http://ebooks.in.th/heretic/

Homepage > เรื่องเด่น ต่วย'ตูน > หากินกับโรบินสัน ครูโซ.. โดย .หนอนอักษรา
 

                 

 

 

            มีนวนิยายหลายเรื่อง  ที่ไม่เพียงแต่มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะวรรณกรรมเท่านั้น  แต่ยังสามารถสร้างเงินให้กับการท่องเที่ยวของประเทศได้ด้วย  จึงไม่น่าแปลกใจที่เกาะ ภูเขาและเมืองหลายแห่ง  จะถูกเปลี่ยนชื่อไปตามตัวละครหรือชื่อนวนิยายนั้น   จนไม่ช้าไม่นาน  คนรุ่นหลังๆ ถึงกับเชื่อว่าเรื่องราวในนวนิยายคือเรื่องจริง   ที่เคยเกิดขึ้นที่นั่นที่นี่  และบ่อยครั้งที่ตัวละครจะกลายเป็นว่าเคยมีตัวตนจริงขึ้นมา

        ผู้เขียนเคยดั้นด้นเดินทางไปในหลายแห่งของโลก  ที่เปลี่ยนชื่อไปตามแรงนิยมของนวนิยายอันโด่งดัง  เช่น  บ้านจูเลียต ในเมืองเวโรน่า ประเทศอิตาลี  หรือที่ราบสูงทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน   ที่มาตั้งชื่อภายหลังว่าแชงกรีล่า เป็นต้น  มาวันนี้นึกถึงเกาะสองแห่งขึ้นมาได้  นั่นคือ เกาะโรบินสัน ครูโซ และเกาะอเล็กซานเดอร์ เซลเคิร์ก (Alexander Selkirk)  ทางตะวันตกของประเทศชิลี  อันมีที่มาจากนวนิยายเรื่อง Robinson Crusoe ประพันธ์โดย แดเนียล เดฟโฟ (Daniel Defoe) นักประพันธ์ชาวอังกฤษ  ผู้ว่ากันว่ามีอาชีพหลากหลายไม่เบา 

            แดเนียลเป็นพ่อค้าชาวอังกฤษจากเมืองบริสตอล (Bristol)  และในยุคนั้นการเป็นพ่อค้ามีฐานะเป็นตัวแทนของรัฐบาลไปด้วย  เพื่อจะเสาะแสวงหาเงินตรา การค้าและอำนาจ จากดินแดนใหม่ๆ ที่พวกยุโรปยังไม่เคยย่างกรายไปถึง  ใครไปถึงดินแดนใหม่ก่อนก็มีโอกาสกอบโกยได้ก่อนเพื่อน  ด้วยกลยุทธ์มากมายที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและกลโกง   อย่างไรก็ตาม  ในศตวรรษที่ 18 นั้น  นอกจากลัทธิจักรวรรดินิยมจะรุ่งเรืองแล้ว ศิลปะหลายสาขาก็พลอยได้รับอานิสงค์ไปด้วย  โดยเฉพาะด้านวรรณกรรม  เพราะมีข้อมูลใหม่ๆ จากโลกที่ต่างออกไป  หลั่งไหลเข้ามาสู่การรับรู้ของพวกยุโรป  กลายเป็นของมีค่าสำหรับพวกนักเขียน  และเป็นสินค้าตัวใหม่สำหรับนักอ่านไป  เช่นเรื่องราวของการเอาตัวรอดบนเกาะร้างกับมนุษย์กินคน  ของชายโชคร้ายที่ชื่อ โรบินสัน ครูโซ

            ที่มาที่ไปของเรื่องโรบินสัน ครูโซ นี้ ว่ากันว่ามีที่มาจากเมื่อราวปลายปี 1704   ได้เกิดเหตุเรือรบอังกฤษชื่อ Cinque Ports  ถูกโจมตีอย่างหนัก   จนต้องแอบไปจอดซ่อนตัวแถวเกาะร้าง  นอกชายฝั่งชิลีออกไปราว 419 ไมล์   เกาะนั้นมีชื่อว่า Mas a Tierra แปลว่า ใกล้ฝั่ง (Close to Land)  กลาสีนายหนึ่งมีนามว่า อเล็กซานเดอร์ เซลเคิร์ก  เป็นคนจากเมืองไฟฟ์ (Fife) ในสก็อตแลนด์ พิจารณาแล้วสังหรณ์ใจว่าเรือลำนี้คงไปไม่รอด  เขาจึงขอขึ้นบกดีกว่า  แม้ว่าจะเป็นเกาะร้างก็ตามที  และนับว่าเขาคิดถูก เพราะอีกเพียงเดือนเดียว  เรือแซงค์ปอร์ก็อับปางลง  ในขณะที่ตัวเซลเคิร์กเองต้องติดเกาะอยู่นานถึง 4 ปี 4 เดือน  กว่าจะเจอเรือแวะมาแถวนั้น  และช่วยเอาตัวกลับไปอังกฤษ

        ว่ากันว่าอีกทีว่า  เซลเคิร์กกลับไปถึงอังกฤษในปี 1711 และได้รู้จักกับแดเนียล เดฟโฟ  ในผับที่บริสตอล ชื่อ Llandroger Trow  ซึ่งทุกวันนี้ยังมีอยู่จริง และกลายเป็นจุดหมายท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งไปแล้ว  การพบปะสนทนากันในผับนั้นส่งให้นักเขียนได้รับข้อมูลมากมาย  จากการผจญภัยเพื่อเอาตัวรอดบนเกาะร้างของกลาสีเซลเคิร์ก  จนในปี 1719  เดฟโฟจึงเขียนนวนิยายชื่อยาวมากอย่างไม่น่าเชื่อขึ้นมาเรื่องหนึ่ง  นั่นคือ  “The Life and Strange Surprizing Adventures of Robinson Crusoe, of York, Mariner: Who lived Eight and Twenty Years, all alone in an inhibited Island on the Coast of America, near the Mouth of the Great River of Oroonoque; Having been cast on Shore by Shipwreck, wherein all the Men perished but himself. With An Account how he was at last as strangely deliver’d by Pirates” 

        ดูเหมือนว่าเพียงอ่านชื่อเรื่องก็ได้บทคัดย่อของนวนิยายเรียบร้อยแล้ว

            ส่วนที่ว่านักเขียนจะเอาเนื้อหาหรือข้อมูลมาจากกลาสีคนนี้จริงหรือไม่นั้น  ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่  เพราะมีบางกระแสว่าไปคลับคล้ายกับนวนิยายเรื่องนั้นเรื่องนี้  ซึ่งเคยมีผู้เขียนมาก่อน  เช่น นวนิยายแปลจากภาษาละตินเรื่องหนึ่ง  และงานเขียนของ โรเบิร์ต น็อกซ์ กับเรื่องสั้นของ Henry Pitman อีกเรื่องหนึ่ง  อันเป็นความจริงที่ไม่มีใครรู้แน่นอกจากตัวนักเขียนเองว่าไป ก็อป”  ความคิดความฝันของใครมา  แต่ที่แน่ๆ  เกาะสองเกาะนอกชายฝั่ง  ที่ถูกนักเขียนกำหนดให้เป็นที่เกิดเหตุนั้น  ถูกเปลี่ยนชื่อและกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปเรียบร้อยแล้ว  โดยในปี 1966 เกาะ Mas a Tierra เปลี่ยนเป็นเกาะ Robinson Crusoe  และเกาะ Mas Afuera ซึ่งแปลว่า ห่างออกไป (Further Out) ที่ตั้งห่างออกไปอีก 104 ไมล์ ได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็นเกาะ Alexander Selkirk
        การท่องเที่ยวเกาะสองแห่งนี้  เป็นการเที่ยวระดับหรูไฮเอนด์  เพราะต้องไปด้วยเครื่องบินส่วนตัวหรือบริการเครื่องบินเล็ก  จากเมืองซานติอาโก้ (Santiago) เมืองหลวงของชิลี  หรืออีกทางคือโดยเรือซึ่งต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง  แต่ได้เห็นวิวอันงดงามของเกาะภูเขาไฟและพบกับนกมากมาย  อีกทั้งยังพบกับหลักฐานความหายนะจากซูนามิ  ที่ตามหลังแผ่นดินไหวใหญ่ขนาด 8.8 ริกเตอร์ เมื่อปี 2010 อีกด้วย  ทุกวันนี้เกาะแห่งนั้นไม่มีอะไรที่เป็นความเจริญเลย  เพื่อคงความบริสุทธิ์ไว้เช่นครั้งที่โรบินสัน ครูโซ ใช้ชีวิตอยู่  นับว่าเขาเข้าใจหากินจริงๆ  เพราะคนที่มาเที่ยวเกาะเช่นนี้  คงไม่มีใครอยากช็อปปิ้งในห้าง หรือซื้อของในเซเว่น  ตลอดจนร้องคาราโอเกะหรือดูโชว์อะโกโก้  เรื่องสนุกที่นักท่องเที่ยวอยากทำคือการนั่งเรือหาปลาออกไปชมธรรมชาติในทะเล  และไปที่เกาะ Alexander Selkirk อันเงียบสงบ   เพราะที่นั่นมีประชากรเพียง 50 คนเท่านั้น

             ผู้เขียนจำได้ว่าอ่านหนังสือเรื่อง การผจญภัยของโรบินสัน ครูโซ (The Adventures of Robinson Crusoe)  ตอนเรียนประถม  เป็นหนังสือภาษาอังกฤษที่นำเข้าจากสิงคโปร์  ฉบับทำให้ง่ายลงแล้วสำหรับเด็ก  อ่านแล้วเกิดแรงบันดาลใจอย่างยิ่งจนสร้างกระท่อมของตัวเองขึ้นมา วิธีการไม่ยากเลย   เริ่มจากไปเอาเก้าอี้หวายของยายมา 2 ตัว  เป็นเก้าอี้หวายแบบโบราณที่มีพนักและเท้าแขนโค้งต่อกัน  เอามาคว่ำเข้าหากันสองตัวให้เกิดเป็นถ้ำ  จากนั้นไปเอาผ้าห่มเย็บมือของแม่มาคลุมลงไป   ได้กระท่อมของโรบินสันมาหลังหนึ่ง  พอมีกระท่อมแล้วก็ร่ำร้องให้แม่พาไปซื้อชุดหม้อดินเผา   จากตลาดนางเลิ้งมาหนึ่งชุด  มีหม้อสองหูสองใบ เตาขนมครกและน้ำต้นด้วย  แล้วเล่นเป็นคนติดเกาะอยู่หลายเดือน  มีทั้งคนป่า  มีการออกไปหาอาหารและตักน้ำ  กลางคืนก็งอแงจะนอนในกระท่อมเก้าอี้หวายนั่นแหละ  แม่เดือดร้อนมากเพราะบ้านรกไปหมด  แต่ยายบอกว่าช่างเถอะ  ฝันอยากเป็นโรบินสัน ครูโซ ก็พอมีอนาคตอยู่   เพราะเมื่อปีที่แล้วยายถามว่าหลานโตขึ้นอยากเป็นอะไร   ผู้เขียนซึ่งประทับใจกับขันใบเล็กๆ และเสื้อเก่าคร่ำคร่าตอบไปว่า

            อยากเป็นขอทานจ๋า

            เป็นคำตอบที่แสนจะดราม่าจริงๆ

        งานเขียนเรื่องโรบินสัน ครูโซ  เป็นงานเขียนที่อ่านไม่ยาก เพราะใช้คำง่ายไม่ซับซ้อนหรือศัพท์หรูหราอะไร  พอพิมพ์ออกมาวางขายก็กลายเป็น best seller ไปในทันที  ด้วยเนื้อเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจไปกับโลกที่คนยุโรปส่วนใหญ่ไม่เคยเจอะเจอ  นักเขียนกำหนดให้เรื่องเกิดขึ้นในปี 1651 ครูโซ เดินทางออกจากท่าเรือ Queen’s Dock ในเมืองฮัล (Hull)  เพื่อไปท่องทะเลท่ามกลางเสียงคัดค้านของบิดามารดา   เพราะต้องการให้ลูกประกอบอาชีพทางกฎหมาย  ตามที่ร่ำเรียนมามากกว่า 

            ชะตากรรมร้ายเริ่มขึ้นเมื่อเรือที่เขาโดยสารถูกยึดโดยโจรสลัดมัวร์   และพระเอกถูกจับไปเป็นทาสแขกอยู่ 2 ปี  กว่าจะแอบลงเรือเล็กหนีออกมาได้กับเด็กที่ชื่อซูรี่  และได้รับการช่วยเหลือจากกัปตันเรือโปรตุเกส  ซึ่งแล่นเรือมาจากชายฝั่งตะวันตกของทวีปอัฟริกาและกำลังจะไปบราซิล  เมื่อไปถึงแผ่นดินบราซิลพระเอกจึงตั้งรกรากทำไร่อยู่ที่นั่น  อันเป็นทัศนคติแบบอังกฤษที่ต้องสร้างอาณานิคมเอาไว้ในโลกใหม่  หลายปีผ่านไปเมื่อไร่ขยายตัวขึ้น  ครูโซจึงต้องออกเดินทางไปหาทาสจากอัฟริกา  ตามธรรมเนียมของพวกเจ้าของไร่ในยุคนั้น  แต่เรือของเขาเจอพายุจนอับปางลงห่างจากฝั่ง 40 ไมล์  เมื่อวันที่ 30 กันยายน ปี 1659 ณ จุดที่นักเขียนตั้งชื่อให้ว่า เกาะแห่งความสิ้นหวัง  อยู่ใกล้ปากแม่น้ำโอริโนโก้ 

            จะสังเกตได้ว่าผู้แต่งเรื่องได้ให้รายละเอียดสถานที่และวันเวลาไว้แน่นอนมาก  อันเป็นเทคนิคหนึ่งที่ส่งให้เรื่องสมจริงอย่างยิ่ง 

            เรือล่มคราวนี้มีคนรอดชีวิตเพียง 1 คน คือพระเอก พร้อมกับหมาของกัปตัน 1 ตัว และแมวอีก 2 ตัว  เขารีบหยิบฉวยเอาทุกอย่างในเรือมาไว้ใช้เพื่อการอยู่รอด  เขาสร้างที่พักจากถ้ำแล้วกั้นรั้วให้ดี จากนั้นเริ่มลงมือทำปฏิทินเพื่อจะได้รู้ว่าวันเวาล่วงไปเท่าใดแล้ว  ชีวิตต่อจากนั้นคือความฝันของคนเมือง  เช่นเดียวกับที่คนกรุงเทพฯ ทุกวันนี้อยากทำไร่ทำสวน  อยากอยู่ป่าอยู่นา  แดเนียล เดฟโฟ จึงกำหนดให้พระเอกเริ่มปลูกข้าวบาร์เล่ย์  ทำไร่องุ่น ปั้นหม้อปั้นไหและเลี้ยงแพะ  แล้วยังเลี้ยงนกแก้วเอาไว้ 1 ตัว เพื่อจะได้มีเพื่อนคุย  แต่ที่สำคัญคือพระเอกเริ่มอ่านไบเบิ้ลทุกวัน  จนกลายเป็นผู้เคร่งศาสนาไปในที่สุด
            มาถึงตอนนี้ผู้อ่านจะพบว่าชีวิตของครูโซนั้นไม่เลวนัก  เขามีทุกอย่างที่พอเพียงกับชีวิตและยังมีพระเจ้าอยู่กับเขาตลอดเวลา   ที่จะขาดก็เห็นจะเป็นสังคมเท่านั้นเอง

            เวลาล่วงเลยไปอีกหลายปี  และพระเอกพบว่ามีมนุษย์กินคนอยู่ที่เกาะอื่นด้วย  เพราะคนพวกนั้นมักจะมาที่เกาะของเขา   เพื่อออกล่าหานักโทษเอาตัวไปกิน  ด้วยความเป็นคนขาว  ครูโซจึงตั้งใจจะสังหารคนพวกนี้เสียเพื่อหยุดยั้งความป่าเถื่อน   แต่แล้วเขาก็ตระหนักได้ว่า  พวกมนุษย์กินคนนั้นไม่มีความผิดอะไร  ทั้งหมดคือความต่างทางสังคม ประเพณีและวัฒนธรรมต่างหาก  การล่ามนุษย์สำหรับพวก Cannibals ไม่ใช่อาชญากรรมในคติของพวกเขา 

            แล้ววันหนึ่งนักเขียนก็ปล่อยตัวละครออกมาอีก 1 ตัว  โดยให้พระเอกช่วยนักโทษคนหนึ่งเอาไว้  และตั้งชื่อว่าฟรายเดย์ (Friday)  จะสังเกตเห็นว่าทั้งหมดนี้ส่งนัยยะทางศาสนาคริสต์ชัดเจนมาก  เพราะวันศุกร์เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของชาวคริสต์  จากนั้นครูโซเริ่มสอนให้ฟรายเดย์รู้จักภาษาอังกฤษ  และสุดท้ายเขาได้ให้ฟรายเดย์รับศีลเป็นคริสตศาสนิกชนด้วย  ต่อมาชีวิตชักยุ่งเหยิงเมื่อสังคมของครูโซมีคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง  เพราะมีพวกมนุษย์กินคนขึ้นมาที่เกาะมากขึ้น  ครูโซจึงต้องลงแรงช่วยชีวิตนักโทษโดยสังหารคนพวกนี้เสีย   สุดท้าย  เหลือนักโทษ 2 คนที่รอดมาได้คือพ่อของฟรายเดย์   และคนสเปนอีก 1 คน

            เจ้าคนสเปนบอกว่ามีเรือจมอยู่ที่แผ่นดินใหญ่  เขาจะเอาตัวพ่อของฟรายเดย์ไปที่นั่นแล้วพาคนกลับมาช่วยครูโซ  จึงเป็นอันตกลงตามนั้น  แต่ก่อนที่คนสเปนจะทันกลับมา  เรืออังกฤษลำหนึ่งเกิดแล่นผ่านมายังเกาะนี้พอดี  ด้วยเหตุผลว่ามีลูกเรือกลุ่มหนึ่งได้ก่อการยึดเรือ  ที่เรียกว่า Mutiny คือการกบถในเรือ  และพวกกบถจะเอาตัวกัปตันมาทิ้งไว้ที่เกาะแห่งนี้  เพราะเห็นว่าเป็นเกาะห่างไกลผู้คน  จากนัน้จะยึดเรือเอาไปหากินต่อ  เรื่องเลยกลายเป็นว่าครูโซต้องออกแรงช่วยเหลือกัปตันและเรือเอาไว้  ผลคือพระเอกชนะ  พวกลูกเรือที่ก่อการกบถจึงถูกทิ้งไว้ที่เกาะนี้แทน  แต่พระเอกก็ได้สอนวิธีเอาชีวิตรอดบนเกาะให้พวกนั้นด้วย  สุดท้าย  ครูโซออกจากเกาะได้เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ปี 1686  กลับถึงอังกฤษเมื่อ 11 มิถุนายน ปี 1687

            โชคร้ายยังไม่หมด   เพราะทางบ้านนึกว่าครูโซตายไปนานแล้ว  พ่อจึงไม่ได้เหลือสมบัติอะไรไว้ให้ในพินัยกรรม  พระเอกจึงต้องออกเดินทางอีกครั้งเพื่อไปลิสบอน  เป็นการไปทวงถามที่ดินไร่นาสาโทของตนในบราซิลนั่นเอง  โดยไปกับฟรายเดย์  สุดท้ายครูโซกลายเป็นเศรษฐีราชาที่ดิน  มีไร่ใหญ่โต  และเขาโอนเงินทั้งหมดกลับไปที่อังกฤษ  เพื่อใช้ชีวิตอย่างคนมั่งมี

            หากใครได้อ่านฉบับเต็มของโรบินสัน ครูโซ   จะพบว่านวนิยายเรื่องนี้แสดงถึงโลกทรรศน์และความเป็นคนอังกฤษอย่างชัดเจน  เจมส์ จอยซ์ (James Joyce) นักเขียนนามกระเดื่องของสหรัฐวิพากษ์ไว้ว่า ครูโซนั้นเป็นต้นแบบคนอังกฤษที่แท้จริง  จิตวิญญานแบบแองโกล-แซกซอนเปี่ยมล้นอยู่ในตัวเขา  เพราะครูโซต้องการออกเดินทางผจญภัยมากกว่าจะเป็นนักกฏหมายในเมือง  การผจญภัยต่างๆ ของเขาประกาศความเป็นอิสระชนของมนุษย์  ชะตากรรมที่เขาเผชิญแสดงถึงความอดทนของมนุษย์อย่างสูง  และที่สำคัญเราจะพบว่าครูโซคือตัวแทนของคนอังกฤษ  ที่ต้องสร้างระบบสังคมแบบอังกฤษขึ้นในทุกๆ ที่ไปถึง  ไม่ว่าจะเป็นบนเกาะร้างก็ตามที  แล้วยังมีเรื่องที่เขากลายเป็นคนเคร่งศาสนา  ซึ่งน่าขันว่าครูโซไม่ได้เข้าถึงศาสนาเพราะไปโบสถ์หรือฟังคำเทศนา   แต่เขาเข้าใจถึงศาสนาได้ด้วยตัวเองจากธรรมชาติอย่างแท้จริง  ซึ่งผู้เขียนเองรู้สึกตื่นเต้นมากเมื่อครั้งอ่านหนังสือนี้ตอนเป็นเด็ก  และพบว่ามนุษย์เราไม่จำต้องเรียนรู้จากคัมภีร์  อันที่จริงคนทุกคนสามารถเข้าถึงความจริงแท้ของโลกและชีวิตได้เอง 
            เมื่อหนังสือเรื่องนี้ขายดีเป็นที่นิยม  จึงมีการผจญภัยอื่นๆ ของโรบินสัน ครูโซตามมา  เพราะนักประพันธ์ได้ทิ้งท้ายไว้ 2-3 วรรค  ถึงการเดินทางรอบใหม่ของพระเอก  เพื่อจะออกท่องดินแดนแปลกใหม่อย่างแถบเทือกเขาพีเรนีส  ตอนต่อของหนังสือเล่มแรกชื่อว่า
The Farther Adventures of Robinson Crusoe  แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไร  คือไม่ดังเท่าเล่มแรก  กระนั้น  แนวนวนิยายแบบผจญภัยบนเกาะร้าง  การใช้ชีวิตในดินแดนแปลกๆ  และการทิ้งชีวิตคนเมืองกลับไปสู่ธรรมชาติ  เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดนวนิยายทำนองนี้ตามมาจำนวนมาก   เช่น เรื่องการผจญภัยของกัลลิเวอร์ (Gulliver’s Travel) โดยโจนาธาน สวิฟท์ (Jonathan Swift)  นวนิยายชุดครอบครัวโรบินสัน (The Swiss Robinson Family) โดยโจฮัน เดวิด ไวส์ (Johann David Wyss) หรือที่เราคุ้นกันมากๆ คือเรื่องเกาะมหาสมบัติ (Treasure Island) ของนักเขียนนามโรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน (Robert Louis Stevenson)  

            หนังสือที่ดีคือจดหมายเหตุทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม   หนังสือเรื่องการผจญภัยของโรบินสัน  ครูโซ ก็เป็นเช่นนั้น  เพราะผู้เขียนได้ใส่รายละเอียดหลายด้าน  ทั้งประวัติศาสตร์ สังคม ทัศนคติ ความเชื่อและเศรษฐศาสตร์แห่งยุคสมัยไว้ในงานเขียนด้วย  เช่น การมีไร่ขนาดใหญ่ของคนอังกฤษในบราซิล  ซึ่งหากครูโซเป็นคนไทยยุคนี้  ผู้เขียนคิดเล่นๆ ว่าเขาจะทำอะไรดี  ก็คงจะไม่ทำไร่แต่จะเปิดห้างให้คนมาช็อปปิ้ง   เปิดบ่อนบนเกาะร้าง และตั้งบาร์เบียร์ให้คนพื้นเมืองมาหย่อนใจ  อ้อ  อาจต้องตั้งโต๊ะรับแทงหวยให้กับพวกแม่บ้านด้วย

            บรื๊อวว์ แค่คิดเล่นๆ นะ 

                       
             

 

 

Home Page : Magazine : Pocket Book : Promotion : Webboard : Contact Us : Customer Service
Copyright © 2010 Tuay Toom & P.Vatin Publication Company Limited.