ แต่แวบหลังผุดคิดถึงความไม่เที่ยงแห่งสังขาร  จึงคลายเศร้าลง เรียกสติกลับมา รวมสัมปชัญญะเก็บภาพไว้เป็นที่ระทึก เสียงชัตเตอร์กริ๊ก ๆ ประสานกับเสียงเท้าย่ำพึ่บพั่บ ๆ บัดเดี๋ยวเดียวก็ห่างออกไป เหลือไว้แต่ฝุ่นฟุ้งกระจาย

ปรากฏการณ์สั้น ๆ มองอย่างไทยหัวใจพุทธ อดตระหนักมิได้ว่าการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดาของโลก หาได้เลือกชาติ ศาสนาและเผ่าพันธุ์ไม่ ตระหนกใจและตระหนักจิตแล้ว เราก็พากันเข้าพุทธสถานอย่างสำรวมกายและใจ

ส่วนวาจานั้น บางคนยังเพลินอยู่กับทฤษฎีวิพากษ์วิจารณ์สังคม แม้จะเข้าเขตพุทธสถานแล้วก็ตาม

            บริเวณ กัมมาสธัมมะนิคม เหมือนสวนสาธารณะขนาดใหญ่ ต้นไม้แต่ละต้นวางตำแหน่งปลูกไว้อย่างดี มีมูลพาหนะของพระอิศวรให้เห็นเป็นระยะ ๆ ทำไมไม่ไรรออยู่หน้าโบสถ์ฮินดูก็ไม่รู้เหมือนกัน

บริเวณลานหญ้า เนินหิน และข้างทางเดินชาวบ้านเข้ามาจับจองนั่งเล่นเพลินใจ คงใช้เป็นที่พักผ่อนไปพร้อม ๆ กับเป็นพุทธสถานนั่นเอง กลางสวนเนินหินขนาดใหญ่เตะตา เหนือขึ้นไปมีโครงหลังคาครอบหินส่วนบนสุดไว้ เราค่อย ๆ ไต่ขึ้นไปอย่างมีสติ ถ้าไถลลื่นตกลงมา นอกจากเสียสตังค์แล้ว คงไม่มีใครอยากพิสูจน์ว่า การรักษาพยาบาลเมืองแขกเป็นอย่างไร  

            เรารู้มาก่อนแล้วว่า ใต้หลังคามีจารึกพระเจ้าอโศกมหาราช

            จารึกพระเจ้าอโศกมหาราช หรือจะเรียกว่า อโศกเรขะ ตำแหน่งจารึกคือ จุดองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งแสดงพระธรรมเทศนาแด่ชาวกุรุ ในสมัยพุทธกาล

กว่า 2,500 ปีล่วง อาณาบริเวณที่เรายืนอยู่ คงเต็มไปด้วยพุทธศาสนิกชนชาวกุรุรายรอบ สีหน้าแต่ละคนเปี่ยมสุข ดวงตากระหายใคร่รู้พระธรรมจากพระโอษฐ์  ชั้นในใกล้เนินหิน พระภิกษุสงฆ์ ภิกษุณี และสามเณรจีวรสีอร่ามเรือง นิ่งรอสดับธรรมอย่างใกล้ชิด ยอดเนิน พระพุทธองค์ประทับนั่งอยู่ในพระอาการสงบ สำรวม จวบจนเวลาแสดงธรรม ค่อยเปล่งพระสุรเสียงกังวานไปทั่วบริเวณ

            พุทธศาสนิกชนอย่างข้าพเจ้า แค่ได้มาเห็นลานธรรมนับว่าบุญยิ่งแล้ว       

            ปัจจุบัน รอบจารึกมีรั้วเหล็กชนิดโปร่งล้อมไว้ทั้ง 4 ด้าน เมื่อเราขึ้นไป เจ้าหน้าที่เข้ามาไขกุญแจ พลางแนะนำให้ซื้อดอกไม้ ธูป เทียนเข้าไปบูชา เกือบทุกคนช่วยอุดหนุนด้วยความเต็มใจ บางคนเตรียมเครื่องบูชามาพร้อมไม่ซื้อหา เจ้าหน้าที่ก็ไม่ว่ากระไร

            เจ้าหน้าที่บอกว่า ภายในรั้วเหล็กนั้น คือที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งแสดงธรรมแด่ชาวแคว้นกุรุ หัวข้อ มหาสติปัฏฐาน หรือทางสายเอกในการก้าวสู่นิพพาน

            สดับดังนั้นใจเราก็พองโต แอบตระหนักนึกว่า เรามาถูกทางแล้ว ถึงอินเดียคราวนี้ถูกแนวแน่วนิพพานแน่ ๆ  ดวงตาแต่ละคู่ฉายแววตื่นเต้น เมื่อเห็นรอยจารึกพระเจ้าอโศก แต่อนิจจา...อักษรแสนจะลบเลือน ทราบแต่เพียงว่าเป็นอักษรพราหมี ( Brahmi ) ซึ่งเป็นต้นกระกูลของอักษรชาวอินเดียตอนใต้ รวมทั้งอักษรไทยด้วย

            ถ้าจะถามหาคนคนแปล เจ้าหน้าที่เองก็คงแปลไม่ได้ เพราะเป็นอักษรโบราณ แถมยังลบเลือน พอเห็นเป็นแนว ๆ เท่านั้น หนึ่งในผู้รู้ในคณะบอกว่า ถ้าต้องการรู้ว่ารูปอักษรเป็นอย่างไร ต้องเทน้ำลงไป จะเห็นอักษรชัดเจนขึ้น แม้เราจะมีศรัทธาเปี่ยมจิต แต่ก็ไม่มีใจเห็นด้วย

อักษรนี้มีคนแปลไว้แล้วว่า... “ ณ สถานที่แห่งนี้ องค์พระตถาคตได้แสดงมหาสติปัฎฐานแก่พุทธบริษัททั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์แห่งนครอินทปัตถ์ แคว้นกุรุ”

ถอดความแล้ว แม้ความขลังจะจางไปบ้าง แต่มนต์อักษรยังเปี่ยมปรี่ 

            ณ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ พระภิกษุสงฆ์ไทยได้นำสวดบูชาพระพุทธเจ้า และแสดงธรรมสั้น ๆ เกี่ยวกับข้อธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ยังความปลื้มปีติต่อพุทธศาสนิกชนโดยถ้วนทั่ว  

            เรื่องราวการแสดงธรรมความว่า ...ชาวกุรุเป็นผู้มีกำลังปัญญาพร้อม ร่างกายและจิตใจดีงาม เพราะบ้านเมืองปราศจากความวุ่นวาย ไม่มีสงคราม คล้ายผอบทอง เมื่อใส่ดอกไม้ลงไป ก็จักมีแต่กลิ่นกระจายหอม เต็มไปด้วยความดีงาม...

            ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงเลือกข้อธรรม มหาสติปัฎฐาน

            พุทธพจน์ห้วงหนึ่งว่า “หนทางนี้เป็นหนทางเอก เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย เพื่อความก้าวล่วงเสียด้วยดีซึ่งความโศกและความร่ำไร เพื่อดับไฟแห่งทุกข์ และโทมนัสเพื่อบรรลุหนทางที่ถูกต้อง เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน สิ่งนี้คือสติปัฏฐาน 4”

            สดับธรรมแล้ว ไม่จำเป็นต้องง่วงนอน หรือเปล่งเสียงออกมาดัง ๆ ว่า หนูไม่รู้ หนูไม่เอา เพราะไม่รู้ว่า สติปัฏฐาน 4 คืออะไร

            พระท่านอธิบายว่า คือการฝึกสติโดยผ่านฐานทั้ง 4 คือ ฐานกาย ได้แก่เจริญสติโดยตามลมหายใจ ฐานเวทนา คือการเจริญสติโดยตามดูความรู้สึก ฐานจิต คือการเจริญสติ โดยตามดูความคิด และฐานธรรม คือการเจริญสติโดยตามดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิต

            ถ้าเห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตใจจิต และเห็นธรรมในธรรม ก็ย่อมจะเข้าสู่ภาวะ สุญญตา คือความว่าง ภาวะหลุดพ้นจากกิเลสสู่บรมสุข คือ นิพพาน

            ไหมล่ะ แน่วนิพพานไปแล้ว

            ฟังพระท่านแสดงธรรมเหมือนง่าย แต่การปฏิบัติกว่าจะได้แต่ละขั้น แต่ละตอนไม่เหมือนปอกกล้วยเข้าปากแน่ ๆ  ใครจะเข้าถึงธรรมมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับลักษณะ พื้นฐานจิตของแต่ละคน ถ้าทำแล้วสับสนก็ไม่ต้องกลัว ทำใจให้สบาย

            ท่านมิซูโอะ คเวสโก แนะว่า “หายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ ยิ้มน้อย ๆ ทำใจให้สบาย” แค่นี้ก็เริ่มเป็นสุขแล้ว

            เรานมัสการลา เนินหินแสดงธรรมพระพุทธเจ้า อย่างพร้อมเพรียงกัน ด้วยบทสวดมนต์  ก่อนออกมา เชื่อว่า ไม่มีใครลืมบันทึกภาพตัวเองไว้เป็นที่ระลึก แต่อย่างใด 

 

 

Home Page : Magazine : Pocket Book : Promotion : Webboard : Contact Us : Customer Service
Copyright © 2010 Tuay Toom & P.Vatin Publication Company Limited.