http://ebooks.in.th/heretic/

Homepage > เรื่องเด่น ต่วย'ตูน > ประเทศที่หยุดอ่านหนังสือ -- มิเชลล์ มาย เบลล์ ถอดความ
 

เมื่อนักเขียนคนหนึ่งบ่นว่า เม็กซิโก... ประเทศของเขาเป็นเมืองที่ชาวบ้านหยุดอ่านหนังสือ บรรยากาศนี้เป็นสากลไหม แล้วในเมืองของเราล่ะ? ได้ยินกันบ่อยแล้วเรื่องคนเก่งกับคนดี มันพอเป็นไปได้ที่จะให้คำจำกัดความ หรือสร้าง ไครทีเรีย เด็กเก่ง เช่น เก่งระดับไหนให้เข้าโรงเรียนแพทย์ โรงเรียนกฎหมาย กวดให้เก่งก็ยังได้ แต่เมื่อพูดถึงเด็กดี มันไม่ง่ายนัก เรียบร้อยเชื่อฟังคุณครู หรือไม่เรียบร้อยชอบเถียง ผิดระเบียบอยู่เรื่อย สอนเด็ก (ให้) เก่ง ง่ายกว่าสอนเด็ก (ให้) ดี จริงไหม มีวิธีการอย่างไรที่จะให้ได้ทั้งเก่งและดี ที่มีปัญหาอยู่ก็เพราะเรายังตกลงกันไม่ได้แน่ว่าคุณสมบัติคนดีคืออะไร

ในจินตนาการของเรา เด็กเก่งและดีมีสติปัญญา ศึกษาหาความรู้ลึกซึ้งและกว้างขวาง รู้จักคิดแยกแยะด้วยตัวเอง มีจิตใจเมตตาต่อผู้ทุกข์ยาก อีกอย่างหนึ่งก็เป็นหนอนหนังสือที่น่ารัก อ่านเรื่องชุดบ้านเล็ก เทิดทูนบูชาสุนทรภู่และศรีปราชญ์ แล้วก็เขียนกวี...

จินตนาการหรอกนะ จินตนาการอันสวยงาม

 

 

ประเทศที่หยุดอ่านหนังสือ :

โดย

เดวิด ทอสกานา


                เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ผมกวาดตาไปในหน้ารับสมัครงานของหนังสือพิมพ์ รีฟอร์มา (Reforma) เจอประกาศชิ้นหนึ่ง เนื้อความมีว่าภัตตาคารในเม็กซิโกซิตี้ รับสมัครพนักงานล้างจาน หลักฐานจำเป็น: ประกาศนียบัตรชั้นมัธยมศึกษา

                เนิ่นนานมาแล้ว โรงเรียนมิใช่สำหรับทุกคน ห้องเรียนเป็นสถานที่แห่งระเบียบวินัย มีไว้เพื่อการศึกษาหาความรู้ ครูคือผู้ที่ได้รับความเคารพ พ่อแม่ผู้ปกครองยินยอมพร้อมใจให้ครูทำโทษลูกเต้า โดยการตีหรือดึงหู แต่อย่างน้อยในสมัยนั้น โรงเรียนมุ่งหมายนำพาให้ชีวิตดีมีสง่า

                ทุกวันนี้มีเด็กได้เข้าโรงเรียนในจำนวนสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก หากแต่ว่าพวกเขากลับเรียนรู้น้อยลง เกือบไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยก็ว่าได้ สัดส่วนของประชากรเม็กซิกันที่อ่านออกเขียนได้สูงขึ้นกว่าเมื่อ ๑๒ ปีที่แล้ว แม้การอ่านออกเขียนได้ในระดับเบื้องต้น ได้แก่ การอ่านป้ายถนน อ่านประกาศข่าวสาร จะมีอัตราสูงขึ้น แต่สำหรับการอ่านหนังสือแท้จริง มันมิได้เป็นเช่นนั้น ครั้งหนึ่งเม็กซิโกจัดเป็นประเทศที่คนมีการศึกษาดี บัดนี้เงอะงะอยู่ในกลุ่ม ๑๐๘ ประเทศที่ยังมีปัญหาในเรื่องนี้ ทั้งนี้จากการจัดอันดับของยูเนสโกเมื่อสองสามปีที่แล้ว โดยใช้นิสัยการอ่านเป็นดัชนีวัด

                จึงเป็นการช่วยไม่ได้ที่ใครสักคนจะตั้งคำถามกับระบบการศึกษาของเม็กซิโกว่า เป็นไปได้อย่างไรที่ฉันส่งมอบเด็กลูกหลาน ให้ใช้เวลาวันละหกชั่วโมง อาทิตย์ละห้าวันในระบบโรงเรียน แล้วฉันก็ได้คนไม่รู้หนังสือกลับออกมา

                ท่ามกลางบรรยากาศความเจริญทางอุตสาหกรรม และมีจำนวนผู้จบการศึกษาทางเทคโนโลยีวิศวกรรมสูงขึ้น เม็กซิโกกลับมีความล้าหลังในเชิงสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ เนื่องด้วยพลเมืองไม่อ่านหนังสือ เมื่อเดือนธันวาคม เอ็นริเก้ ปินย่า นีเอโต้ (Enrique Pena Nieto) ประธานาธิบดีคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง เขาประกาศว่าจะเร่งรัดพัฒนาเรื่องการศึกษา ซึ่งก็เป็นหัวข้ออันเป็นธรรมเนียมปกติ ประธานาธิบดีคนไหนๆก็ย่อมประกาศเช่นนี้เมื่อเข้ารับตำแหน่ง

                แผนการขั้นแรกที่จะพัฒนาการศึกษาน่ะหรือ จัดการจับนาง เอลบา เอสเธอร์ กอร์ดิลโย (Elba Esther Gordillo) หัวหน้าสหภาพครูเข้าคุก เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในข้อหายักยอกเงินร่วม 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นางกอร์ดิลโลเป็นผู้นำสหภาพ ที่มีสมาชิกจำนวนสูงถึง ๑.๕ ล้านคน เธอดำรงตำแหน่งมานาน ๒๓ ปี

                สมควรแล้วที่เธอเข้าซังเต แต่การปฏิรูปการศึกษาที่เน้นหนักในกิจการงานครู แทนที่จะสนใจนักเรียนไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายปีมานี้ งานในหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นการไม่ให้การศึกษาแก่ประชาชนชาวเม็กซิกัน แต่ไปใส่ใจกับประเด็นเรื่องครูและกลุ่มสหภาพแรงงานของพวกเขา ไม่มีหน่วยงานใดในเม็กซิโก ที่จะจัดประท้วงหยุดงานบ่อยเท่าสหภาพครู น่าเสียใจที่ครูหลายคน ที่ซื้อหรือสืบสานตำแหน่งเข้ามา เป็นพวกที่ขาดการศึกษาเสียเอง

                ในช่วงนัดหยุดงานของครูในปี ค.ศ. 2008 ที่อ็อกซาคา (Oaxaca) ผมจำได้ว่าเดินเข้าไปในบริเวณเต๊นท์ประท้วง มองหาคุณครูนั่งอ่านหนังสือ ผมไม่พบแม้แต่คนเดียว ในหมู่ครูจำนวนนับพันคนนั้น ผมพบคนฟังเพลงดิสโก้เสียงดัง ดูโทรทัศน์ เล่นไพ่และเกมต่างๆ นั่งเอื่อยเฉื่อยเรื่อยเจื้อย เห็นมีนิตยสารซุบซิบอยู่ด้วยเหมือนกัน

                ฉะนั้นผมก็ไม่ควรจะแปลกใจในปฏิกิริยา เมื่อไปพูดบรรยายเพื่อส่งเสริมการอ่านหนังสือ ให้กลุ่มผู้ฟังที่เป็นเด็กอายุ ๑๔ ๑๕ จำนวนประมาณ ๓๐๐ คน มีใครชอบอ่านหนังสือบ้าง? ผมตั้งคำถาม ทั้งห้องประชุมมีเพียงคนเดียวที่ยกมือขึ้น ผมจึงสุ่มเลือกห้าคนจากกลุ่มเด็กส่วนใหญ่ ทื่อมะลื่อไม่อ่านอะไรนั้นแหละ ให้เขาบอกหน่อยได้ไหมว่าทำไมไม่ชอบอ่านหนังสือ ผลเป็นตามคาด เด็กเหล่านี้อึกอัก ตะกุกตะกัก พูดงึมงำฟังไม่รู้เรื่อง ออกท่าทางเบื่อเซ็ง ไม่มีใครสามารถสื่อสารออกมาเป็นประโยค เพื่อแสดงความคิดเห็นของตนเองได้

                ด้วยความอ่อนใจ ผมบอกแก่ที่ประชุมว่า ให้ทุกคนจงออกจากห้องประชุมนี้ได้ แล้วไปหาหนังสือสักเล่มอ่าน ครูคนหนึ่งเดินเข้ามาหาผมด้วยทีท่ากังวล เรายังมีเวลาตั้ง ๔๐ นาทีนะคุณ เขาว่า แล้วหันไปบอกเด็กๆให้กลับนั่งลง เขาเริ่มต้นเล่าเรื่องเกี่ยวกับพืชต้นหนึ่ง ที่ตัดสินใจเลือกไม่ได้ว่าจะเป็นดอกไม้ หรือกะหล่ำปลี

                คุณครูครับ ผมกระซิบ เรื่องนั้นน่ะ มันสำหรับเด็กอนุบาลนะครับ

                ในปี 2002 ประธานาธิบดี วิเซนเต้ ฟ็อกซ์ (Vivente Fox) ริเริ่มโครงการการอ่านแห่งชาติขึ้นมา เขาแต่งตั้ง จอร์เจ แคมปอส (Jorge Campos) นักฟุตบอลยอดนิยม เป็นฑูตสันถวไมตรี แล้วสั่งพิมพ์หนังสือเป็นล้านๆเล่ม เร่งก่อสร้างห้องสมุดใหญ่มหึมาขึ้นมา เป็นที่น่าเสียใจว่า ในการนั้น ครูไม่ได้รับการฝึกอบรมอย่างเหมาะสม เด็กนักเรียนก็ไม่ได้รับการจัดสรรเวลาในโรงเรียนให้กับการอ่าน โครงการเน้นที่หนังสือมากกว่าคนอ่าน ผมเห็นโรงโกดังกองเต็มไปด้วยกองหนังสือนับร้อยนับพันที่ถูกลืม หนังสือที่ตั้งใจจะส่งให้โรงเรียนและห้องสมุด รอฝุ่นและความชื้นจับเพื่อที่จะลงเอยเป็นขยะต่อไป

                หลายปีก่อนหน้านั้น ผมเคยคุยกับศึกษาธิการประจำรัฐของผม ที่ นูเอโว ลีออง (Nuevo Leon) เกี่ยวกับการอ่านหนังสือในโรงเรียน เขาตะลึงมองผมอย่างไม่เข้าใจว่าผมต้องการอะไร โรงเรียนเขาก็สอนเด็กให้อ่านนี่นะ เขาว่า ก็ใช่ครับ ผมตอบ แต่เด็กเขาไม่อ่านหนังสือกันนะครับ ผมอธิบายความแตกต่างระหว่างอ่านออกกับการอ่านหนังสือที่แท้จริง ระหว่างการอ่านป้ายจราจร และการเข้าถึงวรรณกรรม เขาก็ยังสงสัยไปอีกว่า มันมีจุดหมายอะไรหนอที่จะให้นักเรียนอ่าน ดอน กีโฆเต้ เขาบอกว่าเราควรสอนนักเรียนให้อ่านหนังสือพิมพ์ได้

                เมื่อลูกสาวผมอายุ ๑๕ คุณครูวิชาภาษาของเธอ สั่งห้ามอ่านนวนิยายทุกเล่มในโรงเรียน เราจะอ่านตำราประวัติศาสตร์และชีววิทยาเท่านั้น เธอว่า เพราะจะได้ทั้งการอ่านและวิชาเรียนในขณะเดียวกัน ในโรงเรียนของเรา เด็กนักเรียนได้รับการสอนสิ่งที่สอนได้ง่ายๆ มากกว่าสิ่งที่จำเป็นต้องเรียน ด้วยเหตุผลนี้แหละ ในเม็กซิโก และประเทศอื่นๆหลายประเทศ - ศาสตร์แห่งการเป็นมนุษย์ถูกละเลยผลักไสออกไปกองไว้ข้างทาง

                เราเปลี่ยนให้โรงเรียนเป็นโรงงานผลิตลูกจ้าง ขาดสิ่งท้าทายทางปัญญา นักเรียนเลื่อนจากชั้นหนึ่งขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งได้ ตราบเท่าที่เข้าเรียนและเชื่อฟังครู โดยนัยนี้มันจึงเป็นเรื่องธรรมชาติที่โรงเรียนมัธยมศึกษา เป็นได้แค่แหล่งฝึกคนขับรถ พนักงานบริการ และคนล้างจาน

                นี่ไม่เป็นเพียงแต่เป็นเรื่องปรับปรุงงบประมาณให้ดีขึ้นเท่านั้น เม็กซิโกใช้เงินจากรายได้แผ่นดิน ประมาณ ๕ เปอร์เซนต์ให้กับเรื่องการศึกษา สัดส่วนโดยประมาณเท่าๆกับสหรัฐอเมริกา และมันก็ไม่ใช่เรื่องทฤษฏีการสอน หรือเทคนิคใหม่ๆที่จะหาทางลัดสู่การเรียนรู้ เครื่องไม้เครื่องมือทางการศึกษาก็ไม่จำเป็นต้องปรับจูนคลื่นอะไร สิ่งจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนก็คือทิศทางต่างหาก เราต้องสอนให้นักเรียนอ่าน, อ่าน และอ่าน

                แต่บางทีรัฐบาลเม็กซิโกอาจยังไม่พร้อม ที่จะให้ประชาชนพลเมืองได้รับการศึกษาอย่างแท้จริง เราทราบกันดีว่า หนังสือทำให้คนมีความทะยานอยาก คาดความหวังสูงส่ง มีสง่าราศรี หากวันพรุ่งนี้เราตื่นขึ้นมาเป็นคนมีการศึกษา ดังเช่นชาวฟินแลนด์ ถนนหนทางเราก็จะเต็มไปด้วยชาวบ้านชาวเมืองที่แสดงความขุ่นเคืองไม่พอใจ และรัฐบาลที่หวาดหวั่นก็จะตั้งคำถามตนเองว่า คนพวกนี้ได้รับการฝึกฝนที่เกินระดับการล้างจานมาจากไหน.

               

                เดวิด ทอสกานา (David Toscana) นักเขียนเสียงใหม่ (new voice) วัย (ค่อนข้าง) หนุ่มจากเม็กซิโก เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1961 ที่เมือง มอนเทอเรย์ (Monterrey) อยู่ในรัฐ นูเอโว ลีออง (Nuevo Leon) ทางภาคเหนือของประเทศเม็กซิโก นักอ่านคนสุดท้าย (The Last Reader) นวนิยายจากละตินอเมริกาของเขา ได้ความสนใจหลากหลาย เรื่องสั้นก็ได้รับการแปลออกเป็นหลายภาษา เขาเคยได้รับทุนสำหรับนักเขียนจากหน่วยงานวัฒนธรรมและการศึกษาเยอรมัน ให้เป็น Writer in Residence ที่เมืองเบอร์ลินเป็นเวลา ๑ ปี ปัจจุบันทำงานเขียนและอาศัยอยู่ที่บ้านเกิด

                ผลงานหนังสืออื่นๆของเขา นอกจาก El ultimo Lector หรือ นักอ่านคนสุดท้าย ที่เอ่ยถึงข้างต้น ก็มีอาทิ หญิงแห่งละครสัตว์ (Santa Maria del Circo “Our Lady of the Circus), ร่ำไห้อาลัยหา มิเกล พรูเนดา (Duelo por Miguel Pruneda “Mourning for Miguel Pruneda”), Estacion Tula “สถานีตูลา เล่มนี้บรรยายว่าเป็นเรื่องรักสามเส้า จำลองเหตุการณ์จริง ในเมืองเล็กชื่อตูลา เล็กขนาดที่สถานีรถไฟไม่มีรถขบวนไหนจอด ภายหลังจากถูกพายุเฮอริเคนถล่ม พบรถยนต์ของนาย ฟรอยลัน โกเมซ จมอยู่ในโคลน เชื่อได้ว่าเขาถูกฝังตายไปในภัยธรรมชาติครั้งนั้น ต่อมาภรรยานายฟรอยลันค้นพบจดหมายและเอกสารปึกหนึ่ง เมื่ออ่านดูสรุปได้ว่าสามีที่จากไปนั้น ที่จริงยังไม่ตาย เพียงแต่ฉวยโอกาสใช้พายุสร้างฉากแล้วหนีไปกับคู่ชู้รัก เธอมอบกองเอกสารให้แก่เพื่อนที่ชื่อ เดวิด ทอสคานา ให้ช่วยอ่านแล้ววิเคราะห์หาเหตุหาผลดูที ผลที่ได้ก็คือนวนิยายเล่มนี้เอง.

               

                จาก David Toscana. “The Country That Stopped Reading. New York Times. March 5, 2013.  แปลจากภาษาสแปนิชเป็นอังกฤษ โดย คริสตินา คอร์ดีโร (Kristina Cordero)

                และ http://www.mertin-litag.de/authors_htm/Toscana-D.htm

 

 

 

Home Page : Magazine : Pocket Book : Promotion : Webboard : Contact Us : Customer Service
Copyright © 2010 Tuay Toom & P.Vatin Publication Company Limited.