http://ebooks.in.th/heretic/

Homepage > เรื่องเด่น ต่วย'ตูน > รหัสลับความร่ำรวย โดย..หนอนอักษรา
 

 

งานเขียนอีกชุดหนึ่งที่เป็นแนวต้นแบบสำหรับยุคสมัยปัจจุบันคือ  งานเขียนระทึกขวัญ (thriller) ของแดน บราวน์  (Dan Brown) ที่คุ้นกับเรามากที่สุดคือ The Da Vinci Code   เพราะนับ
จากนวนิยายเรื่องนี้ได้เผยโฉมออกมาแล้ว  ได้มีงานเขียนทำนองนี้ตามมาอีกมากมาย  โดยนักเขียนหลายคน  บางเล่มพออ่านได้แต่บางเรื่องถึงขั้นแย่เอาทีเดียว

            งานเขียนแนว thriller นี้ดูเหมือนว่าจะมีผู้รู้เรียกว่า  นวนิยายรหัสคดี  คือมีฆาตกรรมเกิดขึ้น  และนวนิยายคือการดำเนินไปเพื่อไขข้อลี้ลับนั้น  แต่แรกเจ้าความลี้ลับนั้นก็ปกติธรรมดาด้วยเหตุผลพื้นๆ ในจิตใจมนุษยื  เช่น ความโลภ  ความหึงหวงและความแค้น เป็นต้น  แต่นานวันเข้าเหตุแบบเดิมชักไม่น่าสนใจแล้ว  คนอ่านเดาทางออกหมดแล้ว  ทุกวันนี้หากใครจะเขียนนวนิยายแนว thriller  นอกจากจะมีความสยองของฆาตกรรมแล้ว  ยังต้องมีรูปแบบฆาตกรรมที่แปลก   คือแปลกแบบน่ากลัว  ชวนขนพองสยองเกล้า จากนั้นยังตามมาด้วยความลี้ลับที่เกี่ยวกับศาสตร์อันน่าตื่นใจ  ตั้งแต่ไสยศาสตร์  มนุษย์ต่างดาว  ความเชื่อดั้งเดิม  จิตหลอนบางประเภท และทุกวันนี้การนำเอาศาสนาเข้ามาเกี่ยว   สร้างกระแสได้แรงมากเพราะมีทั้งคนด่าและคนสนใจ  ดังนั้น นวนิยาสยองขวัญทุกวันนี้จึงมีรสมากกว่าเดิม  เพื่อให้ขายได้ 
            อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ  การตามอย่างหรือโหนกระแสในงานเขียน  ซึ่งไม่ใช่ปรากฎการณ์ใหม่ใดๆ เลย   มีมาแต่สมัยโบราณนานนมแล้ว   เช่น  การโหนกระแสงานเขียนชุดเชอร์ล็อคโฮล์ม ของ เซอร์อาเธอร์ โคแนน ดอยล์  งานชุดปัวโรต์ของอกาธา คริสตี้   จนแม้งานเขียนแนวแฮรี่ พอตเตอร์  ก็มี
   และสำหรับงานของแดน บราวน์ ชุดดาวินชีนี้  ผู้เขียนถือว่าเป็นหนึ่งในสองเล่มที่สนุกที่สุดของเขาแล้ว   คือ The Davinci Code และ Angels and Demons   ส่วนงานเขียนเล่มอื่นๆ อีก 3 เล่ม  ได้แก่  Digital Fortress, Deception Point และ The Lost Symbol ไม่ได้สร้างความตื่นเต้นในการอ่านได้ระดับเดียวกับ The Da Vinci Code  

            แดน บราวน์  เกิดในปี 1964 เป็นคนร่วมสมัยกับพวกเรา   เป็นชาวอเมริกัน  เกิดใน Exeter  ของ New Hampshire  สหรัฐอเมริกา  และเติบโตขึ้นมาในบ้านพักอาจารย์  เพราะบิดาเป็นครูสอนคณิตศาสตร์และเขียนตำราเกี่ยวกับคณิตศาสตร์อย่างต่อเนื่อง   นอกจากนี้   ทั้งบิดามารดาของเขา  ล้วนรับใช้เป็นนักร้องประสานเสียงในโบสถ์  และแม่ยังรับใช้เล่นออร์แกนให้โบสถ์ด้วย   เขาจึงโตมาในบรรยากาศทางศาสนา   ว่ากันว่าเขามีความสามารถเกี่ยวกับเรื่องรหัสและตัวเลข  เพราะได้อยู่ในแวดวงคณิตศาสตร์นี่เอง   และยังพูดๆ กันว่าเมื่อตอนเป็นเด็ก  แดน บราวน์ ชอบเล่นถอดรหัสกับเพื่อนๆ และบิดาด้วย  เรื่องเล่นๆ ของเขาจึงกลายมาเป็นโครงหลักของนวนิยาย  เรื่อง The Da Vinci Code
            ก่อนจะมาจับปากกาเป็นนักเขียนนวนิยาย   แดน บราวน์เคยสนใจด้านดนตรีและคิดเอาดีทางนี้มาก่อน   เพราะระหว่างเรียนระดับวิทยาลัย  เขาเข้าร่วมกิจกรรมร้องเพลงกับสโมสร
Amherst Glee Club มาก่อน  ภูมิหลังทางดนตรีทั้งจากครอบครัวและส่วนตัว  ส่งให้เขาคิดว่าน่าจะจับงานด้านดนตรี  และเขาก็เช่นเดียวกับลูกคนพอมีสตางค์ทั้งหลาย  นั่นคือได้ใช้เวลาช่วงหนึ่งของชีวิต  เดินทางไปศึกษาวิชาการด้านอื่นในต่างประเทศ   ในปี 1985  แดนไปลงเรียนวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์   ที่มหาวิทยาลัยเซวิลล์  ในสเปน   ก่อนจะกลับมาเรียนต่อจนจบจาก Amherst    

            หลังเรียนจบแล้วเขาทำงานเป็นคนทำเสียงประสาน   ให้กับบริษัทผลิตเพลงสำหรับเด็กแห่งหนึ่ง  แต่ผลงานของบริษัทนั้นขายไม่ดี   เขาเลยคิดการใหญ่เปิดบริษัทเอง  ชื่อ Perspective  เพื่อผลิตผลงานเพลงสำหรับผู้ใหญ่  แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ   ดังนั้น  ในปี 1991  จึงพกพาความฝันเดินทางย้านถิ่นไปฮอลลีวู้ด  เพื่อจะแจ้งเกิดเป็นคนดนตรีให้ได้   แต่ชีวิตไม่ได้ง่ายเหมือนคิด   แดนจึงต้องทำงานเขียนเพลงและหากินทางเล่นเปียโนไปด้วย   แล้วยังต้องรับงานสอนหนังสือให้กับโรงเรียนเตรียมอนุบาลอีกแห่งหนึ่ง
            เพื่อให้ความฝันเป็นจริงขึ้นมา   แดนจึงเจ้าร่วมกิจกรรมมากมายด้านดนตรี  และไม่ช้าเขาก็พบกับนางฟ้าที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือให้ชีวิตง่ายขึ้น   เธอผู้นี้เป็นสาวที่อายุมากกว่าเขาถึง 12 ปี
!!   ชื่อ ไบลท์ นิวล่อน (Blythe Newlon)  เป็นผู้อำนวยการสถาบันศิลปะแห่งหนึ่ง  เธอทุ่มเทช่วยเหลือเขาอย่างเต็มที่กับงานจิปาถะเกี่ยวกับบริษัทดนตรี  โดยช่วยเขียนบทความประชาสัมพันธ์ส่งไปให้สื่อ   จัดงานอีเว้นท์ต่างๆ ให้ตามวาระ   พาไปคุยไปรู้จักกับคนนั้นคนนี้ที่ทรงอิทธิพล  สุดท้ายแดนจึงรับเธอเข้าเป็นคนรู้ใจ  โดยไม่มีใครในแวดวงระแคะระคายเรื่องนี้เลย 

            ไม่นานหลังไปเผชิญโชคที่ฮอลลีวู้ดเกือบ 3 ปีแล้ว   แดนก็ย้ายกลับบ้านในปี 1993  โดยมี

ไบล์ทติดตามไปด้วย หนึ่งปีเมื่อกลับบ้าน  แดนผลิตผลงานเพลงออกมาชุดหนึ่งชื่อ Angels and Demons  และระบุว่าเป็นผลงานที่ทำร่วมกันระหว่างเขากับไบล์ท   จากนั้นก็มีผลงานออกมาอีก 2-3 ชุด  มีทั้งเพลงทั่วไปและเพลงเพื่อศาสนา  แต่ระหว่างที่ทำเพลงนี้ก็หาใช่ว่ามีเงินไหลมาเทมา  ในระยะแรกที่กลับมาบ้านเขาจึงไปสอนภาษาอังกฤษ  ให้กับนักเรียนที่วิทยาลัยเก่า   แล้วยังต้องสอนภาษาสเปนให้กับเด็กเกรด 6 - 8  ในโรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่งที่มีเด็กเพียง 250 คนอีกด้วย 
            นึกว่าเป็นนักเขียนจะไส้แห้งอยู่พวกเดียวเสียอีก  นักดนตรีก็ไม่เบาเหมือนกัน  ศิลปะช่างส่องทางให้แก่กันเสียจริงๆ  

            แล้วช่วงที่พระเจ้าหักเหชีวิตของเขาก็เกิดขึ้น  เมื่อแดนเดินทางไปเที่ยวตาฮิติ เมื่อปี 1993  เขาได้พกเอานวนิยายเรื่อง  The Doomsday Conspiracy   ของนักเขียนดังซิดนีย์ เชลดอน (Sydney Sheldon)  ไปอ่านด้วย  และหนังสือเล่มนี้เองกระตุ้นให้แดนจับปากกาเขียนนวนิยายสยองขวัญ 
            นวนิยายแนว
Thriller เรื่องแรกของเขาคือ Digital Fortress  และฉากในนวนิยายส่วนใหญ่ใช้สถานที่ในเมืองเซวิลล์  ประเทศสเปน  แต่การทำงานกับนวนิยายเรื่องแรกไม่ได้ง่าย  เขาใช้เวลาเขียนอยู่นานพอตัว   ทั้งยังเขียนหนังสืออารมณ์ฮาร่วมกับคนรู้ใจอีกด้วย  เรื่องแรกคือ  “187 Men to Avoid: A Guide for the Romantically Frustrated Woman”  โดยใช้นามปากกาว่า  Danielle Brown  และชะรอยการทำงานหลายอย่างจะรบกวนสมาธิการผลิตวรรณกรรมตามตั้งใจ  แดนจึงลาออกจากงานสอนหนังสือ  เพื่อมาเป็นนักเขียนเต็มตัว และตกลงแต่งงานกับคนรู้ใจในปี  1997

            ในที่สุด  Digital Fortress  ก็ได้รับการตีพิมพ์ในปี 1998  ภายใต้การโปรโมตอย่างแข็งขันของภรรยา  เพราะเป็นงานที่ถนัดของเธอ   ไบล์ทช่วยเขียนสคริปต์เพื่อลงตีพิมพ์ในสื่อให้แดน  ติดต่อขอออกอากาศในรายการทอล์คโชว์ดังๆ  ตลอดจนจัดงานสัมภาษณ์ให้เขามากมาย   และไม่นานหลังจากออกนวนิยายเรื่องแรกไปแล้ว  สองสามีภรรยาก็ออกหนังสือที่เป็นผลงานร่วมกันอีกหนึ่งเล่ม   ในแนวฮิวเมอร์ชื่อ The Bald Book   เมื่อมีกำลังใจกับงานเขียนแล้ว  แดนก็จับตัวละครสำคัญของเขาที่ชื่อ โรเบิร์ต แลงดอน (Robert Langdon)  ไปผจญภัยกับความสยองขัวญต่อในนวนิยายเรื่อง  Angels and Demons ในปี 2000 และ Deception Point  ในปี 2001 ตามลำดับ   หากแต่ยอดขายของนวนิยายทั้งสามเล่มของเขาไม่ได้ดีมากมายเท่าไรนัก  มียอดพิมพ์เริ่มต้นต่ำกว่า 1 หมื่นเล่มด้วยซ้ำไป  ซึ่งยังห่างชั้นจากหนังสือขายดี    

            ความดังมาถึงเมื่อ The Da Vinci Code ออกวางจำหน่ายในปี 2003  เพียงสัปดาห์แรกก็ติดอันดับหนังสือขายดีที่สุดของนิตยสารนิวยอร์คไทม์   และกลายเป็นหนังสือขายดีตลอดกาลไปในเวลาต่อมา  ยอดจำหน่ายจนถึงปี 2009 คือ 81 ล้านเล่ม !! ทั่วโลก  คงหมายถึงฉบับแปลด้วยแน่นอน  และของตายคือเมื่อคนอ่าน The Da Vinci Code แล้ว  ก็มักจะหวนกลับไปซื้อหนังสือเล่มก่อนหน้าของเขามาอ่านด้วย   และด้วยความที่ The Da Vinci Code ขายดีมีกระแสแรงนี่เอง   ในปี 2005  นิตยสารไทม์  จึงยกให้แดน บราวน์  เป็น 1 ใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี   ด้วยเหตุผลว่าเขาคือผู้ที่...

            ...ยังผลให้อุตสาหกรรมการพิมพ์เฟื่องฟู  และต่ออายุความสนใจในตัวลีโอนาร์โด ดาวินชี  และประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์ยุคต้น  ทั้งยังสร้างกระแสการท่องเที่ยวให้กับกรุงปารีสและกรุงโรม...

            (...keeping the publishing industry afloat; renewed interest in Leonardo Da Vinci and early Christian history; spiking tourism to Paris and Rome...)

            เมื่อดังแล้วเลยกลายเป็นเซเลบ  ในปีเดียวกับที่เขาได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลทรงอิทธิพลแห่งปี  แดน บราวน์ยังได้รับการจัดชั้นจากนิตยสารฟอร์บให้เป็นคนดัง (celebrity) ลำดับที่ 12 จากจำนวน 100 คนด้วย  ประมาณการจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินระบุว่า  แดนสร้างรายได้จากการขาย The Da Vinci Code เล่มเดียว ถึง 250 ล้านเหรียญ   จากนั้นความร่ำรวยก็เดินทางมาไม่หยุด   เพราะหนังสือเล่มที่ 3 ของเขาชื่อ The Lost Symbol   ที่ออกจำหน่ายในวันที่ 15 กันยายน ปี 2009 นั้น  ในอเมริกาเหนือพิมพ์ออกมาถึง 5 ล่านเล่ม  ขณะที่ในอังกฤษมียอดพิมพ์ 1.5 ล้านเล่ม  และเพียงวันแรกก็มีคนเข้าไปซื้อหนังสืออีเล็คโทรนิคส์  รวมกับฉบับปกแข็งถึง 1 ล้านฉบับ  

            มีผู้อ่านฮือฮาขนาดนี้   แดน บราวน์จึงไม่ยอมให้ตัวละคร Robert Langdon อยู่เฉยๆ โดยไม่ทำเงิน  เขาวางแผนว่าจะเขียนงานให้ตัวละครนี้อีก 12 เรื่อง 

            ผู้เขียนเองได้แต่ส่งแรงเชียร์อยู่ในใจ   ไม่ให้แดน บราวน์  เบื่อหน้า Robert Langdon ไปเสียก่อน  เช่นที่ เซอร์อาเธอร์ โคแนน ดอยล์ เบื่อหน้าเชอร์ล็อคโฮล์ม  หรือที่ อกาธา คริสตี้  เบื่อหน้าปัวโรต์  ตัวละครเอกของนักเขียนและนักเขียนก็เหมือนชีวิตคนนั่นแหละ  ใกล้ชิดกันมากก็เบื่อหน้ากัน  ห่างกันก็คิดถึง  เจอกันบ่อยไม่รู้จะคุยอะไร  สุดท้ายนักเขียนมีอันต้องส่งตัวละครไปไกลๆ หรือส่งให้ไปตายเสียให้พ้นหน้า แบบเชอร์ล็อค โฮล์ม
            ส่วนนวนิยายของเขาคงไม่มีอะไรให้พูดถึงมากนัก  เพราะเป็นงานร่วมสมัยที่ยังหาซื้อมาอ่านได้ทั่วไป  อีกทั้งถูกสร้างเป็นหนังมาแล้วหลายเรื่อง  อยากรู้ว่าดีเพียงใด สนุกขนาดไหน  ก็ไปพิสูจน์กันได้   แต่เวลานึกถึงแดน บราวน์ ทีไร  ผู้เขียนมักนึกถึงนักเขียนอีกคนขึ้นมาทันที   เขาคือ จอห์น กริแชม (
John Grisham) ผู้มีความสามารถเอกอุในการเขียนนวนิยายสยองขวัญอีกผู้หนึ่ง  และแนวที่เขาถนัดคือการเล่นกับข้อกฎหมาย  อันที่จริงนักเขียนสองคนนี้  มีความสามารถพอกันในการแต่งนวนิยาย  เพียงแต่งานของแดน บราวน์ อ่านง่ายกว่า  ทั้งด้วยภาษาและการเดินเรื่อง   ส่วนงานของ
กริแชมต้องตั้งใจอ่านหน่อย 

            จอห์น  กริแชม เกิดในปี 1955 เป็นรุ่นพี่ แดน บราวน์ถึง  9 ปี เป็นชาวอเมริกัน  เกิดที่ Jonesboro  ในอาคันซอส์   พื้นเพมาจากครอบครัวชนชั้นแรงงาน   บิดาเป็นกรรมกรก่อสร้างและทำงานในไร่ฝ้าย  ส่วนมารดาเป็นแม่บ้านรับจ้าง  และรายได้คงฝืดเคืองเต็มที  จึงส่งให้ครอบครัวต้องเดินทางไปหาทำเลทำมาหากินที่อื่น  เมื่อจอห์นอายุได้ 4 ขวบ  ครอบครัวก็เริ่มเดินทางลงใต้   จนมาสิ้นสุดลงที่มิสซิสซิปปี  เป็นอันว่าจะตั้งรกรากกันที่นี่แหละ  และถึงแม้พ่อแม่จะไม่มีการศึกษาแต่มารดาก็สนับสนุนให้เขาเรียนหนังสือ  จอห์นต้องทำงานตั้งแต่เด็กๆ ทั้งรับจ้างรดน้ำต้นไม้  รับจ้างทำงานในโรงเรียนอนุบาล พอโตมาหน่อยก็ไปเป็นผู้ช่วยช่างประปา  ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นงานที่เขาระบุในภายหลังว่า  ไม่มีอนาคต 

            ชีวิตของเขาในวัยหนุ่ม  ต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัวและตัวเองอย่างหนัก  โดยมากเป็นงานหนักแบบใช้แรงงานมากกว่า  และในการทำงานเหล่านี้   เขาประสบกับความเลวร้ายมากมาย  จนจอห์นคิดถีบตัวเองให้เรียนมหาวิทยาลัย  แต่กว่าจะเรียนจบมหาวิทยาลัยก็แทบตาย  เพราะถูกให้ออกจากมหาวิทยาลัยถึงสามแห่ง   แต่สุดท้ายก็สำเร็จได้รับปริญญาจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐมิสซิสซิปปี ในปี 1977  เป็นปริญญาตรีทางด้านบัญชี    และต่อมาเขาได้ไปเรียนต่ออีกหลายอย่าง  เช่น  กฎหมายภาษีอากร แล้วก็กฎหมายมหาชน  ในที่สุดสำเร็จ J.D. (Juris Doctor) ในปี 1983  

            ระหว่างเรียน J.D. นี้  จอห์นแต่งงานในปี 1981 และมีลูก 2 คน 

            เมื่อเรียนจบแล้ว  จอห์นไปทำงานเป็นทนายอยู่ถึง 10 ปี ไต่เต้าจนได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. พรรคเดโมแครต  คราวนี้ชีวิตเริ่มง่ายขึ้นแล้ว   เพราะมีรายได้แน่นอน มีตำแหน่งทางการเมืองและมีงานในฐานะกรรมการต่างๆ ให้นั่งประชุม   แต่เมื่อพระเจ้ากำหนดแล้วว่าเขาต้องเป็นนักเขียน  ก็มีเหตุให้ต้องเป็นนักเขียนจนได้    จอห์นเคยเปิดเผยว่าจุดหักเหในชีวิตมาถึงในปี 1984  ขณะที่เขากำลังเดินอยู่ในศาล  เขาก็ได้ยินคดีของทนายคนอื่นจากห้องใกล้ๆ กัน  มีเด็กผู้หญิงอายุ 12 ขวบคนหนึ่งกำลังให้การต่อลูกขุน    เรื่องราวของเธอสะดุดใจจอห์นมาก  จนต้องเข้าไปร่วมฟังการไต่สวนด้วย  และได้เห็นว่าพวกลูกขุนน้ำตาร่วงสะเทือนใจกันขนาดไหน   เมื่อฟังเรื่องราวการถูกทารุณกรรมทางเพศของเด็กคนนั้น   

            ทันใด  เรื่องราวมากมายก็พรั่งพรูเข้ามาในสมองของจอห์น  เขาจินตนาการไปมากมายว่า  หากเรื่องเป็นอย่างนั้นจะเกิดอะไรขึ้น  หากเป็นแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้น  และหากพ่อของเด็กผู้หญิงคนนี้ไปฆ่าคนที่ทำร้ายลูกตัวของจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง  มีแง่มุมกฎหมายอะไรให้เล่นด้วย   คิดไม่คิดเปล่า  จอห์นลงมือเขียนนวนิยายเรื่องหนึ่งขึ้นมาทันที   ให้ชื่อว่า A Time to Kill  โดยใช้เวลาถึง 3 ปี  แต่ช้าก่อน  ดวงยังไม่ถึงเวลาดัง  เนื่องจากยังหาสำนักพิมพ์รับเรื่องไม่ได้เอาเลย   เพราะถูกปฏิเสธถึง 28 สำนักพิมพ์   จนมาเจอสำนักพิมพ์ที่ไม่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง  ชื่อ Wynwood Press ซึ่งขอพิมพ์จำนวนแค่ 5 พันเล่มก่อนแล้วกัน   แน่นอนว่าจอห์นไม่เกี่ยงงอนเลย   ดังนั้น  หนังสือเล่มแรกจึงออกสู่ตลาดเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1989   
            จอห์นบอกว่าเขาไม่เคยท้อกับการเขียนหนังสือ  เพราะทันทีที่เขียนเล่มแรกจบ   เขาก็เริ่มลงมือเขียนหนังสือเล่มที่สองทันที  นั่นคือเรื่อง
The Firm และวางจำหน่ายในปี 1991 แล้วกลายมาเป็นหนังสือขายดีติดอันดับหนึ่งขายได้ 7 ล้านเล่ม  คราวนี้เขาเลิกทุกอย่างในชีวิตเพื่อมาเป็นนักเขียนเต็มตัวแล้ว 

            นวนิยายของเขาได้รับการสร้างเป็นภาพยนต์มากมาย  เช่น The Chamber, The Client, The Pelican Brief, A Time to Kill, The Rainmaker และ Runaway Jury เป็นต้น  ส่วนฉบับแปลไม่ต้องพูดถึงเลย  มากมายทั่วโลกรับทรัพย์กันนับไม่ถูกไม่ถ้วน  จนในปี 2008 หนังสือของเขาขายได้รวมกันถึง 250 ล้านเล่มทั่วโลก   ส่งให้ได้รับรางวัล Galaxy British Book Awards และเป็นนักเขียน 1 ใน 3 คนที่มียอดจำหน่าย 2 ล้านเล่มในการพิมพ์ครั้งแรก   สำหรับนักเขียนอีกสองคนคือ Tom Clancy  ผู้เขียน The Hunt for Red October, Patriot Games และ Clear and Present Danger เป็นต้น  อีกคนหนึ่งคือนักเขียนหญิงนามกระเดื่อง  J.K. Rowling   เจ้าของผลงานแฮรี่ พอตเตอร์

            น่าสนใจว่านวนิยายที่ขายดีมากๆ มักคือนวนิยายแนวสยองขวัญ (Thriller)  ที่มีข้อมูลแปลกๆ  นั่นเพราะคนเรามีความสงสัยอยู่เป็นพื้น  ชอบความตื่นเต้น  และยังต้องการรับข้อมูลใหม่เสมอ  อย่างใน The Da Vinci Code ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับศาสนามากมาย   ขณะที่งานของ Grisham ให้ภาพห้องพิจารณาคดี และข้อมูลด้านกฎหมายมากมาย  จึงน่าสนใจเมื่อคิดว่าแล้วต่อไป  นักเขียนจะเอาอะไรมาเล่นกันดี   เพราะทุกวันนี้ไปไกลถึงกาแลกซีอื่นกันแล้ว 

            อย่างไรก็ตาม  รหัสลับความร่ำรวยมีอยู่ทุกแห่ง  ขอเพียงลงมือเขียนเท่านั้นเอง  

 

Home Page : Magazine : Pocket Book : Promotion : Webboard : Contact Us : Customer Service
Copyright © 2010 Tuay Toom & P.Vatin Publication Company Limited.