http://ebooks.in.th/heretic/

Homepage > เรื่องเด่น ต่วย'ตูน > โอภาปราศรัย : บท Parable
 

โอภาปราศรัย : บท Parable

โดย บูธ ทาร์คิงตัน

 

 

(จาก Freedom of Speech : The Parable by  Booth Tarkington พิมพ์เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1943)

 

                ที่ชาเลต์เล็กๆแห่งหนึ่ง ข้างถนนบนเขาสูง ระหว่างทางจากเวโรนาไปอินน์สบรุค นักเดินทางสองคนท่าทีลับลมคมในนั่งอยู่ ต่างเสแสร้งว่าไม่ได้สังเกตุสังกาอีกฝ่ายหนึ่ง ในเย็นวันฤดูร้อนของปี ค.ศ.1912 นั้น เทือกเขาสูงเสียดฟ้าภายนอกดูสงบงาม ภายในชาเลต์ ลูกค้าหนุ่มทั้งสองนั่งอยู่คนละมุมห้อง เนื้อตัวเปื้อนฝุ่นธุลีที่ติดตัวมาจากท้องถนน ใบหน้าสองหนุ่มหันมาประจันกันอยู่ ต่างคนรับประทานอาหารเย็นที่โต๊ะเล็กของตัวเองไปเงียบๆ

                หนุ่มหนึ่งนั้นรูปร่างแข็งแรงผิวเข้ม ท่าทางกะฉับกะเฉง หัวใหญ่เหมือนวัวกระทิง อีกคนหนึ่งออกจะผอม ผมสีน้ำตาลซีดจางเหมือนฟางข้าว น่าแปลกใจที่อยู่ๆเขาก็ล้วงภาพเขียนสีน้ำหลายแผ่นออกมาจากกระเป๋าสะพายหลัง หนุ่มนักเดินทางคนผิวเข้ม ที่เฝ้าแต่ง่วนจดอะไรยุกยิกลงสมุดบันทึกอยู่นาน เริ่มต้นชวนอีกฝ่ายสนทนา

                คุณเป็นนักวาดภาพล่ะสิ

                ใช่ จิตรกรหนุ่มท่าทางไม่น่าเป็นคนสำคัญผู้นั้นตอบคำ นัยน์ตาหรี่เล็กของเขามีแววเยือกเย็น คุณล่ะ เป็นนักเขียนใช่หรือเปล่า

                หนุ่มคนผิวเข้มถือแก้วไวน์แดงและจานเนยแข็งกับใส้กรอกเครื่องแกล้ม ลุกมายังโต๊ะจิตรกรนักวาดภาพ

                ขอโทษนะ เขากล่าวขออนุญาตก่อนจะทรุดนั่งลง โดยอาชีพแล้วผมเป็นนักหนังสือพิมพ์น่ะ

                บรรณาธิการ ว่าแล้ว นักวาดภาพสีน้ำพูด ผมขอเดาต่อว่าคุณคงเขียนบทบรรณาธิการมากมายที่ไม่สบอารมณ์ทางการนักใช่ไหม

                ทำไมถึงเดาเช่นนั้นล่ะ

                เพราะ นักวาดภาพกล่าวต่อไป ตอนยังมีแขกอื่นที่นี่ ผมเห็นผู้ชายปอนๆคนหนึ่งแอบเข้ามา กระซิบกระซาบกับคุณ สิ่งเล็กๆน้อยๆที่ผมมักสังเกตุน่ะ แต่ผมไม่ใช่นักสืบหรอกนะ

                ไม่ใช่นักสืบ หนุ่มผิวเข้มทวนคำ หากแต่คุณก็อาจเป็นนักสังเกตุการณ์ที่อันตรายทีเดียว แอบลักลอบก่อการอะไรลับๆอยู่หรือเปล่า

                ทำไมถึงคิดอย่างนั้นครับ

                เพราะท่าทางคุณไง คุณเป็นคนบุคลิกไม่โดดเด่นเตะตาคน แต่แววตาคุณนิ่งน่ากลัว อีกอย่างข้างหลังเรานี้ แค่ก้าวเดียวก็ข้ามพรมแดนไปสวิสเซอร์แลนด์แล้ว เขตปลอดภัยเยี่ยมยอดสำหรับลี้ภัยทางการเมือง

                ก็ใช่ สำหรับบุคคลเช่นคุณด้วย นักวาดภาพผมสีฟางยิ้ม สำหรับผม ไม่เคยมีปัญหากับทางการ แต่ยอมรับว่าผมก็มีความคิดของตัวเองบางประการ

                ผมว่าคุณย่อมมีแน่ นักหนังสือพิมพ์ดื่มไวน์ที่เหลือครึ่งแก้วลงคอ ความคิดนี่นะ สำหรับคนจำพวกคุณกับผมแล้วมันหมายถึงการมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ ตามแนวทางเสรีนิยมแน่นอน มันเป็นบันไดก้าวแรกไปยังสิ่งที่เราต้องการ ผมพูดถูกไหม

                ในสถานที่เงียบเหงาแห่งนี้ นักวาดภาพยิ้มบาง มันปลอดภัยที่ใครสักคนจะออกมายอมรับว่ามีความคิดเรืองรองผ่องใสในหัว คุณกับผมเป็นคนแปลกหน้า เจอกันโดยบังเอิญ เราต่างรู้กันว่าแต่ละคนกำลังตามหาความสำเร็จสูงสุดในประเทศของตัวเอง มันก็หมายถึงอำนาจนะ เจ้าสิ่งที่เราไฝ่ฝันหาอย่างแท้จริงนั้น เราต่างเป็นคนแปลกประหลาด คงสมแล้วที่บางทีจะถูกมองว่าบ้า

                ความยิ่งใหญ่มักถูกสับสนกับความบ้า หนุ่มกำยำผิวคล้ำเข้มพูด ความยิ่งใหญ่คือความสามารถ ที่จะลดทอนความจริงที่ซับซ้อนให้เป็นสิ่งง่ายๆลงตัว เช่นในการสู้กัน ชัยชนะจะได้มาก็ตอนที่คู่ต่อสู้เผลอ เรารีบโจมตีในจุดที่เขาอ่อนแอที่สุด ลอบกัดเขาด้านหลังด้วยนะ ถ้าเป็นไปได้ ในภาวะสงครามก็เช่นกันนี้แหละ

                ใช่ครับ การเมืองด้วยนะ นักวาดภาพตอบรับเหมือนใจลอย ขณะปลิดผลองุ่นจากพวงความเข้าใจที่ตรงกันของเราในเรื่องความยิ่งใหญ่นี้ดี มันช่วยสรุปว่าเรามิได้เสียสติ มันก็แค่ปัจจัยขี้ปะติ๋วทางภูมิศาสตร์เท่านั้น ที่มายืนยันกล่าวหาว่าเราบ้า

                ภูมิศาสตร์ นักหนังสือพิมพ์ทวนคำถามด้วยยังตามความคิดนี้ไม่ทัน มันเป็นยังไงเหรอคุณ

                ลองจินตนาการถึงแผนที่สักฉบับหนึ่งนะ นักวาดภาพเคี้ยวองุ่น นึกภาพตัวคุณเองว่ากำลังอยู่ในประเทศ อย่างเช่นอังกฤษ แล้วนึกภาพผมกับความคิดเรืองรองของผมนี่แหละ ในประเทศสวนสัตว์พูดจาหลากหลายภาษา อเมริกาน่ะนะ ถ้าคุณแหกปากโจมตีรัฐบาลจนเหนื่อยคอแหบแห้งอยู่ที่อังกฤษ คนบางคนเห็นด้วยกับคุณ คนบางคนอาจจะไม่ แล้วมันก็เท่านั้นแหละทั้งหมดทั้งปวงที่จะเกิดขึ้น ถ้าผมอยู่ในอเมริกาก็ทำได้เหมือนกันเช่นนั้น คุณเห็นด้วยกับผมไหม

                แน่นอนสิ นักหนังสือพิมพ์ตอบ ในประเทศพวกนั้นประชาชนเขาสร้างรัฐบาลขึ้นมากันเองนี่ เขาสร้างมันให้เป็นอย่างที่ใจต้องการ ฉะนั้นประชาชนก็คือรัฐบาล เขายอมให้ใครคนไหนก็ได้ลุกขึ้นพูดในสิ่งที่คิดออกมา ถ้าพวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่คนๆนั้นพูดสมเหตุผล เขาก็จะลงคะแนนออกเสียงทำตามที่คนๆนั้นแนะนำ ถ้าพวกเขาเห็นว่าคนๆนั้นโง่เง่า พวกเขาก็ลงคะแนนไม่รับข้อเสนอของคนๆนั้น ประเทศแบบนั้นเป็นสนามแข่งที่แย่มากของคนประเภทคุณกับผม เนื่องจากว่ามันไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องทำการลี้ลับ แอบคุยกันในห้องเก็บไวน์ใต้ดิน เพื่อวางแผนเปลี่ยนแปลงกฏหมายที่มันสามารถจะเปลี่ยนได้อย่างเปิดเผย

                ถูกต้องครับ นักวาดภาพยิ้มด้วยแววตายะเยือกแปลกๆของเขา การใช้คำพูดเชิงใดก็ตาม มันหมายถึงการแสดงออกทางความคิดและความปรารถนา ดังนั้นเสรีภาพในการพูดหมายถึงเสรีภาพของประชาชน ถ้าคุณห้ามมิให้เขาแสดงความปรารถนาด้วยคำพูดของเขา ก็คือคุณล่ามโซ่เขาไว้ เป็นระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์น่ะนะ แต่เดี๋ยวนี้คนล่ามโซ่ประชาชนเขาเรียกว่าจอมเผด็จการ

                โอ้โฮ เพื่อน ชายหนุ่มคนผิวเข้มอุทาน เราเข้าใจตรงกันดีจริงๆ แต่ในที่ๆคนเราถูกห้ามพูดนั้น พวกเขาก็จะกระซิบกระซาบกัน คุณกับผมก็ต้องคุยกันจากมุมปาก จนกระทั่งเราบรรลุแผนการปฏิวัติของเรา ลองคิดดูว่าหากเราทำสำเร็จ ก็เรียกได้ว่าเรานี่แหละคือจอมเผด็จการ ทีนี้มันก็ถึงตาเรา จะห้ามไม่ให้คนมีเสรีภาพในการพูดแสดงความคิดเห็นไหมล่ะ ถ้าเราห้ามไม่ให้มี คนเขาก็จะพูดต่อต้านเราทางมุมปากกัน เขาจะล้มล้างเราต่อไปด้วยเช่นกัน คุณเข้าใจปัญหานี้ไหม

                ครับ ก็เหมือนทุกๆอย่างนั่นแหละ เรื่องมันง่ายๆ ถ้าเป็นแบบในอังกฤษหรืออเมริกานั้น ตราบใดที่รัฐบาลมีอยู่ตั้งขึ้นด้วยการมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น คนอย่างคุณกับผมไม่มีแม้แต่โอกาสจะเริ่มต้น เมื่อไรที่เราได้เป็นผู้นำประเทศของเรา เราอยู่รอดไม่ข้ามวันหรอก ยกเว้นเราจะทำลายเสรีภาพในการพูด คำตอบก็คือว่า เราต้องทำลายมัน

                ทำยังไง

                โดยวิธีกวาดล้าง

                กวาดล้างเหรอ คำนี้ดูเหมือนเป็นคำใหม่ของนักหนังสือพิมพ์ มันคืออะไรน่ะคุณ

                อีกครั้งหนึ่งที่ได้เห็นรอยยิ้มยะเยือกลักษณะเด่นของนักวาดภาพ เพื่อนเอ๋ย ถ้าผมมีน้องชายคนหนึ่งที่มันกล่าวร้ายผม ไม่ว่าจะทางมุมปาก หรือจากปากตรงๆต่อหน้า แล้วมันยังมีชีวิตอยู่หนีรอดไปได้ มันก็อาจทิ้งลูกเมียไว้เบื้องหลัง การกวาดล้างก็คือกรดคาร์บอลิครูปหนึ่ง ที่มันจะจัดการทั้งลูกและเมีย

                อ๋อ เข้าใจละ คนผิวเข้มมองคู่สนทนาท่าทีชื่นชม แต่ใจสั่นไหวระรัว ด้านหนึ่งมีเสรีภาพในการพูด อีกด้านหนึ่งมีกรดพิฆาติ ที่คุณเรียกว่าการกวาดล้างนี่น่ะ ทั้งสองสิ่งนี้อยู่ด้วยกันไม่ได้ในประเทศเดียวกัน ผู้คนต้องเลือกเอา คุณและผมจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อเราโน้มน้าวให้คนเขาเลือกการกวาดล้าง พวกเขาคงต้องสมองเปล่ากลวงที่จะตัดสินใจเลือกเช่นนั้น สมองต้องกลวงโบ๋อย่างสุดยอด

                อีกนัยหนึ่ง จิตรกรช่างเขียนภาพกล่าว เราสามารถชักชวนคนจำนวนมากมายให้ทำอะไรก็ได้ แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งแย่ๆต่อตัวเขาเอง ผมจะเยิรยอปอปั้นคนนับล้านของผมให้ยอมรับผมกับการกวาดล้าง แทนที่การมีเสรีภาพ

                เขาพูดไปด้วยความมั่นใจอย่างใหญ่หลวง ตรงกันข้ามกับหน้าตาธรรมดา และบุคลิกท่าทีไม่มีพรสวรรค์อันพิเศษแต่อย่างใดของเขา อีกฝ่ายหนึ่งถึงแก่ตะลึงฟัง มาถึงจุดนี้ก็มีเสียงหวูดแหลมดังมาจากภายนอก ชายผิวสีเข้มไม่กล่าวอะไรอีก เขาลุกขึ้นโดยเร็ว สะกิดปลุกเจ้าของชาเลต์ที่โงกหลับอยู่แล้วจ่ายเงิน จากนั้นก็ผลุนผลันออกไป

                ช่างเขียนภาพหันไปพูดกับเจ้าของชาเลต์ นายคนนั้นท่าทางน่าสงสัยนะ แต่ก็ยังดูอ่อนหัดอยู่หน่อยๆ คุณรู้จักเขามั้ย

                ก็ก้ำกึ่งน่ะคุณ จะว่ารู้จักก็ได้ ไม่รู้จักก็ถูก เจ้าของชาเลต์ตอบ เขามักไปมาแบบรีบๆ ส่วนใหญ่แวะมาตอนกลางคืน เราพบคนทุกรูปแบบละครับที่ช่องข้ามแดนเบรนเนอร์พาสนี่ วันดีคืนดีคุณอาจเดินไปเจอเขาอีกก็ได้นะ ผมได้ยินคนเรียกนายนั่นว่า ‘เบนิโต’ นะครับ คุณฮิตเลอร์

 

 

                นิทานเปรียบเทียบ (Parable) หรือ นิเทียบ บทนี้ ปรากฏเผยแพร่เคียงคู่กับภาพเขียนชุดเสรีภาพสี่ประการ (Four Freedoms) ของ นอร์แมน ร๊อคเวลล์ (Norman Rockwell) ออกสู่สาธารณะเมื่อปี ค.ศ. 1943 (พ.ศ. 2486) ภาพเขียนสีน้ำมันบนผ้าใบชุดนี้จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์นอร์แมน ร๊อคเวลล์ เมืองสต๊อคบริดจ์ (Stockbridge) รัฐแมสซาชูเซตต์ (Massachusetts) ภาพเขียนทั้งสี่ประกอบด้วย เสรีภาพในการพูด (Freedom of Speech), เสรีภาพในการนับถือศาสนา (Freedom to Worship), เสรีภาพจากความอยาก (Freedom from Want) และ เสรีภาพจากความกลัว (Freedom from Fear)

                บูธ ทาร์คิงตัน (Booth Tarkington) นักเขียนหนังสือและบทละคร มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1869 – 1946 เป็นผู้ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ซ้ำถึงสองครั้ง จากผลงานนวนิยาย ได้แก่ The Magnificent Ambersons (ค.ศ. 1918) และ Alice Adams (ค.ศ. 1921) เรื่องหลังนี้ต่อมาทำเป็นภาพยนตร์นำแสดงโดย แคทเธอรีน เฮ็ปเบิร์น

                ระหว่างเรียนที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ทาร์คิงตันรู้จักและเป็นมิตรที่ดีกับอาจารย์ชื่อ วู้ดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson) ผู้ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี 1912

ช่วงชีวิตที่พรินซ์ตันของบูธ ทาร์คิงตัน ยังคู่ขนานไปกับนักเขียนจากรั้วมหาวิทยาลัยเดียวกันอีกผู้หนึ่ง เอฟ. สก็อต ฟิซเจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เจ้าของผลงานเขียน ‘ยุคแจ๊ส’ หลายเล่ม รวมทั้งที่มีชื่อเสียงที่สุด ได้แก่ แก๊ตสบีที่รัก (The Great Gatsby)

                เบนิโต มุสโสลินี (Benito Mussolini) มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1883 – 1945 เกิดที่อิตาลีในครอบครัวช่างตีเหล็ก แล้วอพยพหนีความขัดสนไปทำงานอยู่สวิสเซอร์แลนด์ สถานที่ซึ่งทำให้เขาได้คลุกคลีกับการเมืองแนวคิดเสรีนิยม เขากลับมาเริ่มต้นชีวิตการทำงานที่อิตาลี ด้วยการเป็นนักหนังสือพิมพ์สำนักหัวก้าวหน้าหนึ่ง จนกระทั่งถูกเกณฑ์เป็นทหารเข้าร่วมกับกองทัพในปี 1915

                เช่นเดียวกัน อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) เขามีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1889 – 1945 ฮิตเลอร์เกิดที่เมืองในแถบพรมแดนเยอรมันกับออสเตรีย พ่อเป็นเจ้าหน้าที่ศุลกากร เมื่ออายุ ๑๖ ก็ออกจากโรงเรียนโดยไม่ได้รับประกาศนียบัตร แล้วไปอยู่เมืองเวียนนา ที่ซึ่งเขาพยายามหาเลี้ยงชีพโดยการเป็นจิตรกร กล่าวกันว่าสำนึกสุดโต่งเรื่องชาติพันธุ์และความทะเยอทะยานทางการเมืองของเขาก่อตัวเมื่อใช้ชีวิตอยู่ที่เวียนนานี่เอง

 

                อ้างอิง :

                Freedom of Speech: Parable by Booth Tarkington. The Saturday Evening Post. February 20, 1943 (Special Collector’s Edition).


 

 

Home Page : Magazine : Pocket Book : Promotion : Webboard : Contact Us : Customer Service
Copyright © 2010 Tuay Toom & P.Vatin Publication Company Limited.